รีวิวซี่รี่ย์ Echoes เสียงสะท้อน

รีวิวซี่รี่ย์ Echoes เสียงสะท้อน ซีรีส์แนว ลึกลับ ระทึกขวัญ เรื่องราวการสลับตัวของพี่น้องฝาแฝด ที่เป็นมากกว่าเรื่องเล่นๆ กับปมซับซ้อนของฝาแฝด ที่เหมือนกันราวกับแกะ ขนาดคนไกล้ตัวยังแยกไม่ออก  มาค้นหาปริศนา ความจริง กันได้พร้อมกัน [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิวซี่รี่ย์ Echoes เสียงสะท้อน เรื่องราวของฝาแฝด จีน่า และ เลนี่ ฝาแฝดที่มีความลับบางอย่างที่มีเพียงเธอ 2 คนเท่านั้นที่รู้ ความลับนั้นก็คือ เธอทั้งคู่มักชอบสลับตัวกันใช้ชีวิตมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยทั้ง 2 คนจะสลับตัวกันไปใช้ชีวิตของอีกคนในวันเกิดของทุกปี ทั้งคู่จะไม่มีความลับต่อกัน และจะพูดคุยกันอยู่ตลอดซึ่งตัวของ เลนี่ จะอาศัยอยู่ที่บ้านเกิดกับสามีและพ่อในเมาท์ เอ็คโค่ รัฐเวอร์จิเนียส่วน จีน่า เธอย้ายไปอาศัยอยู่ที่ ลอสแอนเจลิส

ทว่าอยู่มาวันหนึ่งก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นเมื่อจู่ๆ เลนี่ ได้หายตัวไปทำให้ จีน่า ที่อยู่ในแอลเอต้องเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเพื่อตามหาฝาแฝดของตน แต่เมื่อมาถึง จีน่า ได้พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพราะมีหลายอย่างที่ เลนี่ ไม่ได้บอกกับเธอจากนั้น จีน่า จึงเริ่มสืบหาความจริงว่าแท้จริงแล้ว เลนี่ หายไปไหน และเกิดอะไรขึ้นที่นี่บ้างตอนที่เธอไม่อยู่ สุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ต้องไปติดตามกัน

การดำเนินเรื่องกระชับ ปมซับซ้อน พลิกปมตลอดไม่น่าเบื่อ คลายปมเก่าและเปิดปมใหม่ทุกอีพี เน้นเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ เลนี่ ส่วนที่เหลือค่อยๆคลายปมเพิ่มขึ้นผ่านมุมมองของ จีน่า สนุกต่อเนื่อง โดยรวมภาพสวยทั้งเรื่อง ตอนจบอาจสร้างคำถามมากมาย แต่ก็พอรับได้หากเทียบกับตอนจบของซีรีส์หลายเรื่องจาก NETFLIX [ บอกเลยว่าแอดชอบมาก เนื้อเรื้อง พล็อตเรื่อง ล้ำมากๆ ]

ซี่รี่ย์เรื่องนี้เป็นแนวสืบสวนสอบสวน จิตวิทยาระทึกขวัญ แรกๆก็ไม่เท่าไหร่พอดูไปเรื่อยๆกลับรู้สึกว้าวมาก [ ไม่น่าเชื่อว่าจะมี ซีรี่ส์แนวนี้ออกมาให้ดู ] ดูได้แบบเพลินๆจนจบ เนื้อเรื่องค่อนข้างซับซ้อน มีการซ่อนปมปริศนาต่างๆเอาไว้ และก็จะค่อยๆเล่าและเฉลยปม ออกมาทีละนิด อาจจะมีงงอยู่บ้าง เนื่องจาก 2 ฝาแฝดคู่นี้สลับตัวไปมากันตลอด เสื้อผ้าหน้าผม และรูปลักษณ์ภายนอก ไม่สามารถแยกออกว่าใครเป็นใคร ดูได้แล้วบน NETFLIX

