รีวิว หนัง คืนยุติ-ธรรม

เมื่อ มวลรวม ความอยุติธรรม ในสังคมไทย ถูกตกตะกอน คนคลั่งเพื่อแก้แค้น จึงบังเกิด [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง คืนยุติ-ธรรม มานพ ชายหนุ่มผู้มีอนาคตอันสดใส ทั้งเรื่องการงานและความรัก และกำลังจะแต่งงานกับ ดวงใจ แต่อนาคตของเขากลับต้องพังทลาย เมื่อ ดวงใจ โดนเจ้านายที่ชื่อ สิทธิชน ข่มขืน ทำให้มานพโกรธแค้นจึงไปทำร้ายสิทธิชนที่บริษัท นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อ สิทธิชน พลั้งมือยิงดวงใจตาย ส่วนมานพได้รับบาดเจ็บสาหัส และตื่นขึ้นมาพร้อมตกเป็นผู้เป็นต้องหาในคดีฆ่าภรรยาตัวเองจนเขาต้องติดคุก

หลังจากออกจากคุกเขาได้พบกับ กานดา จิตแพทย์สาวที่อาสาเข้ามาเยียวยา อาการป่วยทางจิตใจของเขา แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับค้นพบ มานพ อีกคนที่เธอไม่รู้จัก ที่ลุกขึ้นมาตั้งตนเป็นศาลเตี้ยทวงความยุติธรรม แก่สังคมด้วยความรุนแรงในทุกค่ำคืน ยิ่งค่ำคืนล่วงเลยความรุนแรง ก็ทวีความโหดเหี้ยมจนกลายเป็นการนองเลือด และนำไปสู่ความจริงปริศนาที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

เป็นหนังดราม่าและธริลเลอร์ ยิ่งเรื่องการใช้โรคทางจิตมาเป็นปมขยายเรื่อง ให้มีหักไปหักมาอย่างมีนัยสำคัญก็ด้วย แต่กระนั้น ภาพรวมของหนังถือว่ามีคุณภาพ บางฉากดีมาก ๆ เพลงมีความเกินเบอร์ในฉากบางฉากอยู่เยอะ ราวกับจะช่วยสุดกำลังให้ซีนต่างๆ น่าสนใจอยู่ตลอดเรื่องเหมือนกลัวคนดูเบื่อ

ช่วงแรก เล่าเรื่องหลายชั้นให้คนดูเข้าใจได้ง่ายขึ้นแต่ต้น ทั้งการใช้ข้อความเล่าว่า นี่เป็นการย้อนอดีตถึงเหตุการณ์ ฆ่าหลายศพในคืนเดียวที่ถูกเรียกขานว่า คืนยุติ-ธรรม แล้วยังเล่าชั้นต่างๆ ที่ตัดสลับไปพร้อมกัน ทั้งตัวเหตุการณ์ คืนยุติ-ธรรม เหตุการณ์ที่ทำให้มานพติดคุก เรื่องราวก่อนหน้าที่หมอกานดามารักษามานพ เรื่องราวของหมอกานดา ที่ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนหลังคดี คืนยุติ-ธรรม

คือหนังมีหลายชั้นและพยายามหลอกล่อคนดูให้ประหลาดใจ กับข้อมูลที่ซ่อนไว้ จนทำให้การเล่าเรื่องที่ควรเคลียร์ๆ อย่างน้อยแยกช่วงเวลาต่างๆ ให้ขาดกันด้วยภาพหรือเทคนิคทางภาพยนตร์ เพียงช่วงแรกที่เรายังมึนกับวิธีเล่าของมัน พอจับทางเรื่องได้ตรงจุดนี้ก็จะไม่เป็นปัญหามากนัก

สิ่งที่ต้องชื่นชม คงเป็นความหาญกล้าในการนำเสนอเรื่องราวแนวดราม่าธริลเลอร์ โดยจับประเด็นเรื่องความ อยุติธรรมต่างๆ ที่คุ้นหูคุ้นตาในข่าวต่างๆ มาประสมใหม่ให้เข้มข้นน่าสนใจ ชวนรู้ชวนดูได้ สร้างพื้นที่ใหม่ๆ ให้วงการหนังไทยได้แก้เลี่ยนบ้าง และต่อเนื่องมาให้ชื่นชมคือการเขียนบท ที่ใส่ใจพยายามให้มีลูกเล่นมากกว่าตีหัวเข้าบ้าน ตรงนี้ขอชื่นชมในความพยายามใส่ใจในการเขียนบท ซึ่งหนังไทยยุคใหม่ๆ เริ่มให้ความสนใจตรงนี้กันมากขึ้น หมดแล้วยุคที่เอาหน้าหนัง เอาดารานำแล้วบทหนังจะเป็นอย่างไรก็ได้ ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดูถูกคนดู น่าจะตรงสุด

ส่วนที่ขอชมสุดติ่งหัวใจ ต้องยกให้การสร้างตัวละครที่ดี และเหล่านักแสดงนำที่ตอบสนองกับการเป็นตัวละครได้ยอดเยี่ยมมากๆ ก๊อต ในบทบาทของ มานพ จัดว่าทำการบ้านเรื่องคนที่มีอาการทางจิตดีสุดๆ ในตอนที่เป็น มานพ น่าประทับใจมากๆ นอกจากนี้ดาราสมบทอื่นๆ ทั้งหน้าใหม่ทั้งรุ่นเก๋า ต่างก็นำเสนอตัวละครผ่านการแสดงได้ดีจริงๆ ต้องบอกว่า การแสดงคือปัจจัยเด่นเด้งสุดในหนังเรื่องนี้จริงๆ และประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็พอที่จะให้ทุกคนได้สนุกกับหนังแล้ว [ แต่ที่น่าสงสัยเสียเหลือเกินว่าพระเอกไปฝึกกับจอห์น วิก มาตอนไหนกันนะถึงเก่งเวอร์ขนาดนั้น ] ดูคืนยุติ-ธรรม ได้แล้ว บน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์ ไทย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ สุดฮิตแดนมังกร The Longest Day In Chang’an ฉางอัน12ชั่วยาม

เรื่องมันเริ่มต้นด้วยคำพูดแค่บรรทัดเดียว คือ ” ตามจับคนร้ายที่ลักลอบเข้าเมืองมาก่อความไม่สงบในเมืองฉางอันในวันเทศกาลชมโคมรับปีใหม่ ” 


รีวิว ซีรี่ส์ สุดฮิตแดนมังกร The Longest Day In Chang’an ฉางอัน12ชั่วยาม
และด้วยคำพูดแค่ประโยคเดียวนั่นแหละ มันคือจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการท้าทายสติปัญญาและเดิมพันชีวิตของคนแปลกหน้าจำนวนเป็นร้อยๆ ที่ต้องมาเกี่ยวข้องกัน เริ่มจากนักโทษประหารที่รอถูกลงโทษ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นวีรบุรุษสงครามจากกองร้อยที่ 8 ซึ่งเหลือรอดจากการปกป้องพรมแดนมาแค่ 9 คน มาจนถึงว่าที่ขุนนางเลือดใหม่ คนหนุ่มอนาคตไกลจากตระกูลชนชั้นสูงที่ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการ กรมรักษาความสงบของเมือง ทั้งที่เพิ่งอายุแค่ 23 ปี และสาวใช้ส่วนตัวที่เก่งฉลาดเกินกว่าฐานะของตัวเอง 

ทุกคนมีเวลาแค่ 12 ชั่วยาม หรือ 24 ชั่วโมงที่จะตามล่าตัวผู้ก่อการร้ายที่กระจัดกระจายไปในเมืองเพื่อหยุดแผนการของคนพวกนี้ เท่ากับว่ามันคือแค่ 1 วันเท่านั้น ที่คนแปลกหน้าต้องมาร่วมมือกัน แล้วก็พัฒนาความสัมพันธ์ไปจนกลายเป็นคนสำคัญของกันและกันไปในที่สุด 

เมื่อกองกำลังพิทักษนคร จิ้งอันซือ ตรวจพบว่ามีการลักลอบเข้าเมือง ฉางอัน ของ ( นักรบหมาป่าแห่งทูเจวี๋ย ) ซึ่งได้ชื่อว่าแข็งแกร่งแห่งแดนทุ่งหญ้า ทว่าปฎิบัติการล้อมจับที่ หลี่ปี้ ผู้บัญชาการแห่งจิ้งอันซือ วางแผนใว้กลับผิดพลาด ทำให้คนของ ทูเจวี๋ย เล็ดลอดเข้าฉางอันได้

จางเสี่ยวจิ้ง นักโทษประหารผู้มีฉายาว่า ( 5พยายมจาง ) คือบุรุษเพียงคนเดียวที่สามารถต่อกรกับหน่วยหมาป่าได้ 9ปีในฉางอัน ทำให้มันรู้จักสถานที่แห่งนี้ดีกว่าผู้ใด ทะว่านักโทษประหารคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นปรปักกับราชสำนักอย่างชัดเจน จะไว้ใจได้มากน้อยแค่ใหน หลี่ปี้เองก็ไม่อาจรู้ได้เลย

มหันตภัยใดกันที่ซุกซ่อนอยู่ทามกลางแสงสีอันสนุกสนาน รื่นเริงของเทศการ โคมชั่งหยวน โดยปราศจากการรับรู้ และผู้ใดกันคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เหตุวินาศกรรมที่สั่นสะเทือน ไปทั้งนคร โดยมีชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน กับเวลาที่ใหลไปอย่างไม่แยแส ชะตากรรมของผู้บริสุทธ์

ซี่รี่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกัน ฉางอัน12ชั่วยาม โดย หม่าป๋อย่ง ตัวละครถือว่าเยอะมากทีเดียวกระแสตอบรับ ดีมาก องค์ประกอบภาพทำออกมาได้ดีเยี่ยม และเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ส่วนซี่รี่ส์เองก็ถ่ายทอดออกมาต่างจากซีรี่ทั่วไป ดูแล้วทำให้รูสึกเหมือนดูภาพยนต์ ทั้งมุมกล้อง วิว การแต่งกาย และการวางฉาก แปลกใหม่มาก ดูแล้วลุ้นละทึกไปกับเรื่องราว ของตัวละครในเรื่อง เป็นซีรี่ส์ ที่คอซีรี่ส์แนวอิงประวัติศาสตร์สืบสวน ไม่ควรพลาด ถ้าคุณชอบ ตี๋เหริ๋นเจี๋ยคุณห้ามพลาด ฉางอัน12ชั่วยามเด็ดขาด เเอดขอบอก

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่  รีวิว ซีรี่ส์ จีน     

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว อนิเมะ ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่: ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ Demon Slayer the : Movie Mugen Train

พบกับอนิเมะ สุดปัง อลังการดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ น่ะ นี่ มัน โคตร มัน [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่: ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ อนิเมะฟอร์มยักษ์ที่อลังการที่สุดในปี 2020เรื่องราวต่อเรื่องมาจากอนิเมะซีรีส์ตอน 26 ว่าด้วยเรื่องของ เหล่านักดาบพิฆาตอสูร ทันจิโร่ เนซึโกะ และก๊วนเหล่าเพื่อน ได้รับภารกิจให้ไปสืบสวนหาสาเหตุ การหายตัวของประชาชนบนขบวนรถไฟ แต่แล้วก็พบว่า มีสิ่งผิดปกติบางอย่างบนรถไฟสู่นิรันดร์ พวกเขาสัมผัสได้สู่จิตวิญญาณอันชั่วร้าย จึงกลายมาเป็นการต่อสู้เพื่อพิฆาตเหล่าอสูรและปกป้องประชาชน จนเป็นที่มาของ ศึกรถไฟสู่นิรันดร์ 

การดำเนินเรื่อง เข้าเนื้อเรื่องหลัก ค่อนข้างไว ไม่รีรอ ลุยต่อเนื่อง จัดเต็มไม่มีพัก มีแฟลชแบล๊คย้อนเนื้อเรื่องบางส่วน ครบอรรถรสในการรับชม แอคชั่น โรแมนติก ตลก ดราม่า จนถึงขั้นอาจทำให้ท่านเสียน้ำตาได้เลย (ถูกใจเจ้ข้างบ้าน)  ตัวละครยังคงความเป็นเอกลักษณ์เหมือนเดิม แต่แอคติ้งเล่นใหญ่ เว่อวัง อลังมากกว่าในมังงะหลายเท่า 

บอกได้ว่า ดาบพิฆาตอสูร เดอะมูฟวี่ เป็นหนังอนิเมะขนาดยาวร่วม 2 ชั่วโมงที่กลั่นแน่นไปด้วยอารมณ์ทั้งมัน ทั้งขำ ทั้งซึ้ง ทั้งเศร้า ทั้งน้ำตาไหล เส้นเรื่องอาจไม่ได้ขยับขยายการรับรู้เดิมไปได้ไกลมากนัก แต่ก็เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญชนิดที่ว่าจะดู อนิเมะซีรีส์ซีซันต่อไปไม่รู้เรื่องได้เลยทีเดียว

สำหรับคนที่ไม่เคยดูมังงะหรืออนิเมะมาก่อน บอกเลยเป็นงงอย่างมาก จะไม่ค่อยอินกับเนื้อเรื่อง อาจทำให้เสียอรรถรสในการรับชมได้ เพราะเนื้อเรื่องจากเดอะมูฟวี่เป็นการเล่าเรื่องต่อจากซีรีส์เลย แนะนำให้ดูดาบพิฆาตอสูรให้จบก่อน 26ตอน ระดับความมันส์ ไล่จากน้อยไปสู่เต็มขั้น ทั้งนี้ ทั้งนั้น คออนิเมะต้องขอบอกเลยว่า ห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว อนิเมะ 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนังใหม่ WONDER WOMAN 1984

ซูเปอร์ฮีโร่หญิงที่กลับมาในหนังเดี่ยวของตัวเองอีกครั้ง Wonder Woman 1984 ที่จะพาผู้ชมไปพบกับเหตุการณ์ของเธอในช่วงปี 1984 ไปสำรวจความเป็นไปของซูเปอร์ฮีโร่หญิงที่อยู่กับความเปลี่ยวเหงา และภารกิจครั้งใหม่ ครั้งนี้จะหนักหนาและเธอต้องหาทางแก้ไขอย่างไรบ้าง [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง Wonder Woman 1984 ไดอานา ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่โบราณคดีในพิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน ในหนังเล่าเรื่องให้พอเข้าใจได้ว่าเธอทำงานที่นี่มาสักระยะหนึ่งแล้ว เธอได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่โบราณคดีหน้าใหม่ ดร.บาร์บารา มิเนอร์วา ดอกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญทางวัตถุโบราณ ทั้งคู่ช่วยกันวิเคราะห์หาที่มาของ ก้อนหินลึกลับจากชนเผ่ามายา ด้วยความบังเอิญทำให้ทั้งคู่พบว่า หินศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้มีพลังวิเศษสามารถขอพรอะไรก็ได้แล้วคำขอนั้นจะเป็นจริง แต่ก็มี แมกซ์เวลล์ ลอร์ด นักธุรกิจจอมฉ้อฉลที่ตามล่าหินศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้มาอย่างยาวนาน ได้ใช้อุบายหลอกล่อเอาหินศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้ไปครอบครอง เพื่อสนองตัณหาให้ตัวเอง แล้วสร้างความปั่นป่วนให้กับโลก ทำให้วันเดอร์ วูเมน ต้องออกโรงจัดการและแก้ไขสถานการณ์วายป่วงนี้

ลีลาแอคชัน ก็มีความเป็นหนังในยุค 80’s อยู่พอสมควร คราวนี้ไม่ได้เล่นใหญ่มากมายอะไรนัก มีฉากสนุกของเหตุการณ์ในวัยเด็กของไดอาน่าให้ดูเพลินๆ ตอนเริ่ม แล้วก็มีฉากแอคชันมันๆ บนถนนกลางทะเลทราย นอกจากนั้นก็ไม่ได้ถือว่าใหญ่มากมายอะไรนัก โดยรวมแล้วก็ถือว่าสัดส่วนอยู่ในปริมาณ ที่พอดี

แต่ที่ว้าวสุดคือวันเดอร์ วูแมน ในภาคนี้ ด้วยการใส่เกราะทองจากเทพีในตำนานของชนเผ่าอะเมซอนของเธอ ชุดทองมีปีกที่เราเห็นในตัวอย่างนั่นล่ะครับ สวย เท่ นะ ใส่แล้วเหาะได้ด้วยเพราะมีปีก แต่ถ้าพิจารณาดูแล้วมันช่างคุ้นๆตา กับเกราะในมังงะ อย่างเซนต์เซยาซะเหลือเกิน

โดยรวมแล้วหนังอยู่ในระดับมาตรฐานของหนังซูเปอร์ฮีโร ให้ความบันเทิงได้ดี และนี่คือหนังซูเปอร์ฮีโรที่ สนุก จะด้วยปัญหาที่มาจากความพร่อง ด้วยฤทธิ์เดชพิษสงของตัวร้าย หรือสถานการณ์คับขันที่ตัวเอกต้องประสบ บวกกับความยาวที่เกินพอดี แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รู้สึกรื่นรมย์ได้ตลอดเรื่องก็คือความสวยระดับทะลุจอของ กัล กาด็อต นี่ล่ะ

โดยรวม ได้ว่า ภาคต่อนี้ คุ้มค่ากับการรอคอย Wonder Woman อาจไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่ที่เขียนบทได้ดีที่สุด แต่อย่างน้อยมันก็มีทั้งอารมณ์ขัน เสน่ห์ และแอ็คชั่นสุดเท่ ต้องบอกเลยว่า ห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ ARES ชมรมเขย่าขวัญ

ซีรี่ส์สุดดาร์คจากประเทศเนเธอแลนด์ เรื่องราวของหญิงสาววัยรุ่นนักเรียนแพทย์ที่ผลักดันตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมลึกลับของชนชั้นสูงที่กุมความลับของประเทศนี้ไว้ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ARES ชมรมเขย่าขวัญ สมาคมลับผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฮอลันดานับหลายร้อยปีถึงปัจจุบัน ทุกปีจะมีการแสวงหาสมาชิกใหม่ เพื่อมาเข้าสมาคม รายการแสวงหานั้นบุคคลที่ถูกคัดเลือกมักจะเป็นลูกผู้ลากมากดี ลูกหลานที่เคยเป็นสมาชิกมาแล้ว หรือคนที่มีความพิเศษบางอย่าง เมื่อไหร่จะรับคัดเลือกจะต้องผ่านพิธีกรรมการคัดเลือกจากทางสมาคมอีกครั้ง ด้วยพิธีกรรมแปลกประหลาด แต่เมื่อใครได้เข้ามาอยู่แล้วจะมีความสุขสบาย แต่ความสุขสบายนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ บางอย่างที่ทำให้ขนพองสยองเกล้า

โรซ่า นักศึกษาแพทย์สาว ที่มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ผู้ที่อยู่กับแม่ที่มีอาการซึมเศร้าขั้นรุนแรง วันหนึ่งเธอได้รับโอกาสจากพี่ชายของเธอให้รู้จักกับสมาคมลับชื่อว่า ARES เธอรู้จักกับหญิงสาวที่อยู่ในนั้นแล้วพูดกรอกหูเธอว่าคนที่จะเข้ามาอยู่นั้นจะต้องเป็นคนพิเศษ และด้วยนิสัยส่วนตัวของเธอ เธอจึงพยายามเข้าร่วมสมาคมนี้ให้ได้แม้จะต้องทิ้งบุพการีไว้เบื้องหลังก็ตาม แล้วก็แน่นอนว่าเธอเป็นบุคคลพิเศษ เป็นที่จับตาของสมาชิกของสมาคม และเธอนั่นแหละที่จะทำให้สมาคมลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์นั้นเปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาล

จัดได้ว่าเป็นซีรี่ส์ที่มีแต่ความมึนงงตลอดทั้งเรื่อง จะเรียกว่าเป็นซีรี่ส์สุดอินดี้เลยก็ว่าได้ เอาเฉพาะตอนเปิดหัวมาตอนแรก ทำให้เห็นเด็กนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่มีความมั่นใจในตัวเอง เข้ามหาวิทยาลัย ผ่านการรับน้องของมหาวิทยาลัย ถูกชักชวนเข้าสมาคม มีความรักกับคนที่สมาคม แล้วที่พิธีแห่งหนึ่ง อยู่ดี ๆ เธอก็เดินมาที่โต๊ะ หยิบกรรไกร แทงคอตัวเอง แล้วก็ปาดคอตัวเองตาย แค่นั้น แล้วไม่บอกอะไรเลย อินดี้สุด ๆ

เรื่องราวของสมาคม AERS จะถูเล่าผ่านตัวละครเอกของเรื่อง ซึ่งตัวละครเอกรู้เรื่องอะไรมาเราในฐานะคนดูก็จะรู้ตามเธอ ตัวเอกของเรื่องจึงเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของคนดูที่จะเข้าไปรู้จักสมาคมนี้ โดยน้ำหนักโดยรวมแล้ว ะเล่าถึงเรื่องราวในสมาคมเป็นส่วนใหญ่ว่าภายในมีอะไรบ้าง มีพิธีกรรมอะไรบ้าง มีความซับซ้อนอย่างไรบ้าง ความเป็นมาของสมาชิกเป็นอย่างไรบ้าง การกินการอยู่อะไรบ้าง กล่าวโดยสรุปก็คือในซีซัน 1 นี้เขาทำให้เราเห็นว่า ARES คืออะไร เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ลงลึก ลงไปถึงขั้นที่ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรคงเข้าใจว่าน่าจะนำมาให้เราเห็นในซีซันต่อ ๆ ไป

ซีรีส์ทิ้งปมปัญหาเอาไว้เยอะมาก 6 ตอนแรกแทบจะไม่มีการเฉลยอะไรเลย จะไปเฉลยทีก็คือตอนที่ 7 ตอนปลายและก็ตอนที่ 8 แต่ถ้าหากคุณสังเกตให้ดี ซีรีย์ได้เผย กุญแจสำคัญวางทิ้งไว้ตลอดเรื่อง ซีรีส์เฉลยปมสำคัญที่สุดในช่วงท้ายเรื่อง แต่หากถ้าใครไม่รู้บอกเลยว่าจะต้องงงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้เลยว่าซีรีส์จะต้องการสื่ออะไร หากจะพูดอีกทีหนึ่งก็คือหากเป็นคนเนเธอร์แลนด์ดูซีรีย์เรื่องนี้ก็คงจะเข้าใจมากเลยทีเดียว ซีรี่ส์มีความระทึกขวัญ สยองขวัญ ลึกลับ ลี้ลับ สอดแทรกเรื่องราวสิ่งเหนือธรรมชาติ มีจิตวิทยาผสมอยู่ด้วย หากมองดูภาพรวมที่มาที่ไปรวมไปถึงบทสรุปแล้ว ก็นับว่ามีเหตุมีผลดี เฉลยตอนจบได้ดีงาม ที่ดีงามกว่าคือการทิ้งท้ายเพื่อเข้าสู่ซีซัน ต่อไป

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ resizer-1.jpg

แม้ซีรีส์มีทั้งหมด 8 ตอน ตอนละ 30 นาทีเท่านั้น แต่รู้สึกว่า มันยาวนานเหลือเกิน ยอมสารภาพว่ามีหลายจุดน่าเบื่อมาก[ส่วนตัวคิดว่าโอเคอยู่นะ] แต่คิดว่าซีซั่น 2 เขาจะมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจรวดเร็วกระชับให้มากกว่านี้ หลายปมปัญหาก็ค่อย ๆ เฉลยบ้างก็ได้ หรือจะเป็นคลายปมหนึ่งแล้วซะอีกมุมหนึ่งบ้างก็ได้ อย่างน้อยเวลาดูก็รู้สึกว่ามันมีอะไรก้าวหน้าขึ้นบ้าง แต่ในตอนท้ายที่มีการเฉลยก็เห็นแววดีอยู่บ้างเลยนะ อย่างไรก็จะคอยติดตามชม season 2 ครับ สำหรับ ARES ใครชอบความลี้ลับผสมประวัติศาสตร์ ดูแล้วลุ้นละทึกแบบอินดี้ ผมขอแนะนำ ฉายแล้วทาง Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix          

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms


รีวิวภาพยนตร์ TENET เทเน็ท หนังไซไฟสุดล้ำ

หนังสไตล์ สายลับเจมส์ บอนด์ ที่บอกเล่าในแบบโนแลน เล่นเน้นเรื่องการย้อนเวลาและช่วยโลกให้รอด [ไม่สปอยนะ]

รีวิว ภาพยนตร์ TENET เทเน็ท เป็นเรื่องราวของ จอห์น เดวิด วอร์ชิงตัน ที่คิดว่าตัวเองได้ตายไปแล้วด้วยการกลืนยาตามวิสัยความเป็นสายลับที่ดี แต่ผลของการทำเช่นนั้นกลับกลายเป็นว่า มันทำให้เขาได้พบกับชีวิตใหม่ที่ซึ่งมีเงื่อนงำของ “เทเน็ท”  เขากลายเป็นนักสืบที่ได้เรียนรู้ถึงกลไกที่ตัวร้ายของเรื่องใช้เพื่อก่อการบางสิ่งที่ร้ายแรงมาก โดยอาวุธร้ายครั้งนี้ อาจมิใช่นิวเคลียร์ แต่เป็น ‘เวลา’ และเขาต้องดำเนินการสืบและยับยั้งเรื่องดังกล่าวไปพร้อมๆ กับสหายหนุ่มหล่อนามว่า นีล บุคคลปริศนาที่มักจะโผล่มาช่วยเขาเสมอ รวมไปถึงแคทเทอรีน หญิงสาวผู้ร่ำรวย โดยที่เขานั้นจะต้องออกเดินทางไปในแทบทุกมุมโลก เพื่อตามหาเบาะแสอันสำคัญในการหยุดยั้งสงครามโลกครั้งที่สาม โดยที่การเดินทางของเขานั้นจะต้องพบเจอกับเรื่องประหลาดมากมาย

หลายๆ คนที่เป็นแฟนคลับหนังไซไฟก็คงรู้กันดีอยู่แล้วว่า หนังของโนแลน มีความดูยากมากแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่หนึ่งในหนังที่ดูง่ายของเขาอีกเช่นกัน แต่ขอแนะนำว่าหนังเรื่องนี้คุณพยายามอย่าไปคิดอะไรมาก ให้ใช้ความรู้สึก แล้วคุณจะสนุกไปกับหนังเอง แล้วขอแนะนำอีกอย่างคือ พยายามอย่าละสายตาหรือหลุดโฟกัสจากหนังเรื่องนี้ เพราะไม่เช่นนั้นคุณอาจจะดูไม่รู้เรื่อง หรือรู้สึกงง กับเรื่องที่เกิดขึ้นก็เป็นได้ สำหรับทฤษฎีในเรื่องก็ต้องขอบอกว่าโนแลนทำออกมาได้ค่อนข้างน่าประทับใจ ด้วยความที่เขาใส่กฎของตัวเองเข้าไปก็ยิ่งทำให้เรื่องนี้มีเสน่ห์มากขึ้น

สำหรับคนที่ยังชั่งใจดูว่าจะดูหนังเรื่องนี้ดีหรือไม่ ขอบอกเลยว่าให้ลองไปดูก่อน ไม่ต้องกลัวว่าจะออกแนวน่าเบื่อตามประสาหนังวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจยาก เพราะว่าเมื่อคุณจะรู้สึกเช่นนั้น ในเรื่องก็จะมีฉากแบบอารมณ์หนังจารกรรม ย้อนเวลาสนุกๆ ให้คุณได้ตื่นเต้นตื่นตากันอย่างแน่นอน

เท่านั้นยังไม่พอ สำหรับนักแสดงของเรื่องนี้ก็ต้องขอบอกว่าทุกคนก็ได้ปล่อยฝีมือการแสดงอย่างเต็มที่ ลบคำสบประมาทต่างไปได้เยอะทีเดียว จึงบอกได้เลยว่า ภาพยนต์ TENET เทเน็ท เป็นหนังที่คุณจะพลาดไม่ได้จริง ๆ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิวภาพยนต์ ขุนแผน ฟ้าฟื้น กับการเปิดจักรวาลวรรณคดีไทย

ลืมขุนช้างขุนแผนแบบเดิมที่เคยรู้จัก! แล้วมาสนุกกับ ขุนแผนฟ้าฟื้น หนังที่นำตัวละครดั้งเดิมของขุนช้างขุนแผน มาตีความใหม่และเขียนบทใหม่ทั้งหมด ให้ดูสนุกและน่าติดตามมากว่าเดิม [ไม่สปอยนะ]

รีวิวภาพยนต์ ขุนแผน ฟ้าฟื้น ชีวิตของ แก้ว (มาริโอ เมาเร่อ)หนุ่มพเนจรผู้ไร้ซึ่งความทรงจำกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อเขาได้พบกับ อาจารย์เดช (ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ)จอมขมังเวทย์ที่สอนอาคมให้คนกระจอกอย่างเขาได้มีโอกาสสู้เพื่อหัวใจตัวเองหลังได้พบกับ พิม (ยงวรี งามเกษม)คนรักในอดีตที่ปัจจุบันเป็นคู่หมั้นของ ช้าง (ฟิลลิปส์ ณัทธนพล ทินโรจน์) เพื่อนรักผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลจนเกิดรักสามเส้าขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ยูท่า หรือ อโยธยากำลังตกอยู่ในอันตรายเมื่อ แสนตรีเพชรกล้า (ปราโมทย์ แสงศร) จอมขมังเวทย์แห่งดินแดนลับแลคิดก่อวินาศกรรมในงานสมโภชกรุงครั้งสำคัญ บางทีชะตากรรมของยูท่าอาจต้องพึ่งชายพเนจรอย่างแก้วก็ได้

ว่าด้วยเส้นเรื่องของหนังเอง เหมือนขุนแผนฟ้าฟื้นจะพยายามผูกโยงเส้นเรื่อง 3 เส้นไว้ด้วยกันได้แก่ การตามหาความทรงจำเรื่องพ่อของแก้ว เรื่องรักสามเส้าแต่ครั้งอดีตระหว่างแก้ว ช้าง และ พิม ส่วนสุดท้ายคือ ตำนานแห่งนักรบอัฐมารถที่ต้องปกป้องยูท่าจาก แสนตรีเพชรกล้าและเหล่าสมุน โดยมีแทรกการฝึกวิชาอาคมของแก้วกับอาจารย์เดชเป็นระยะ

ลักษณะของขุนแผน ฟ้าฟื้นคือหนัวแนว Postmodern ที่หยิบยืมเอาวรรณกรรมในอดีต นำมาเสนอใหม่ภายใต้ บริบท และวิธีการคิดแบบใหม่ๆ จะเห็นได้ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่ดูมีความเป็นคนที่มีความคิดหัวสมัยใหม่ แต่บริบทและฉากหลังเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ทรงผม แฟชั่น หรือวิถีชีวิตของพวกเขา ล้วนแล้วแต่มีความเก๋ เปรี้ยว เป็นฮิปสเตอร์แตกต่างจากหนังไทยย้อนอดีตเรื่องอื่น

โอมมมมมมมมมม จะเป่าคาถามหาระรวย ดนหัวใจคนสวยให้มาหลงเสน่ห์ ทั้งสาวใหญ่ สาวเล็ก ทั้งนางเอกลิเก ทั้งแม่ค้าหาบเร่ ทั้งที่อยู่โรงงาน ดูจบแล้วอยากจะนั่งรถไฟไปสุพรรณแล้วไปเมืองยูท่าเพื่อตามหาอาจารย์เดชให้ช่วยสอนคาถามหาเสน่ห์เหมือนที่ไอ้แก้วเรียนซักหน่อย

สรุป หนังอาจมีจุดด้อยและบาดแผลระหว่างทางเต็มไปหมด แต่ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าหนังมันสนุกและดูเพลินมากๆ แถมเอนเครดิต เล่นใหญ่ ที่หนังปล่อยออกมาต้องบอกว่า เช้ดเข้ แอดนี่รอภาคสองเลยนะคร๊าบบบบบ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์ ไทย           

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ภาพยนต์ MULAN – หนังกำลังภายในฉบับดิสนีย์

ปี 1998 ดิสนีย์ได้พยายามเจาะตลาดเอเซียด้วยแอนิเมชั่นที่หยิบตำนานวีรสตรีของจีนอย่าง ฮัวมู่หลาน มาดัดแปลง ภายใต้รูปแบบของดิสนีย์ ที่มาเต็ม ทั้งสัตว์พูดได้ มุกตลกแบบการ์ตูนและถึงขั้นมีมังกรที่รูปร่างเหมือนกิ้งก่าพูดได้มาคอยเป็นผู้ช่วยของมู่หลาน

รีวิว ภาพยนต์ MULAN ฮัวมู่หลาน(หลิวอี้เฟย)ที่ลอบปลอมตัวเป็นชายออกรบแทนฮัวโจว(จื่อมา)บิดาแก่ชราในศึกเพื่อปกป้องประเทศและราชบัลลังก์ของฮ่องเต้ (เจ็ตลี หรือ หลี่เหลียนเจี๋ย)จากบอริข่าน(เจสัน สก็อต ลี)ที่มีเซียนเหนียง (กงลี่) แม่มดอาคมแก่กล้าที่สามารถแปลงร่างเป็นเหยี่ยวดำที่กรีฑาทัพไปที่ใดก็มีแต่ความตาย จนมู่หลานและเหล่าทหารภายใต้การฝึกของผู้การถัง(ดอนนี เยนหรือเจิ้งจือตัน) ต้องต้านทัพของศัตรูตัวฉกาจก่อนจีนจะสิ้นแผ่นดิน

จากตัวหนังเราคงพอได้เห็นแล้วว่า ฉบับไลฟ์แอ็กชันนี้จะเน้นความสมจริงและการออกแบบฉากต่อสู้ ให้ดูตื่นตาและไม่ทิ้งความแฟนตาซีเพื่อความตื่นใจ แต่การหยิบเอาตำนานจีนที่เป็นที่รู้จักกลับมาเล่าโดยมีโจทย์ค้ำคอคือต้องคงโทนแบบดิสนีย์อยู่ก็นับว่าท้าท้ายทีมงานไม่น้อย โดยเฉพาะทีมเขียนบท 1 ชาย 3 หญิงที่ไม่ได้มีเชื่อสายจีนเลยสักคน ซึ่งผลลัพธ์ก็น่าทึ่งไม่น้อยเลยกับการถักทอและพาเรื่องราวของมู่หลานมาไกลกว่าฉบับแอนิเมชันมาก ๆ

โดยคงไว้ซึ่งฉากสำคัญ ๆ ของฉบับแอนิเมชันแต่นำมาตีความใหม่ ให้เหมาะกับฉบับหนังซึ่งส่วนตัวมองว่าดีกว่าการตามการ์ตูนเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งตัวหนังเปลี่ยนรายละเอียดทั้งชื่อตัวละครตัดประเด็นโรแมนติกระหว่างมู่หลานกับนายกองออก และแน่นอนตัดมูซูมังกรแดงพูดได้ออก ยังมีคิวบู๊ที่น่าประทับใจเหมือนได้ดูเดชคัมภีร์เทวดาของเฉินเสี่ยวตง แล้วมาลองเล่นกันดูเพราะมันทั้งพิสดารและชวนตื่นตาจนมู่หลานฉบับนี้ไม่ต่างจากหนังกำลังภายใน ที่สำคัญบทหนังยังปูพื้นวัฒนธรรมจีนได้อย่างเข้าอกเข้าใจ

ต้องบอกเลยว่าเมืองไทยโชคดีมาก ที่ดิสนีย์ประเทศไทยตัดสินใจเอาหนังเข้าฉายโรงเพราะตัวหนังถูกออกแบบมาให้ดูในโรงจริง ๆ ที่สำคัญคือหนังเองก็รวมดาราเอเซียคนสำคัญไว้นอกจากหลิวอี้เฟยแล้วก็ยัง เจิ้งจือตัน หรือ ดอนนี่ เยน ที่ดังจากหนังปรมาจารย์ยิป มัน หรือจะเป็น กงลี่ สาวสวยสองพันปีในบทแม่มดที่ปังมากฟาดมาก และที่โดนใจเด็กยุค 90 มากแต่อาจต้องขยี้ตาหน่อยคือการปรากฎตัวของ หลี่เหลียนเจี๋ย หรือ เจ็ต ลี ในบทฮ่องเต้ที่หน้าตาดูชราไปเยอะแต่ยังคงรัศมีดาราใหญ่อยู่ สรุปง่าย ๆ คือ ดู MULAN ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนจริงๆนะขอบอก

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ภาพยนต์The Call : สายตรงต่ออดีต(2020)

เมี่อสัญญาณสายต่อถึงคนในอดีต ที่อยู่บ้านเดียวกัน เรื่องระทึกขวัญจึงเริ่มขึ้น ระทึกแทบลืมหายใจ กับความซับซ้อนที่ดูง่าย พลิกไปพลิกมาตามแบบฉบับเกาหลีที่ที่พยายามมองหาความขัดแย้งในตัวงานแล้วก็ยังไม่เจอ ด้วยการแสดงชั้นยอดและบทชั้นเยี่ยมที่พูดได้เลยว่า คิดได้ยังไง [ไม่สปอยนะ]

 
 

รีวิว ภาพยนต์The Call : สายตรงต่ออดีต เป็นเรื่องราวของ ซอยอน หญิงสาวที่อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบัน ที่วันนึงเธอได้รับสายปริศนาจากโทรศัพท์บ้าน ในบ้านใหม่ที่เธอเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน หลังจากที่บ้านเก่าของเธอไฟไหม้จนต้องสูญเสียพ่ออันเป็นที่รักไป เธอจึงได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของ มาตลอดชีวิต สายปริศนาที่เธอได้รับถูกโทรมาจากอดีตในปี 1999 จากหญิงสาวที่ชื่อว่า ที่อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงที่เป็น ที่มักจะทารุณกรรมเธออยู่เสมอ โดยอ้างว่าจะขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่สิ่งอยู่ในตัวยองซุกให้ออกไป โดยวันหนึ่ง ยองซุก ได้ยื่นข้อเสนอว่าเธอสามารถช่วยไม่ให้พ่อของซอยอนตายได้ และเธอก็สามารถทำได้จริงๆ ทำให้ปัจจุบันที่ซอยอนอยู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงยิ่งแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น จนวันนึงซอยอนได้ช่วยชีวิตยองซุกจากเงื้อมมือแม่เลี้ยง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของฆาตกรต่อเนื่อง ปีศาจที่จะมาเปลี่ยนชีวิตของซอยอนไปตลอดกาล

โอยองซุก ที่รับบทโดย จอนจงซอ ในเรื่องนี้เรียกได้ว่าพกความโรคจิตมาปล่อยแบบไม่มีกั๊ก ทุกฉากที่เธอออกมาไม่ว่าจะน้ำเสียง แววตา การขยับของร่างกายก็ล้วนบ่งบอกว่าจิตใจของเธอนั้นไม่ปกติ เธอนั่นต้องทนทุกข์กับการโดนทารุณจากแม่เลี้ยงอย่างโหดร้ายมาตลอดหลายปี ทำให้นอกจากบาดแผลทางร่างกายแล้วบาดแผลทางจิตใจที่ถูกทำร้ายก็สะสมจนเธอกลายเป็นคนมีบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่งและต่อต้านสังคม ที่ทวีความรุนแรงในพฤติกรรมการแสดงออกของเธอไปอีกเป็นทวีคูณ เรียกได้ว่าจงซอเล่นได้ไม่ดร็อปเลยแม้แต่ฉากเดียว

ซอยอน ที่รับบทโดย พัคชินฮเย ก็ไต่ระดับความประสาทได้อย่างดีเยี่ยม จากหญิงสาวที่ต้องทนทุกข์จากการเสียพ่อและโกรธเคืองแม่ กลายมาเป็นหญิงสาวที่เพรียบพร้อมและมีความสุขกับการที่ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้าอบอุ่น และต้องกลับมาตกต่ำถึงขีดสุดกับสิ่งที่ปีศาจร้ายอย่างยองซุกหยิบยื่นให้กับเธอ ทำให้เธอต้องฟาดฟีปากและหาทางเอาคืนเพื่อดิ้นรนจากสิ่งที่ยองซุกจะทำให้ได้ ซอยอนในเรื่องนี้เป็นตัวละครที่มีหลากอารมณ์มากๆและน้องผักก็สามารถเข้าถึงทุกบทบาทได้อย่างน่าขนลุก การค่อยๆร้องไห้ไปพร้อมๆกับการเพิ่มวอลลุ่มเสียงไปด้วยทั้งๆที่ต้องแสดงเพียงคนเดียวกับโทรศัพท์เปล่าๆนี่มันน่าทึ่งมากกก!!!

ภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงต้นเรื่องที่เป็นการเกริ่นนำสามารถทำได้ดีชวนติดตามอยู่พอสมควร ชวนให้อยากรู้และจดจ่ออยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอดีตจะถูกเปลี่ยนเช่นไรส่งผลต่อปัจจุบันอย่างไร ใครจะต้องมาตายเพราะยองซุกอีก และซอยอนจะเอาตัวรอดและเอาชนะยองซุกได้ด้วยวิธีอะไร เนื้อเรื่องมีความค่อย ๆ บีบคั้นและกดดันมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วง 30 นาทีสุดท้ายตัวหนังทำออกมาได้มันส์หยด จนหัวใจจะวาย

นอกจากจะต้องลุ้นระทึกเอาใจช่วยซอยอนและซู้ดปากกับความโหดเหี้ยมของยองซุกแล้ว โปรดักชั่นของตัวหนังก็ทำออกมาได้ดี มีความสดใหม่ ฉากที่ปัจจุบันเปลี่ยนภาพ CG สวยเนียนกริ๊บ มุมกล้อง ซาวน์เสียง โลเคชั่นหรือการจัดแสงต่างๆ ก็ทำออกมาได้สมบูรณ์เป็นตัวเพิ่มความระทึกขวัญ ความกดดันและความหลอนออกให้ออกมาเต็มสตรีมมากขึ้น

โดยรวมถือว่า เป็นภาพยนตร์ที่สนุกในระดับดี ตัวบทนำเสนอออกมาได้น่าสนใจที่สามารถเอาความแฟนตาซีเกี่ยวกับมิติเวลามาผสมผสานไปกับความสยองขวัญ ความลุ้นระทึกสั่นประสานไปกับการฆาตกรรมที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง ผ่านตัวละครที่แทบจะมีแต่ผู้หญิง เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่นักแสดงหญิงต่างก็ปล่อยของโชว์พลังกันไม่หยุดที่ดูได้แล้ว พร้อมกันทั่วโลก ที่ Netflix ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : รีวิว Netflix          

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms

รีวิวซีรี่ส์ October Faction ครอบครัวล่าอสูร Netflix

ซีรี่ส์พล็อตเรื่องน่าสนใจ ดัดแปลงมาจากคอมมิค กับจักรวาลโลกปีศาจ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิวซีรี่ส์ October Faction ครอบครัวล่าอสูร เนื้อเรื่องว่าด้วยครอบครัว อัลลันที่พ่อ เฟร็ด และ แม่ เดโลริส คือนักล่าปีศาจที่กำลังพยายามเกษียณตัวเองจากงานพวกนี้ เพราะว่าเขามีลูกแฝดชายหญิง เจฟฟ์ และ วิฟฟ์ ที่อยากจะให้ลูกๆ ใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่แล้วพวกเขาก็ได้รับแจ้งข่าวการตายของคุณปู่ ซามูเอล อัลลัน จึงต้องกลับมารวมตัวกันที่บ้านของคุณปู่ แต่แล้วพวกเขาก็ต้องไปพัวพันเกี่ยวกับหายนะครั้งใหญ่ เกี่ยวกับการตื่นขึ้นของจอมเวทคนหนึ่ง

โดยรวมแล้วคงต้องบอกว่า October Faction ทำออกมาได้ดีตามมาตรฐานของ Netflix เพราะสามารถสร้างพล๊อตที่น่าสนใจ เห็นได้จากการสร้างจักรวาลว่าโลกของเรามีเหล่าปีศาจมาแฝงตัวอยู่กับมนุษย์ และมีองค์กรเพรซิดิโอ ที่คอยกำกับ และกำจัดเหล่าปีศาจที่คอยออกมาเพ่นพ่าน ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนองค์กรชายชุดดำใน MIB หน่อยๆ

อีกทั้งยังมีการปูเรื่องว่า เฟร็ด และเดโลริส คือนักปราบปีศาจระดับมือพระกาฬ ที่วันๆทำตัวเป็นมนุษย์ลุง กับป้า ที่มีปมปัญหาครอบครัว เพราะลูกๆของเขาต้องย้ายที่เรียนไปเรื่อยๆ เพื่อให้พวกเขาได้ปราบปีศาจ ซ้ำร้ายคือลูกแฝดของพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าพ่อแม่ของเขาแท้จริงแล้วทำอาชีพอะไร จะเห็นได้ว่าพล๊อตเรื่องมันน่าดู และดูน่าติดตามเอามากๆ ประกอบกับวิธีการเล่าเรื่องที่ตัดสลับ ปัจจุบัน และอดีตไปเรื่อยๆ ซึ่งคาดหวังว่าเราจะรู้ที่มาของความเก่งกาจของผัวเมียคู่นี้

การเล่าเรื่องเหมือนแยกออกเป็น2ส่วน คือส่วนของพ่อแม่ และส่วนของลูกแฝด โดยในส่วนของ เฟร็ด และเดโลริส เราจะเห็นการตามล่า และเข้าไปพัวพันกับปีศาจต่างๆ แม้ว่าไม่ค่อยมีปีศาจออกมาให้ปราบมากเท่าไรนัก แต่ก็ทำให้เราสนุกเพลินๆไปได้ ในส่วนของลูกแฝด เราจะรู้สึกว่ามันเป็นหนังแนว High School ที่เด็กทั้งสองคนพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมให้ได้ และพยายามจัดการกับพลังของตัวเองที่กำลังจะตื่นขึ้น โดย วิฟฟ์ สามารถมองเห็นอนาคตได้ และ เจฟฟ์ สามารถมองเห็นวิญญาณได้

อีกจุดหนึง October Faction คือการพยายามยัด ตัวละครที่เป็นแอฟริกัน อเมริกันเข้ามา ทั้งๆที่ต้นฉบับในคอมมิคไม่มีตัวละครดังกล่าวอยู่ด้วยซ้ำ [ อาจเพิ่มความแปลกใหม่ ] และการปรับตัวละครดังกล่าวนั้นทำให้หนังดูครบรส ดูมีมิติขึ้น บางทีน่าจะมีการเล่าเรื่องของการตามล่าปีศาจ การทำสงครามระหว่างกลุ่มมนุษย์ และจอมเวทย์ที่ตื่นขึ้น น่าจะออกมาสนุกมากๆ แต่ไม่แน่หนังแนวนี้ อาจจะเป็นแนวที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้ ใครที่สนใจอยากดูติดตาม รับชมครอบครัวล่าอสูรได้ทาง Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : รีวิว Netflix          

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms