รีวิวซีรีส์ Family Business SS1 รับประกันความฮาได้จาก NetFilx ครับ !

เนื้อเรื่องเริ่มด้วยเรื่องราวของตระกูล “ฮาซาน” ที่ เจอร์ราด คนพ่อเข้ามาปักหลักเปิดร้ายขายเนื้อในปารีสมานาน แต่แล้วพอถึงช่วงเปลี่ยนถ่ายให้ลูกๆ มารับช่วงต่อ ทั้งลูกสาวคนโต “ออร์” กับ “โฌเซฟ” ลูกชายคนเล็ก กลับเบื่อหน่ายการขายเนื้อไม่อยากรับช่วงต่อแล้ว และหันเหไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ของตัวเอง แถมร้านนี้ยังใกล้ล้มละลายจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของพ่อ ก่อนที่จะ “โฌเซฟ” จะได้ยินเรื่องวงในจากปากลูกสาวรัฐมนตรีที่หลงรักเพื่อนซี้ 

ทั้งคู่จึงปิ๊งไอเดียเปิดร้านขายกัญชาแทนร้านขายเนื้อของพ่อ แต่ต้องทำยังไงถึงจะให้พ่อของเขายินยอม ก่อนที่เรื่องจะหลุดเข้าหูของยายกับพี่สาว ที่ก็ตาวาวกับธุรกิจใหม่นี้เช่นกันแนวทางของซีรีส์เรื่องนี้เป็นไปตามชื่อเรื่องคือ ธุรกิจครอบครัว เรื่องนำเสนอความฮาจากแผนธุรกิจของแต่ละคนกับกัญชา ที่ตอนแรกต่างคนต่างหวังรวยจากแผนในใจของตัวเอง

แต่ก็กลายเป็นว่าพอแผนแตกทุกคนก็ได้รู้ว่าคิดไปในทางเดียวกันคือเรื่องธุรกิจกัญชาคาเฟ่ แบบที่ “อัมสเตอร์ดัม” เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ‘ดินแดนแห่งกัญชาเสรี’ ที่รู้จักกันดีทั่วโลก ซึ่งการที่จะเปิดร้านกัญชาก่อนใครได้ก็ต้องมาดูต้นแบบที่นี่ ซีรีส์นำพาตัวละครให้มารู้จักกับธุรกิจใหม่ที่เมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งเรื่องโสเภณีที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้เพราะเป็นเรื่องถูกกฎหมายเช่นเดียวกัน 

สรุปเลยนะครับ
มินิซีรีส์ขนาดสั้น 6 ตอนจบซีซั่น ด้วยความยาวแต่ละตอนไม่ถึง 30 นาที แต่เสิร์ฟความฮามาให้ผู้ชมได้ตลอดเวลาไม่หยุดหย่อน แม้มุกตลกอาจจะลามกสัปดนตามสไตล์ฝรั่งไปบ้าง แต่รับรองว่าคนไทยก็คงมีขำไปกับมุกเหล่านี้เยอะ เมื่อตัวเรื่องโฟกัสที่เรื่องกัญชาเสรีแบบเดียวกับที่เป็นกระแสบ้านเราก่อนช่วงโควิด พร้อมทั้งดราม่าชีวิตส่วนตัวสุดอลเวงของทุกคน

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวหนังA Hidden Life : หนังรักที่สร้างจากเรื่องจริงแนะนำให้ไปหาดูครับ

แอดมินว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่อิงมาจากเรื่องจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มผู้ที่มีความสุขเพียบพร้อม มีภรรยา มีลูกที่น่ารัก ทำไล่ทำนา ท่ามกลางธรรมชาติอันสดชื่น แต่ความสุขเหล่านั้นก็ถูกพรากไป เมื่อเขาโดนเกณฑ์ไปเป็นทหารให้กับ อะด๊อฟ ฮิตเลอร์ แต่เมื่อเขาได้เป็น

เขาก็รับรู้ว่าจริงๆ มันชั่วร้าย การทำสงคราม เข่นฆ่าผู้คนมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และเมื่อครั้งเขาโดนเรียกตัวอีกรอบ เขาจึงปฏิเสธที่จะออกรบให้กับ Hitler แต่เขาไม่ได้เลือกที่จะหนี เขาเลือกที่จะเผชิญหน้า และถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ส่งผลให้ตัวเขาและครอบครัวตกที่นั่งลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงแม้หนังจะบอกเล่าถึงเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นู้นนนน แต่ทำไมเราและเชื่อว่าใครหลายคนกลับมองว่ามันสะท้อนให้เห็นบางอย่างที่ไม่ได้ไกลตัวเลยแม้แต่น้อยทำไมคนที่เห็นต่างถึงกลายเป็นตัวปัญหา กลายเป็นคนผิด โดนสังคมประนาม โดนตัดสินไปต่างๆ นานา แถมครอบครัวยังต้องเดือดร้อนไปด้วย ทั้งจากชาวบ้านด้วยกันเอง

และระบอบเผด็จการทหารอันน่ารังเกียจใครเห็นต่างไม่เคารพ ท่านผู้นำ ก็ถูกจับไปขัง ใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ผิด กดขี่ผู้น้อยอย่างไร้เหตุและผล พยายามโน้มน้าว ปรับทัศนคติให้เคารพเชื่อมั่นใน ท่านผู้นำ ถ้ายังไม่ได้อีก ก็นำไปขึ้นศาล ตัดสินคดีให้ผิด สั่งประหารซะสิ ง่ายๆ แค่นั้น มันคือชะตากรรมอันน่าหดหู่ของคนที่เห็นต่าง แค่คนที่ไม่เห็นด้วย ก็ต้องเจอกับเรื่องอันน่าเศร้าแบบนี้

มีประโยคนึงที่ตัวละครพูดเอาไว้ว่า เราจะมีสิทธิมีเสียงอะไรได้ เราแค่คนตัวเล็กๆ และ ยอมทนความอยุติธรรม ดีกว่าทำแบบนี้ สะท้อนภาพจำยอมของคนในสังคมที่รู้แหละมันไม่ได้ถูกซะทีเดียว แต่เราทำอะไรไม่ได้ ต้องก้มหน้า ยอมรับ และส่วนมากก็เป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่กับพระเอก พระเอกยังยึดถือทัศนคติ แนวคิด ความเชื่อของเขา

ถึงแม้เขาไม่รู้หรอก การกระทำเขามันจะส่งผลอะไร ขยายไปวงกว้างแค่ไหน หรือจะมีประโยชน์ในภายภาคหลังต่อไปยังไง ถึงแม้จะหวังให้วงจรอุบาทนี้มันจบแค่รุ่นของเขาก็ตาม แต่เค้ายังยึดมั่นในสิ่งที่เขาเชื่อ ถึงแม้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ถึงแม้มันจะอาจหมายถึงการสละความสุขทุกอย่างก็ตาม

แอดมินขอสรุปให้เลยว่าหนังมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ที่เล่าเรื่องง่ายๆ แต่ตัวหนังอาจจะน่าเบื่อ ดำเนินเรื่องช้าๆ เนิบๆ ถ้าใครไม่ชอบอาจจะหลับได้หลายตลบเลยแหละ แต่สำหรับบางคนก็ชอบและถูกใจหนังแนวนี้อย่าลืมไปหามาชมกันนะครับ 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวCARS 2 : อนิเมชั่นที่รวบรวมหลากหลายอารมส์และสนุกมากอีกด้วย

แอดมินชอบอนิเมชั่นเรื่องนี้มากแต่หากพูดกันตรงๆ แล้ว อนิเมชั่นเรื่อง CARS นับว่าไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก เพราะทุกอย่างยังคงเดินไปสูตรเปะๆ ตามแบบฉบับของ ดิสนีย์ เหนือสิ่งอื่นใด ที่แม้พลอตจะไม่ได้สดใหม่ แต่ทุกครั้งมนตร์ขลังของ ดิสนีย์-พิกซาร์ยังคงถูกร่ายให้คนดูได้ปลื้มปริ่ม ยิ้มกริ่มไปตลอดทั้งเรื่อง

แต่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเพียงใด สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับ CARS และเป็นแก่นแท้ของเรื่อง จนทำให้ CARS เป็นภาพยนตร์ในดวงใจของหลายๆ คน ก็คือคำว่า มิตรภาพ แม้ภาคนี้จะถูกใส่เรื่องราวของสายลับคันใหม่เข้ามา แต่ แม็คควีน และ เมเทอร์ ยังคงสามารถโชว์เรื่องราวความผูกพันของเพื่อนซี้ ที่แม้จะเกิดรอยร้าวขึ้นระหว่างทั้งสอง แต่ด้วยสถานการณ์กลับทำให้พวกเขาแน่นแฟ้นกันมากกว่าเดิม

 ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานจาก เรดิเอเตอร์ สปริงส์ เมื่อพวกเขาเดินทางไปต่างแดนเพื่อสนับสนุนไลท์นิงในการลงชิงชัย เวิลด์ กรังปรีซ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตัดสินตำแหน่งรถที่เร็วที่สุดในโลก แต่หนทางสู่เส้นชัยก็เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ทางอ้อมและเรื่องเซอร์ไพรส์เมื่อเมเตอร์ถูกดึงตัวเครื่องเข้าไปพัวพันกับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นของเขาเองในแวดวงสายลับระดับโลก

สำหรับแอดมินแล้วชอบมากๆ เพราะเป็นหนังอนิเมชั่นเรื่องต้นๆที่แอดมินตามเป็นภาคๆไปแต่ส่วนตัวชอบ ภาคนี้มากที่สุดอย่าลืมไปหามาดูนะครับรับรองว่าสนุกมาก

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว หนัง อนิเมชั่น

รีวิวTheNewMutants หนังฮีโร่สายพันธ์สยองขวัญชวนขนหัวลุก

แอดมินขอบอกเลยนะครับว่านี่คือหนังที่ติดโรคเลื่อนเยอะที่สุดตั้งแต่เราเกิดมาในชีวิตนี้เคยเจอมา เพราะมันถูกเลื่อนไปถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว ด้วยปัญหาที่มากมาย จนจะได้เข้าฉายยังต้องมาเจอกับ Covid-19 เจ้ากรรมอีก แต่ในที่สุดเราก็ได้ดูมันก่อนหน้านี้ที่เคยมีข่าวว่าตัวหนังเลื่อนเพราะต้องไปถ่ายทำเพิ่มเติมให้มีความสยองมากขึ้น จริงๆ แล้วตัวผู้กำกับก็ออกมาบอกแล้วว่าไม่เคยมีการถ่ายซ่อมให้มันสยองกว่าเดิมแต่อย่างใด และทุกอย่างมันลงตัวนานแล้ว มันเลื่อนฉายบ่อยเพราะเหตุผลเรื่องปัญหาระหว่าง Disney กับ Fox เท่านั้น

ไอ้การเป็นหนังฮีโร่ธีมสยองขวัญเนี่ย มันก็น่าสนใจ น่าดึงดูดมากพอนะ เพราะมันดูแปลกใหม่ไม่ใช่เล่น แต่พอได้ดูจริงๆ แล้ว มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มันไม่ใช่หนังสยองขวัญแต่อย่างใด ไม่มีลูกล่อลูกชน มีก็แบบเบาบางมาก จังหวะตุ้งแช่ หรือบรรยากาศหลอนก็ไม่มีให้เห็นเลย แค่องค์ประกอบโดยรวม เหมือนจะ เอื้อให้เป็นไปในทางนั้น และเอาจริงๆ มันก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรสักเท่าไหร่ จากธีมฮีโร่สยองขวัญจริงๆ

สิ่งที่พอจะน่าสนใจ คือแต่ละตัวละครมีพลัง มีของ มีความน่าสนใจให้เล่น ถึงแม้มันจะไม่ได้มีซีนโชว์ของให้เห็นมากเท่าไหร่ คือบางคนเรียกได้ว่านับซีนได้เลยว่าปล่อยพลังกี่ฉาก แต่เหล่านักแสดงเล่นกันดีนะ แต่มันกลับทำให้เราสนใจอยากรู้อยู่ลึกๆ ว่า ไอ้เด็กพวกนี้มันจะเอาไงต่อวะ โดยเฉพาะในตอนจบ อารมณ์หนังมันเปลี่ยนทันทีเลย

แต่ตัวละครที่น่าสนใจและน่าชื่นชมที่สุดคือ Illyana Rusputin/Magik ที่แสดงโดยน้อง Anya Taylor-Joy นี่ไม่ได้อวยแต่อย่างใด แต่ด้วยการแสดง ด้วยคาแรคเตอร์ ด้วยลุค ด้วยตัวละครที่น้องเล่นแล้วนั้น จากปกติเคยเห็นแต่บทสวยๆ พอมาเรื่องนี้ลุคนี้คือดีย์จริงๆ อยากให้น้องรับบทนี้ต่อในเรื่องอื่นเลยอะ

แต่ขอบอกเลยนะว่าไม่ใช่หนังเรื่องนี้มันแย่นะ แต่มันก็มีความสนุกของมันอยู่เอาเป็นว่าเข้าไปดูเองเลยดีกว่า เพราะบางคนก็ชอบหนังเรื่องนี้บางคนก็ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ความชอบคนเรามันไม่เท่ากัน 

แอดมินขอสารภาพเลยว่าความสนใจแรกของเรื่องนี้ คือไม่ทันได้ดูตัวอย่างหรือเนื้อเรื่องหรืออะไรหรอก แค่เห็นหน้าน้องก็อยากดูแล้ว 555+

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวTheSleepover หนังครอบครัว แนวนักสืบจอมโจรที่ไปไม่สุดสักทาง

ก่อนอื่นขออธิบายให้ฟังก่อนว่าเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วทั้งตัวอย่างที่นำเสนอออกมาว่าเป็นหนังเด็ก หนังครอบครัว ที่ให้อารมณ์เหมือน Spy Kid ผสมกับหนังแนวโจรกรรมแบบฮาๆของฝรั่ง เพราะฉะนั้นเรื่องความสมจริงทุกอย่างนั้น ให้เตะทิ้งออกไปให้หมดต้องบอกตามตรงว่า เรื่องนี้จะดูสนุกได้

ถ้าคุณมีความเป็นเด็กสูง หรือถ้าเป็นเด็กที่ชอบดูหนังแนวนี้ เพราะนอกจากหนังจะยัดองค์ประกอบที่เด็กๆน่าจะชอบ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ฉากหน้าเป็ครอบครัวธรรมดาที่เข้าขั้นน่าเบื่อและมีความเพี้ยนสุดๆ แต่กลับมีความลับเหลือเชื่อซ่อนเอาไว้ฐานทัพลับที่มีไอเท็มไฮเทคเจ๋งๆไว้สำหรับทำภารกิจ ให้อารมณ์เหมือน Spy Kidการวางปริศนาที่เชื่อมโยงเอาไว้ ให้เด็กๆตามรอยไปการใส่ประเด็นเรื่อง ความไม่เข้าใจกันระหว่างวัยรุ่นและพ่อแม่

แต่แน่นอนว่า นี่คือหนังเด็ก เพราะฉะนั้นอย่าไปใส่ใจกับความสมจริงอะไรมากนัก เพราะทั้งเรื่องมีพลอตโฮลเต็มไปหมดที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า แม่ของครอบครัวนี้ ไปฝึกวิชาการต่อสู้ระดับทหารมาจากไหน แล้วเธอไปได้พวกอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆที่ถึงระดับสายลับข้ามชาติมาได้ยังไง ถึงแม้ตัวเรื่องจะใส่พลาตมาว่า เธอเคยทำงานให้องค์กรมาเฟียมาก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอที่จะอธิบายความเว่อร์ของตัวแม่อยู่ดี

ตัวเรื่องจะมีการแยกเล่าเป็นสองเส้นเรื่องหลักคือ ฝั่งเด็กที่มีก๊วนเด็กสี่คนเป็นตัวนำ ซึ่งนักแสดงเด็กทั้งสี่คนทำได้ไม่เลว การแสดงยังดูล้นๆขาดๆเกินๆไปบ้าง ยังพอให้อภัยได้ มีบางซีนที่ทำได้ดีมากๆด้วยซ้ำอีกเส้นเรื่องจะเป็นการเดินเรื่องทางฝั่งผู้ใหญ่ ที่มีการแทรกเรื่องตัวตนปลอมๆทีต้องสร้างขึ้นมา ว่าแท้จริงแล้วแบบไหนกันแน่ที่เป็นตัวตนแท้จริง

ขอสรุปเลยนะครับว่าน่าเสียดายว่า ทั้งสองเส้นเรื่องแม้จะดูน่าสนใจ แต่หนังมันไปไม่สุด จะเลือกเน้นโทนสายลับแนวไฮเทค ก็ไม่ได้ใช้ของหรืออุปกรณ์อะไรเลย จะมาแนวสายลับแนวบู๊แบบก็ทำไม่ถึง มีการสืบสวนตามรอยในแบบดาวินชีโค้ด ก็ไม่ได้เจ๋งอะไรนัก คือทุกอย่างมันดูครึ่งๆกลางๆไปหมด แล้วหนังพยายามหยิบทุกอย่างมารวมกัน

มันเลยดูเหมือนเป็นการยำใหญ่สารพัดพลอตเรื่องแนวนี้เข้ามา แต่ไม่กลมกล่อม บทพูดหรือไดอาล็อคก็เป็นแนวเชยๆ ที่ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรมากนัก ตัวร้ายที่มีการหักมุมอาจจะร้องว้าวบ้าง แต่ก็ให้อารมณ์เฉยๆ ไม่น่าแปลกใจอะไรนักหนา

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวหนังjumbo ถ้ากำลังหามองหนังรักดีๆเรื่องนี้เราแนะนำ

รีวิวหนังjumbo

รีวิวหนังjumbo เป็นหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของหญิงคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพัง ได้มาทำงานในสวนสนุก และตกหลุมรักกับเครื่องเล่นชิ้นหนึ่งและตั้งชื่อให้มันว่า Jumbo ที่สำคัญหนังเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์จริงของคนที่ตกหลุมรักกับเครื่องเล่นในสวนสนุกจริงๆ

รีวิวหนังjumbo
รีวิวหนังjumbo

มองแค่โครงเรื่องและข่าวที่ได้ยินมามันอาจจะฟังดูแปลก แลดูเป็นเหมือนคนบ้า แต่จริงๆ แล้วมันมีโรคชนิดนี้อยู่จริงๆ ที่ถูกเรียกว่า Object Sexuality หรือ Objectophilia และหนังเรื่องนี้ก็นำเรื่องราวนี้มาถ่ายทอดอย่างเข้าใจ กับเรื่องราวความรักอันบริสุทธิ์ มันคือหนังรักธรรมดาๆ เรื่องนึงนี่แหละ หากเพียงแต่เปลี่ยนจากรักคน มารักสิ่งของเท่านั้น

รีวิวหนังjumbo
รีวิวหนังjumbo

หนังพาให้เราเข้าใจตัวละคร Jeanne ได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่เธอเริ่มรู้จัก Jumbo จนเกิดเป็นความผูกพัน จนในที่สุดเรียกมันว่าความรักได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ซึ่งในระหว่างทางนั้น หนังยังนำพาสถานการณ์ต่างๆ ที่ Jeanne ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว หรือหัวหน้าที่ทำงานของเธอ และทั้งหมดนั้นมันคือตัวหล่อหลอมให้คำว่ารักอันแสนงดงามของ Jeanne ต่อ Jumbo มันชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

หากใครคิดว่ามันจะเป็นหนังแบบแปลกมีเพศสัมพันธ์วาบหวิวกับเครื่องเล่นแบบนั้นบอกเลยว่าไม่ใช่ แต่มันมีฉากนึงน่าชื่นชมจริงๆ คือซีนอีโรติก orgasm ของตัว Jeanne ที่นำเสนอออกมาได้ดูยอดเยี่ยมจริงๆ ถึงแม้ว่าตัวละครจะเปลือยช่วงบนก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ชวนให้คิดไปในทางอนาจารเลยแม้แต่น้อย 

สรุปแล้ว Jumbo เป็นหนังที่คนเข้าถึงง่ายและหนังจะบ่งบอกว่าหนังเรื่องนี้รักสิ่งของแต่สำหรับเราเราว่าหนังเรื่องนี้เหมาะกับรักที่เข้าใจง่ายเข้าถึงง่ายมากกว่ารักสิ่งของเสียอีก 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวTHEHunt จับล่าฆ่าโหดหนังแนวฆ่าเลือดกระเด็นรับรองมันส์มาก

รีวิวTHEHunt เป็นหนังที่สร้างโดยค่าย Blumhouse ค่ายหนังสยองขวัญ ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังทุนต่ำแต่เน้นความเลือดสาด มีฉากโหดๆ เครื่องในกระจุยจริงๆ The Hunt ก็ไม่ใช่หหนังแนวที่แปลกอะไร และเราก็เห็นกันมาบ่อยแล้ว

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

เรียกได้ว่าหนังเปิดมาได้สนุกและน่าสนใจเลยทีเดียว กับกลุ่มคนที่ถูกจับมา และมีอาวุธป้องกันตัวจากเหล่าคนรวย มาถึงก็เปิดเกมล่าใส่กันไม่ยั้ง นับว่าสนุกและน่าสนใจจริงๆ แถมยังมีการหลอกล่อคนดูเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ ด้วย ว่าเห้ยใครตัวเอกกันแน่วะ (แต่ก็เดาไม่ยากนะ) เราชอบในจุดนี้มากจริงๆ แต่ก็ยังมีจุดที่สงสัยว่า ทำไมต้องให้ตัวละครครอบปาก ถ้าจะให้พวกเขาเอาออกกันง่ายขนาดนั้น – –

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

หนังเพิ่มดีกรีความสนุกเข้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยการนำพาตัวละครมาพบเจอกับเหตุการณ์อื่นๆ นอกจากการไล่ล่า คือพอตัวละครออกมาจากพื้นที่ปิด แทนที่จะเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด กลายเป็นว่าต้องเอาตัวรอดในพื้นที่เปิดกว้าง และระแวงว่าจะเชื่อใจใครได้บ้าง

มันก็สนุกไปอีกแบบหลังจากหนังเปิดเผยตัวละครเอกแล้วมันก็ยังคงสนุกอยู่ ยังคงมีฉากแอ็คชันโหดๆ ให้เห็นกันอยู่ แถมตัวเอกนี้ยังมีคาแรคเตอร์ที่ดูกวนตีนอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้หนังสนุกเช่นกัน

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

แต่หนังดันมาแผ่วปลายซะงั้น เหมือนพอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ความสนุกมันก็เริ่มลดลงๆ เริ่มคุยกันเยอะกว่าแอ็คชัน เริ่มจากเหตุผลในการจับคนมาไล่ฆ่าในครั้งนี้ก็พอเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร และจุดที่ข้องใจมากๆ คือทำไมต้องปิดบังใบหน้าของนายหญิงบอสใหญ่ที่แสดงโดย Hilary Swank ไว้ตลอดทั้งเรื่อง และมาเฉลยในตอนท้ายๆ มันไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเลย ในตัวอย่างก็โชว์หน้าเธอหลาซะขนาดนั้น ไม่เข้าใจเจตนาในการปิดบังใบหน้าเธอเลยจริงๆ และในซีนท้ายเรื่องมันก็สนุกแหละ มีความกวนตีนในฉากสู้กัน แต่มันไม่ได้สนุกหรือน่าสนใจเท่าต้นเรื่องแค่นั้นเอง

สรุปแล้ว The Hunt ผมว่ามันเป็นแนวล่าที่โหดสุดและสมเหตุกับชื่อหนังนะเพราะมันเลือดสาด โหดตามชื่อเรื่องเลยแต่บางจังหวะ ก็ทำให้บางตอนมันแผ่วบางลงตาม เนื้ัอเรื่องครับทำให้บางช่วงนั้นไม่ค่อยสนุก 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวหนังครอบครัว อีกเรื่อง Im Thinking of Ending Things

รีวิวหนังครอบครัว ก่อนอื่นมาดูแนวหนังและคำแนะนำกันก่อนนะครับแม้ I’m Thinking of Ending Things  จะเป็นหนังที่ดัดแปลงจากนิยายสั่นประสาทเรื่องดัง และได้รับคำชมในปี 2016 ของ เอียน รี้ด แต่ก็ปฏิเสธไมได้ว่า ชื่อของผู้กำกับอย่างชาร์ลี คอฟแมน นั้นกลับกระตุ้นความสนใจกับคอหนังมากกว่า และเขาก็เปลี่ยนแปลงงานชิ้นนี้ให้กลายเป็นงานแบบของตนเองโดยสมบูรณ์เอาละครับไปอ่านเนื้อเรื้องกันเลย

 

ชื่อของ ชาร์ลี คอฟแมน จะต้องถูกยกขึ้นมาเสมอ ด้วยผลงานที่เขาร่วมงานกับ สไปค์ จอนซ์ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอชื่อดัง อย่าง Being John Malkovich(1999), Adaptaion(2002) และหนังที่เขาเขียนร่วมกับผู้กำกับ มิเชล กอนดรี้ กับ ปิแอร์ บิสมัทธ์  ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทดั้งเดิมมาครอง รวมไปถึงผลงานที่เขาเป็นผู้กำกับและเขียนบทเองอย่าง Sงานที่ทะเยอทะยานที่สุดของเขาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้จะไม่ได้ผลตอบรับด้านรายได้

แต่ก็กวาดคำชมอย่างมาก ติดสิบอันดับจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ และทำให้เขาได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องแรก ของ Independent Spirit Award รางวัลของวงการหนังอิสระของอเมริกา โดยในปี 2012 นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังจากอังกฤษ Sight & Sound  ยังยกให้หนังเรื่องนี้ติดหนึ่งในสิบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกด้วย

รีวิวหนังครอบครัว

ด้วยไอเดียแหวกแนวที่คนๆ หนึ่งสามารถเข้าไปควบคุมร่างและจิตใจของดารามีชื่ออย่าง จอห์น มัลโควิช ได้ หรือสะท้อนภาวะตีบตันของคนเขียนบทในวงการฮอลลีวู้ด ผ่านการแสดงแบบคู่แฝดของ นิโคลัส เคจ ผ่านบทสนทนาแบบตลกร้ายที่สะท้อนให้เห็นว่าตัวตนของมนุษย์เรานั้นสูญหาย และเลื่อนไหลง่ายดายแค่ไหน ซึ่งสร้างชื่อให้เขาในฐานะคนที่เขียนบทหนังแนวเหนือจริง ให้กลายเป็นหนังทำเงิน และได้รับคำชมวงกว้างได้

สรุปกันเลยนะครับว่าผลงานกำกับล่าสุดของ ชาร์ลี คอฟแมน คนเขียนบทมากฝีมือที่ยังคงท้าทายคนดู จากเหตุการณ์ง่ายๆ เมื่อคู่รักที่เดินทางไปพบพ่อแม่ของฝ่ายชาย แต่ยิ่งเกิดเรื่องพิสดารขึ้นเรื่อยๆ

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวthe farewell หนังแนวครอบครัวที่สุดซึ้งจะเป็นหนังแบบไหน ?

รีวิวthe farewell หนังสำหรับครอบครัวที่น่าดูเรื่องหนึ่งไปรับชมรีวิวกันเลยครับ

รีวิวThe farewell ด้วยความยากลำบากที่สุดในการดู The Farewell (กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก) คือการที่เราเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างของทุกฝ่าย โดยที่เราไม่สามารถตัดสินความถูกผิดของสิ่งใด ระหว่างสองฟากฝั่งของความเชื่อ โลกตะวันตก-ตะวันออก ในเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นจาก ‘คำลวงที่เกิดขึ้นจริง’ ได้แม้แต่อย่างเดียวคือหนังที่เต็มไปด้วยคำโกหกนานาของครอบครัวชาวจีนที่มีลูกหลานขยายสาขาไปอยู่ที่อเมริกาและญี่ปุ่น ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น หลอกว่าใส่หมวกแล้วตอนอากาศหนาว, หลอกว่าอยู่บ้านเพื่อนทั้งๆ ที่อยู่โรงพยาบาล, หลอกว่าไม่เป็นไร ไม่ได้ร้องไห้ ฯลฯ 

the farewell

ขยายไปที่เรื่อง หลอกว่าหลานชายกำลังแต่งงาน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่ออำพรางการโกหกเรื่องใหญ่ที่สุดว่านี่คือการมาบอกลา เป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ทุกคนต้องแกล้งทำเหมือนว่าอาม่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตามความเชื่อที่สืบทอดมาแต่โบราณว่าถ้าผู้สูงอายุรู้ว่าตัวเองป่วยจะเศร้าและมีชีวิตได้อีกไม่นาน หน้าที่ของลูกหลานคือการแบกรับความรู้สึกเศร้าเอาไว้แทน 

สิ่งที่เราชอบมากๆ นอกจากการนำการโกหกมาเป็นแกนหลักคือการที่หนังพยายามนำเสนอเหตุผลของการโกหกตามความเชื่อที่แตกต่าง วัฒนธรรมของจีนเชื่อแบบหนึ่ง ญี่ปุ่นเชื่อแบบหนึ่ง อเมริกาเชื่อแบบหนึ่ง และคนที่เป็นส่วนผสมของวัฒนธรรมก็เชื่ออีกแบบหนึ่ง

ต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับอย่าง ลูลู่หวัง ที่ถอดบริบทของตัวเองในฐานะคนจีนที่ออกเดินทางตามความฝันอยากเป็นคนทำหนังที่อเมริกา และเคยผ่านเหตุการณ์ที่ทุกคนช่วยกันโกหกเพื่อปกปิดความจริงแบบในเรื่อง มาสะท้อนภาพความเป็นไปของคนในครอบครัว สังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างได้อย่างเป็นกลาง ไม่ตัดสิน และมีน้ำหนักน่าเชื่อถือด้วยกันทั้งหมดเพราะถึงแม้เส้นเรื่องหลักจะอยู่การโกหก แต่ The Farewell ก็ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้ายที่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้วการโกหกที่ดีหรือโกหกขาวนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าการพูดความจริงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดได้เสมอไป 

สรุปเลยนะครับสำหรับเรื่อง the farewell สุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นด้วยกับความคิดของตัวละครทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดเราจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอีกเยอะเลย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms

ผีพี่นาค 2 หนังผีสยองที่คนไทยต้องดูแถมมีเอมตามใจตุ๊ดมาแสดงด้วย !

ผีพี่นาค 2 หนังผีสยองขวัญหลอนๆและยังมีความตลกเข้าไปด้วยบอกเลยต้องไปหาดูครับ

ผีพี่นาค ของไทยที่เป็นหนังตลกและหนังสยองอาภรรพ์ที่ถูกเล่าปากต่อปากแห่งวัดธรรมนาคานิมิตรได้ถูกลบล้างจนหมดสิ้น จากการที่นาคนนท์ได้ปลดบ่วงในใจของตน จนทำให้ทั้ง พระโหน่ง พระบอลลูนและพระเฟิร์สได้บวชไว้อย่างที่ได้บนเอาไว้ในตอนแรก แต่เรื่องก็เกิดพลิกผันเมื่อพระบอลลูนกับพระเฟิร์สตัดสินใจแอบสึกและหนีไป ทิ้งไว้แต่พระโหน่งให้อยู่ใต้ร่มสากาวพัตร์กับเณรน็อตและอ๊อด เด็กวัดมาดกวน

รีวิวหนัง

โดยการใช้ชีวิตเป็นฆราวาสของสองเพื่อนกะเทยสาวก็ใช่จะสุขสมเหมือนที่คิดไว้ในตอนแรก เพราะตลอดเวลาที่ออกมาข้างนอกทั้งคู่ก็ต้องประสบกับเหตุการณ์เสี่ยงตายร้ายแรงอย่างหนัก ทำเอาเกือบถึงตายอยู่หลายครั้ง นั่นทำให้คิดได้ว่าต้องกลับไปบวชให้ครบพรรษาถึงจะรอดแล้วจริง ๆหากบวชแล้วต้องห้ามศึกทันทไม่งั้นจะเจอของดีและบอกได้เลยนะครับว่าหนังเรื่องนี้หลอนพอๆกับผีนางรำไปดูกันเลย

ผีพี่นาค

พระโหน่งที่บวชเป็นหลวงพี่อยู่ที่วัดธรรมนาคานิมิตก็เปลี่ยนไปมาก รู้ซึ้งในพระธรรมมากขึ้น ใจเย็นมากขึ้น และเริ่มทำใจได้หลังจากโดนเพื่อนทั้งสองชิ่งหนีไป แต่เรื่องราวก็ต้องโกลาหลอีกครั้ง เมื่อผู้คนต่างลือว่าตำนาน “บวชแล้วห้ามสึก” ของวัดนี้คงเป็นเรื่องจริง เนื่องจากช่วงนี้มีพระที่คิดจะสึกหลายรูปตั้งมีอันเป็นไปกันถ้วนหน้า นั่นทำให้พระโหน่งถึงกับวิตกอย่างมาก ระหว่างนั้นตัวละครใหม่ก็เข้ามา โทมินจุน ศิลปินลูกครึ่งเกาหลี-ไทย ก็มีเหตุต้องมาบวชที่วัดแห่งนี้เนื่องจากผู้เป็นแม่บนบานขอให้เขาได้เดบิวต์สำเร็จ แน่นอนว่าทุกคนอยากให้เขาไตร่ตรองให้ดีก่อนเพราะทุกคนกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เหมือนกับตอนนาคนนท์อีกครั้ง

เฟิร์นและบอลลูนเดินทางมาถึงวัดสำเร็จและบอกว่าจะบวช แต่เมื่อได้ยินตำนานใหม่ “บวชแล้วห้ามสึก” ก็ถึงกับผงะ พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไง ตอนแรกก็ห้ามบวช พอบวชแล้วก็ห้ามสึกอีก นั่นทำให้เขาทั้งสองต้องหัวเสียกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจอยู่วัดนี้ต่อคงจะเป็น ศิลปินหนุ่มหน้าใสที่เป็นเพียงยาใจให้ทั้งคู่ ถึงทำให้พอมีกำลังใจในการบวช ถึงอย่างไร ความลี้ลับและตำนานจำเป็นต้องได้รับการลบล้าง สาเหตุที่แท้จริง ความเป็นมาของตำนานบวชแล้วห้ามสึกมาจากสิ่งใดกันแน่ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเขาในการกลับมารวมทีมกันอีกครั้ง

บทสรุปของเรื่อง

ส่วนตัวหลังจากชมหนังเรื่องนี้รู้สึกเลยทันทีว่าพล็อตเรื่องค่อนข้างมีมิติ มีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้นจากภาคแรก ทำส่วนนี้ได้ค่อนข้องน่าชื่นชม แต่ด้วยการเพิ่มตัวละครเข้ามามากขึ้นเกินไป ที่เข้ามาสมทบที่ยังไม่สามารถแยกคาแรกเตอร์ให้ชัดเจนได้ทำให้รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องมีบางตัวละครก็ได้ และในภาคนี้การเล่าเรื่องค่อนข้างกระโดดไปมาไม่สมูทพอ ทำให้เรื่องยังขาดความสมบูรณ์อยู่มากหลายจุด แต่โดยรวมถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ดูแล้วสอนเราในหลายเรื่องเพราะสอดแทรกหลักแนวคิดทางพระพุทธศาสนาได้ดีเลยทีเดียว หนังไทยที่ดีและหลอนขนาดนี้แถมมีความตลกให้จากเอมตามใจตุ้ด คนไทยอย่างเราๆต้องไปหาชมได้แล้วขอประกันเลยว่าหนังเรื่องนี้ดีขนาดไหน

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

1 4 5 6