ประเภท : ระทึกขวัญ, สืบสวนสอบสวน, หักมุม
ผู้กำกับ : วาเนสซ่า เกซี่
นักแสดงนำ : มิเชลล์ โมนาแฮน, แมตต์ โบเมอร์, แคเรน โรบินสัน, โจนาธาน ทักเกอร์, ดาเนียล ซันจาตา, อาลี สโตรกเกอร์, เกเบิล สวันลันด์, โรซานนี่ ซายาส, ไมเคิล โอนีลล์

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิวซีรี่ส์ The Umbrella Academy 3

รีวิวซีรี่ส์ The Umbrella Academy 3 เรจินัล ฮากรีฟ มหาเศรษฐีที่ได้รวบรวมเด็กทีเกิดในท้องผู้หญิงและคลอดภายในวันนั้น นำมาฝึกฝน 7 คน ฝึกพลังพิเศษให้กลายเป็นกลุ่มซุปเปอร์ฮีโร่ สู้กับเหล่าร้าย แต่ด้วยเหตุการณ์หลายๆอย่าง ทำให้เด็กพวกนี้เติบโตมาเป็นกลุ่มคนเหลวแหลกกลุ่มหนึ่ง ทำให้เนื้อหาเลยมีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

รีวิวซีรี่ส์ The Umbrella Academy 3 หลังจากผ่านพ้นวันแห่งหายนะในดัลลัสมาได้ เหล่าพี่น้อง อัมเบรลลา ก็กลับไปที่ อคาเดมี่ ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การปกครองของพวก สแปร์โรว์ ที่ทรงพลังและชั่วร้าย ขณะที่หมายเลขหนึ่งหายตัวไป พวก สแปร์โรว์ ก็จับคนมาเป็นตัวประกัน อัลลิสัน ค้นพบบางสิ่งที่เจ็บปวด ส่วนเคลาส์พาห้าออกเดินทางแบบโร้ดทริป เพื่อตามหาความจริงบางอย่าง ผู้คนเริ่มทยอยหายตัวไป ห้า และ ไลล่า จำใจต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับการท่องเวลา หลังจากนั้น เคลาส์ ได้เห็นอีกด้านของพ่อ

ลูเธอร์ และ สโลน วางแผนยุติสงครามระหว่างครอบครัว วิคเตอร์ พบกับคนจากอดีต ส่วนห้าพบคนที่คาดไม่ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เคลาส์ กับความตายซับซ้อนเกินไปในที่สุด วิคเตอร์ ก็ได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ของเหล่าสมาชิกอัมเบรลลา อคาเดมี่ ห้า ออกตามล่าตัว โพโก ส่วน วิคเตอร์ และ ฮาร์ลัน พยายามถ่ายโอนพลังขณะที่ ดิเอโก และ ไลล่า เดินทางไปยังนอกกำแพงของไวท์บัฟฟาโลสวีทในปี 1989 ไลล่าขุดค้นความลับบางอย่างของแม่ขึ้นมาได้ ครอบครัวร่วมมือกันเพื่อต่อสู้คูเกิ้ลบลิตซ์ หลังจากนั้น เรจินัลด์ สอนให้ เคลาส์ รู้จักวิธีใช้ประโยชน์จากพลัง

ความสำเร็จของซีรีส์เรื่องนี้ทำให้ได้ไปต่อมาจนถึงซีซั่น 3 เนื้อหาดูจะมีพัฒนาการกว่า 2 ซีซั่นแบบชัดเจน กล้าที่จะนำเสนอเรื่องราวแง่มุมใหม่ๆ ไม่ย้ำอยู่กับที่ ด้วยไอเดียเดิมๆไอเดียเก่าๆ ซีรีส์เลยมีความหลากหลายมีความแปลกใหม่ เนื้อหาไม่ยัดเยียดเกินไป มันเลยทำให้ตัวละครมีพัฒนาการที่เติบโตขึ้น ลดทอนความน้ำเน่าไร้สาระ มีน้ำมีเนื้อ อาจจะพูดได้เต็มปากว่าดีกว่า 2 ซีซั่นแรกมากๆ ดูจบแล้วอยากดูซีซั่น 4 ต่อเลยละดูได้แล้วทาง NETFLIX

ซีรี่ส์แนว : แอ็คชั่น ซูเปอร์ฮีโร่ คอมเมดี้
วันที่เข้าฉาย :22 มิถุนายน 2022
นักแสดงนำ :เลียต เพจ,ทอม ฮอปเปอร์,ดาวิด กัสตันเยดา

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิวหนัง Cracked ภาพหวาด

รีวิวหนัง Cracked ภาพหวาด เป็นหนังไทย และ เกาหลี ได้สร้างขึ้นมาด้วยกัน โดยเป็นภาพยนต์ประเภท สยองขวัญ ระทึกขวัญ เป็นผลงานการกำกับโดย ท็อป-สุรพงษ์ เพลินแสง  ต้องบอกเลยว่าเรื่องราวของเรื่อง นั้นชวนขนหัวลุกกันเกือบทั้งเรื่องและยังมีเสียงดนตรีประกอบกับฉากสยองขวัญ

รีวิวหนัง Cracked ภาพหวาด

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ รุจา โดยชีวิตเธอนั้นน่าสงสารมากมีสามีก็มีชู้ทำให้เธอนั้นต้องเลิกรากับสามีของเธอ และเลี้ยงลูกแค่เพียงคนเดียวอย่าง เรเชล ต่อมาลูกสาวสุดที่รักของ รุจา ป่วยด้วยโรคสมองตาเสื่อมถ้าไม่รีบรักษาโดยเร็วที่สุดตาอาจจะบอดได้ แต่ค่าใช้จ่ายต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากซึ่ง รุจา ผู้เป็นแม่ก็ไม่มีเงินที่จะมารักษาลูกสาวของเขาได้เลย ขณะที่เพื่อนของ รุจา อย่าง วิชัย ได้มาบอกว่าสามีของเธอ ปกรณ์ นั้นได้เสียชีวิตที่ไทยแล้ว

เธอจึงหาวิธีที่จะนำเงินมารักษาลูกสาวของเธอได้เเล้ว รุจา ไม่รอช้ารับไปเอารูปภาพ PORTRAIT OF A BEAUTY ของ ปกรณ์ ที่อยู่บ้านในประเทศไทยนำมาขายให้กับ มหาเศษฐีคนหนึ่ง เพื่อที่จะหาเงินมารักษาลูกสาวคนเดียว ขณะที่มาถึงบ้านของ ปกรณ์ ต้องพบกับสิ่งสยดสยองเป็นอย่างมาก รูปภาพนี้มันต้องซ่อมแซมรอยร้าวที่ปรากฏอยู่บนภาพวาด ถึงจะขายได้ แต่ในภาพนี้มันเหมือนมีวิญญาณซ่อนอยู่อย่างปริศนา เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต้องไปติดตามได้ [ เดียวจะหาว่าสปอย ]

หนังสยองขวัญ ระทึกขวัญ ของไทย – เกาหลี ได้จับมือกันสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง CRACKED ภาพหวาด ต้องบอกเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสนใจ [ แอดเองก็สนใจมากๆ ] ที่มีเนื้อหาที่ค่อนข้างซับซ้อนตั้งแต่ทีแรก พร้อมกับบรรยากาศสถานที่ถ่ายทำที่ชวนขนลุก บอกเลยว่าหนังลึกลับเรื่องนี้น่าชื่นชม อีกอย่างในเรื่องของจังหวะดนตรี ทำเอาใครหลายๆคนสะดุ้งไปตามๆกัน [ แอดเองนี้สยองตลอดเลยละ ]

จุดที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือ การนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ที่ทำการออกแบบฉาก และมุมภาพต่างๆ ช่วยสร้างบรรยากาศช่วยเติมเต็มความวังเวง น่ากลัว ให้กับหนังได้เป็นอย่างดี โทนภาพและสีของหนังค่อนข้างมืดมัว และม่นหมอง ชึมเศร้า ถือว่าเป็นหนังผีที่สร้างออกมาได้อารมณ์มากๆ อีกอย่าง การแสดงของ แพต-ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช ที่ในหนังเรื่องนี้ถือว่าปล่อยของ และแสดงออกมาได้ดีสุดๆ ท่ามกลางเสียงผีหลอกวิญญาณ และบรรยากาศที่ไม่น่าไว้ใจ ว่าจะหลอกเราตอนไหน คอหนังไทยสไตร์เกาหลีห้ามพลาดเด็ดขาด ดูได้แล้วบน NETFLIX

ภาพยนต์แนว : สยองขวัญ ระทึกขวัญ
กำกับโดย : ท็อป-สุรพงษ์ เพลินแสง
นักแสดงนำ : นิชคุณ หรเวชกุล,ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช,สุรพงษ์ เพลินแสง,ณฐัชา เจสสิก้า พาโดวัน ,ไบรอน บิชอฟ,ภัสลักษณ์ ศุภสิริไพศาล,สหจักร บุญธนกิจ และ กุณกนิช คุ้มครอง

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว หนัง สยองขวัญ

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว Outer Range แดนพิศวงปมมรณะ

รีวิว Outer Range แดนพิศวงปมมรณะ เจ้าของฟาร์มแนวอนุรักษ์นิยมที่จู่ๆ ก็พบว่ามีหลุมปริศนาขนาดใหญ่ โผล่ขึ้นมากลางที่ดินของตัวเอง ความประหลาด ไร้กาลเวลา ที่เปรียบเสมือนดินแดนว่างเปล่า ที่พระเจ้าไม่ได้สร้าง ซึ่งดูเหมือนว่าหลุมไร้ก้นบึ้งอันนี้ จะทำให้หลุมดำเบื้องลึกในจิตใจคน มองเห็นสันดานดิบของกันและกัน นำพาหายนะมาสู่ครอบครัวของเขา

รีวิว OUTER RANGE แดนพิศวงปมมรณะ เรื่องราวปัญหาลึกลับที่เกิดขึ้นจากหลุมแปลกในไร่ ที่เป็นสาเหตุของเรื่องราวเหนือธรรมชาติต่างๆ รวมกับดราม่าครอบครัวที่อยากกุมความลับนี้ไว้ครอง หลุมลึกลับที่อยู่ๆโผล่มาในไร่ของครอบครัว รอยัล แอ็บบ็อต เกษตรกรที่ใช้วิถีชีวิตแบบเริ่มแรกมาก ยิ่งกว่าใช้แรงงานเครื่องจักรแบบใหม่ๆ เหมือนบ้านอื่น ทำให้ครอบครัวของเขาค่อนข้างจะสันโดษ มิได้คบหากับใครกันแน่มากมาย รอยัล กุมความลับเรื่องหลุมนี้ไว้ ในเวลาที่เกิดเหตุร้ายขึ้นเรื่อยกับครอบครัวของเขา ทั้งมีคนมั่งมีประจำเมือง เป้าหมายยึดพื้นที่ส่วนนี้ของเขา ด้วยเหตุว่าล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของหลุมนี้เหมือนกัน

ซีรีส์มีส่วนผสมหลายอย่าง ดินแดนที่มีผู้คนหลากหลายเผ่าเชื้อสายอยู่รวมกัน ปัญหาหลายอย่างถ่ายทอดผ่านตัวละครนายอำเภอเป็นผู้หญิง ที่เป็นเลสเบี้ยนและเป็นชนพื้นเมือง ต้องมาทำคดีคนขาวตายปริศนา ช่วงการเลือกตั้งของตัวเอง

ซีรี่ส์มีความ Sci-fi แบบมินิมอลกำลังพอดี และมี Drama Thriller ผสมด้วนความลงตัว ความท้าทายศรัทธา มีการเล่าถึง ตำนานเทพกรีกโคสโนส ที่ใช้เคียวเจาะรูกาลเวลา เหมือนเรื่องเล่าสมคบคิด ซีรี่ส์ก็วางปริศนาใว้ตลอด เช่น โลกต่างเวลา หินมีชีวิต ทำให้เราอยากติดตามตลอด

ซีรีส์จบแบบค้างคาทิ้งปริศนาไว้ให้คนดูคิดมากมาย ทำให้เราอยากติดตาม ซีซั่น 2 เร็วๆ Outer Range  แดนพิศวงปมมรณะ ซีรีส์จาก Amazon prime ความยาว 8 ตอน แนวดราม่าไซไฟ คอซีรี่ส์ แนวลึกลับ ซัพซ้อน ไซไฟปนเขย่าขวัญ ห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ดราม่า ไซไฟ

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิวLove หากใครชอบหนังแนวครอบครัวลองไปหามาดูกันเลยครับ

ตัวเรื่องใช้เวลาในช่วงแรกหมดไปกับการใช้ชีวิตเดิมๆ กิน นอน ดูข่าว เล่นเกม (ก่อนนี่เน็ตจะล่ม) ในห้องของตัวพระเอก พร้อมปูว่าสัญญาณจากครอบครัวขาดไป ทำให้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่บ้าง ซึ่งเวลาที่ผ่านไปก็ไม่ได้มีเรื่องตื่นเต้นอะไรมากนัก นอกจากช่วงแรกที่มีเพื่อนบ้านติดเชื้อหลงเข้ามาในบ้าน กับการที่ต้องมองเห็นคนผ่านไปกลายเป็นซอมบี้โดยที่เขาช่วยเหลือไม่ได้ ซึ่งตัวผู้กำกับอาจจะพยายามเสนอความแปลกใหม่ของการติดอยู่ห้องผ่านหนังแนวซอมบี้ก็ได้ แต่มันกลับมีความไม่สมเหตุผลปนอยู่เป็นระยะ อย่างการที่พระเอกดันไม่รองน้ำประปาเก็บไว้จนน้ำหมดแถมกว่าจะคิดออกไปหาอาหารก็นานเกินจนจะอดตายแล้ว

ว่าสองคนนี้จะมีอะไรกันมากกว่านี้หรือเปล่า ก่อนที่ทั้งคู่จะหาทางเข้ามาเจอกันจนได้เพื่อไปยังจุดหมายใหม่ที่ดูแล้วปลอดภัยกว่า แต่เรื่องความสมเหตุผลที่มีปัญหาในช่วงแรกก็ยังตามมาในช่วงหลังอยู่ดี โดยเฉพาะการบุกเดี่ยวสู้ซอมบี้ของนางเอกที่ดูเว่อร์เกินแบบไม่ค่อยมีเหตุผลในมุมคนเอาตัวรอดสักเท่าไหร่ (มีเชือกปีนเขาข้ามฝั่งได้ แต่กลับใช้โรยตัวลงไปบู้ซอมบี้แทน) แต่หนังคงอยากสร้างฉากการเอาตัวรอดวิ่งหนีระทึกๆ ให้สมกับเป็นหนังซอมบี้แทนการติดอยู่ในห้องแทบทั้งเรื่องบ้างเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าดูสนุก

สรุปเลยนะครับ ดารานำในเรื่องที่ดูแล้วน่าติดตามมาก แต่กลับไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่เลย แถมยังมีความไม่สมเหตุผลปนอยู่เยอะตลอดทั้งเรื่อง แต่สิ่งที่ทำให้น่าติดตามคือความงามของนางเอกพัคชินฮเย ที่ช่วยให้เรื่องนี้ดูสดใสน่ารักขึ้นเป็นกองพระเอกค่อนข้างน่าเบื่อมาก ถ้าดูแบบหัวโล่งๆ เอามันส์ทั่วไปก็ถือว่าพอได้ผ่าน 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวCARS 2 : อนิเมชั่นที่รวบรวมหลากหลายอารมส์และสนุกมากอีกด้วย

แอดมินชอบอนิเมชั่นเรื่องนี้มากแต่หากพูดกันตรงๆ แล้ว อนิเมชั่นเรื่อง CARS นับว่าไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก เพราะทุกอย่างยังคงเดินไปสูตรเปะๆ ตามแบบฉบับของ ดิสนีย์ เหนือสิ่งอื่นใด ที่แม้พลอตจะไม่ได้สดใหม่ แต่ทุกครั้งมนตร์ขลังของ ดิสนีย์-พิกซาร์ยังคงถูกร่ายให้คนดูได้ปลื้มปริ่ม ยิ้มกริ่มไปตลอดทั้งเรื่อง

แต่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเพียงใด สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับ CARS และเป็นแก่นแท้ของเรื่อง จนทำให้ CARS เป็นภาพยนตร์ในดวงใจของหลายๆ คน ก็คือคำว่า มิตรภาพ แม้ภาคนี้จะถูกใส่เรื่องราวของสายลับคันใหม่เข้ามา แต่ แม็คควีน และ เมเทอร์ ยังคงสามารถโชว์เรื่องราวความผูกพันของเพื่อนซี้ ที่แม้จะเกิดรอยร้าวขึ้นระหว่างทั้งสอง แต่ด้วยสถานการณ์กลับทำให้พวกเขาแน่นแฟ้นกันมากกว่าเดิม

 ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานจาก เรดิเอเตอร์ สปริงส์ เมื่อพวกเขาเดินทางไปต่างแดนเพื่อสนับสนุนไลท์นิงในการลงชิงชัย เวิลด์ กรังปรีซ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตัดสินตำแหน่งรถที่เร็วที่สุดในโลก แต่หนทางสู่เส้นชัยก็เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ทางอ้อมและเรื่องเซอร์ไพรส์เมื่อเมเตอร์ถูกดึงตัวเครื่องเข้าไปพัวพันกับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นของเขาเองในแวดวงสายลับระดับโลก

สำหรับแอดมินแล้วชอบมากๆ เพราะเป็นหนังอนิเมชั่นเรื่องต้นๆที่แอดมินตามเป็นภาคๆไปแต่ส่วนตัวชอบ ภาคนี้มากที่สุดอย่าลืมไปหามาดูนะครับรับรองว่าสนุกมาก

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว หนัง อนิเมชั่น

รีวิวหนังครอบครัว อีกเรื่อง Im Thinking of Ending Things

รีวิวหนังครอบครัว ก่อนอื่นมาดูแนวหนังและคำแนะนำกันก่อนนะครับแม้ I’m Thinking of Ending Things  จะเป็นหนังที่ดัดแปลงจากนิยายสั่นประสาทเรื่องดัง และได้รับคำชมในปี 2016 ของ เอียน รี้ด แต่ก็ปฏิเสธไมได้ว่า ชื่อของผู้กำกับอย่างชาร์ลี คอฟแมน นั้นกลับกระตุ้นความสนใจกับคอหนังมากกว่า และเขาก็เปลี่ยนแปลงงานชิ้นนี้ให้กลายเป็นงานแบบของตนเองโดยสมบูรณ์เอาละครับไปอ่านเนื้อเรื้องกันเลย

 

ชื่อของ ชาร์ลี คอฟแมน จะต้องถูกยกขึ้นมาเสมอ ด้วยผลงานที่เขาร่วมงานกับ สไปค์ จอนซ์ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอชื่อดัง อย่าง Being John Malkovich(1999), Adaptaion(2002) และหนังที่เขาเขียนร่วมกับผู้กำกับ มิเชล กอนดรี้ กับ ปิแอร์ บิสมัทธ์  ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทดั้งเดิมมาครอง รวมไปถึงผลงานที่เขาเป็นผู้กำกับและเขียนบทเองอย่าง Sงานที่ทะเยอทะยานที่สุดของเขาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้จะไม่ได้ผลตอบรับด้านรายได้

แต่ก็กวาดคำชมอย่างมาก ติดสิบอันดับจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ และทำให้เขาได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องแรก ของ Independent Spirit Award รางวัลของวงการหนังอิสระของอเมริกา โดยในปี 2012 นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังจากอังกฤษ Sight & Sound  ยังยกให้หนังเรื่องนี้ติดหนึ่งในสิบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกด้วย

รีวิวหนังครอบครัว

ด้วยไอเดียแหวกแนวที่คนๆ หนึ่งสามารถเข้าไปควบคุมร่างและจิตใจของดารามีชื่ออย่าง จอห์น มัลโควิช ได้ หรือสะท้อนภาวะตีบตันของคนเขียนบทในวงการฮอลลีวู้ด ผ่านการแสดงแบบคู่แฝดของ นิโคลัส เคจ ผ่านบทสนทนาแบบตลกร้ายที่สะท้อนให้เห็นว่าตัวตนของมนุษย์เรานั้นสูญหาย และเลื่อนไหลง่ายดายแค่ไหน ซึ่งสร้างชื่อให้เขาในฐานะคนที่เขียนบทหนังแนวเหนือจริง ให้กลายเป็นหนังทำเงิน และได้รับคำชมวงกว้างได้

สรุปกันเลยนะครับว่าผลงานกำกับล่าสุดของ ชาร์ลี คอฟแมน คนเขียนบทมากฝีมือที่ยังคงท้าทายคนดู จากเหตุการณ์ง่ายๆ เมื่อคู่รักที่เดินทางไปพบพ่อแม่ของฝ่ายชาย แต่ยิ่งเกิดเรื่องพิสดารขึ้นเรื่อยๆ

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวthe farewell หนังแนวครอบครัวที่สุดซึ้งจะเป็นหนังแบบไหน ?

รีวิวthe farewell หนังสำหรับครอบครัวที่น่าดูเรื่องหนึ่งไปรับชมรีวิวกันเลยครับ

รีวิวThe farewell ด้วยความยากลำบากที่สุดในการดู The Farewell (กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก) คือการที่เราเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างของทุกฝ่าย โดยที่เราไม่สามารถตัดสินความถูกผิดของสิ่งใด ระหว่างสองฟากฝั่งของความเชื่อ โลกตะวันตก-ตะวันออก ในเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นจาก ‘คำลวงที่เกิดขึ้นจริง’ ได้แม้แต่อย่างเดียวคือหนังที่เต็มไปด้วยคำโกหกนานาของครอบครัวชาวจีนที่มีลูกหลานขยายสาขาไปอยู่ที่อเมริกาและญี่ปุ่น ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น หลอกว่าใส่หมวกแล้วตอนอากาศหนาว, หลอกว่าอยู่บ้านเพื่อนทั้งๆ ที่อยู่โรงพยาบาล, หลอกว่าไม่เป็นไร ไม่ได้ร้องไห้ ฯลฯ 

the farewell

ขยายไปที่เรื่อง หลอกว่าหลานชายกำลังแต่งงาน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่ออำพรางการโกหกเรื่องใหญ่ที่สุดว่านี่คือการมาบอกลา เป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ทุกคนต้องแกล้งทำเหมือนว่าอาม่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตามความเชื่อที่สืบทอดมาแต่โบราณว่าถ้าผู้สูงอายุรู้ว่าตัวเองป่วยจะเศร้าและมีชีวิตได้อีกไม่นาน หน้าที่ของลูกหลานคือการแบกรับความรู้สึกเศร้าเอาไว้แทน 

สิ่งที่เราชอบมากๆ นอกจากการนำการโกหกมาเป็นแกนหลักคือการที่หนังพยายามนำเสนอเหตุผลของการโกหกตามความเชื่อที่แตกต่าง วัฒนธรรมของจีนเชื่อแบบหนึ่ง ญี่ปุ่นเชื่อแบบหนึ่ง อเมริกาเชื่อแบบหนึ่ง และคนที่เป็นส่วนผสมของวัฒนธรรมก็เชื่ออีกแบบหนึ่ง

ต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับอย่าง ลูลู่หวัง ที่ถอดบริบทของตัวเองในฐานะคนจีนที่ออกเดินทางตามความฝันอยากเป็นคนทำหนังที่อเมริกา และเคยผ่านเหตุการณ์ที่ทุกคนช่วยกันโกหกเพื่อปกปิดความจริงแบบในเรื่อง มาสะท้อนภาพความเป็นไปของคนในครอบครัว สังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างได้อย่างเป็นกลาง ไม่ตัดสิน และมีน้ำหนักน่าเชื่อถือด้วยกันทั้งหมดเพราะถึงแม้เส้นเรื่องหลักจะอยู่การโกหก แต่ The Farewell ก็ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้ายที่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้วการโกหกที่ดีหรือโกหกขาวนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าการพูดความจริงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดได้เสมอไป 

สรุปเลยนะครับสำหรับเรื่อง the farewell สุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นด้วยกับความคิดของตัวละครทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดเราจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอีกเยอะเลย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms