รีวิว หนัง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl คืนชีพกองทัพโจรสลัดสยองโลก

รีวิว หนัง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl คืนชีพกองทัพโจรสลัดสยองโลกย้อนกลับไปปี 2003 หนังโจรสลัดที่ดังมาก ๆ อย่าง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl  ภาพยนตร์ไตรภาคที่สร้างชื่อให้กับ Johnny Depp ในบทบาท กัปตัน แจ็ค สแปร์โรว์  กัปตันที่เหมือนไม่เต็มบาทที่พยายามเอาตำแหน่งกัปตันตัวเองคืน

รีวิว หนัง Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl คืนชีพกองทัพโจรสลัดสยองโลก เรื่องราวเริ่มต้นที่เรื่องราววัยเด็กของ อลิซาเบธ สวอนน์เด็กสาวลูกเจ้าเมืองที่กำลังเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด พอร์ต รอยัล บังเอิญไปเห็นซากเรือที่ถูกโจรสลัดโจมตี และได้เจอกับวิล เทอร์เนอร์ ในวัยเด็ก ซึ่งวิลล์มีเหรียญโจรสลัดติดตัวมาด้วย อลิซาเบธกลัวว่าจะมีภัยกับวิลล์ จึงเก็บไว้

8 ปีต่อมา กัปตันแจ็ค สแปร์โรว มาที่พอร์ต รอยัลเพื่อปล้นเรือ ขณะเดียวกันเป็นวันที่เมืองนี้กำลังมีพิธีเลื่อนตำแหน่งของผู้การนอร์ริงตัน อลิซาเบธ ก็ได้มร่วมพิธีด้วยโดยสวมสร้อยที่มีเหรียญโจรสลัดมาร่วมงาน และได้เกิดอุบัติเหตุกับอลิซาเบธทำให้ตกลงไปในทะเล และเหรียญโจรสลัดเมื่อโดนน้ำทะเล ก็ส่งสัญญาณให้กลุ่มโจรสลัดที่กำลังตามหาเรียญ กัปตันบาร์บอซ่า เดินทางมายังพอร์ต รอยัลเพื่อจุดประสงค์บางอย่างเกี่ยวกับเหรียญโจรสลัด

ภาคแรกต้นฉบับของกัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์ ที่ลงตัวที่สุด กลมกล่อมในด้านความบันเทิงมากที่สุด และเนื้อเรื่องหรือบทภาพยนตร์ ยังไม่ออกทะเลไปไกลมากเท่าภาคหลังๆ และสามารถเป็นงานบันเทิงแบบผจญภัยที่ดูได้ไม่เบื่อ เนื้อเรื่องหรือการเล่าเรื่องก็น่าติดตาม ดูสนุกขึ้นเรื่อยๆ ไปจนจบ มุกตลกที่สอดแทรกมาก็เล่นเอาฮากันครื้นๆ ซึ่งก็ช่วยทำให้มันดำเนินเรื่องไปด้วยความมันส์ฮาของจริงเลย ก็เลยน่าจะเป็นจุดเด่นของหนังชุดนี้เลย ที่มันจะมีอารมณ์ขันหรือมุกใส่ไปไว้ในหนัง ความน่าเบื่อระหว่างการดำเนินเรื่องเลยไม่ค่อยจะมีในหนังเรื่องนี้เพราะมันส์ทุกฉากเลยจริงๆ

ด้านงานสร้างก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ขึ้นชื่อว่าภาคแรก งานสร้างส่วนใหญ่ในหนังยังเน้นไปที่การสร้างเซ็ทฉากของจริงขึ้นมา ทั้งเรือโจรสลัด, หมู่บ้านย้อนยุค, รายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในหนังยังดูลงทุนไปกับฉากของจริง ซึ่งเทคนิคก็ยังคงมีหน้าที่ในด้านเมคอัพหน้าโจรสลัดยามกลายร่าง มันเลยทำให้ดูอลังการมาก ยิ่งได้ เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ ผู้สร้างมือทองจากผลงานมหามันส์ในอดีตอย่าง The Rock, Top gun, Armargeddon ฯลฯ มาโปรดิวเซอร์ให้ก็ยิ่งทำให้หนังครบองค์ประกอบทั้งความมันส์ และความยิ่งใหญ่อลังการของงานสร้าง

ส่วนดาราก็นับว่าจัดเต็มด้วย งานนี้นับว่าเป็นของตายและคงเป็นภาพติดตาไปแล้วสำหรับ จอห์นนี่ เด็ปป์ ที่เข้าขากับบทเพี้ยนๆ เท่ห์ๆ เปี่ยมไปด้วยลูกบ้าแบบ แจ๊ค สแปร์โรว์ เหลือเกิน

สรุปแล้ว คืนชีพกองทัพโจรสลัดสยองโลก ภาคแรกของกัปตันแจ๊คนี่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งงานที่ควรลองมาชม ดูกี่รอบก็ไม่เบื่อ ครบทั้งความมันส์สะใจ ฉากแอ๊คชั่นยิ่งใหญ่ และมุกตลกฮาครื้นที่จะทำให้ดูตั้งแต่ต้นจนจบไม่ไปไหน ใครทีคิดถึงกับตันแจ็ค ก็กลับมาดูอีก ไม่มีเบื่อแน้นอนขอบอก

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง Saving Private Ryan เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก

รีวิว หนัง Saving Private Ryan เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก หนังสงครามอาจเป็นหนังที่หลายคนไม่ชอบ เพราะส่วนใหญ่ก็จะรู้กันอยู่แล้วว่ามันมักจบแบบใหน คือถ้าไม่อยากดราม่า น้ำตาแตกก็คงไม่ดูกัน แต่สำหรับเรื่องนี้เป็นหนังสงคราม ที่ถึงแม้คนไม่ชอบหนังแนวนี้ก็ยังต้องดู แถมยังติดอันดับหนังดี ในใจของใครหลายคนด้วย [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว หนัง Saving Private Ryan เซฟวิ่ง ไพรเวท ไรอัน ฝ่าสมรภูมินรก นี่เป็นหนังที่มีแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง เป็นเรื่องราวของทหารกลุ่มหนึ่งในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากที่บุกขึ้นหาดได้เสร็จในวันดีเดย์ หลังจากนั้น 3 วัน ร้อยเอกจอห์น มิลเลอร์ได้ถูกมอบหมายภารกิจพิเศษโดยให้ไปตามหาและพาตัวพลทหารเจมส์ ไรอันกลับมาบ้านแบบมีชีวิต เนื่องจากพี่น้องของเขาทั้ง3คน ที่เป็นทหารเหมือนกัน ได้เสียชีวิตในสนามรบไปหมดแล้วในเวลาไล่เลี่ยกัน ( ในเรื่องจริง มีพี่น้องคนหนึ่งไม่ได้เสียชีวิต แต่ถูกทางกองทัพญี่ปุ่นจับตัวไป แต่มารู้ข่าวในภายหลัง ) นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของตระกูล

ทางกองทัพจึงอยากจะตอบแทน แม่ของไรอันโดยการตามตัวไรอัน ซึ่งเป็นลูกชายคนสุดท้องกลับคืนสู่ครอบครัวแบบเป็นๆ หลังจากที่โดดร่มแล้วหายตัวไปในสนามรบ ปฏิบัติการณ์นี้มีร้อยเอกจอห์นเป็นหัวหน้าทีม นี่เป็นภารกิจที่เสี่ยงอันตรายมาก มันจึงมาพร้อมกับคำถามอยู่ตลอดเวลาว่าคุ้มค่าแล้วหรือ ที่จะส่งกำลังทหารหลายนายเข้าไปเสี่ยงชีวิต เพื่อช่วยคนเพียงคนเดียว เพราะทหารคนอื่นก็มีครอบครัวที่ต้องกลับไปหาเช่นเดียวกัน จึงทำให้ปฏิบัติการณ์ครั้งนี้เหล่าทหารต้องสู้ทั้งศัตรูและสู้ทั้งความสับสนที่กัดกินจิตใจด้วย

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่หลายคนยกขึ้นหิ้งว่าเป็นที่สุดของหนังสงคราม เพราะมีครบทุกรสชาติทั้งสนุก มันส์ เศร้า ซึ้งและดราม่า หนังสื่อสารกับผู้ชมถึงความโหดร้ายและความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสงครามได้เป็นอย่างดี ฉากเปิดเรื่องประมาณ 15 นาทีแรกกับฉากตอนจบเป็นอะไรที่ประทับใจผู้ชมมานานหลายปี ฉากในเรื่องบอกเลยว่าฆ่าเป็นฆ่า เลือดเป็นเลือด ใครไม่ค่อยชอบเลือดอาจไม่เหมาะกับเรื่องนี้ แต่มันเป็นหนังดีที่ควรค่าแก่การชมจริงๆ สุดท้ายแล้วทหารมากมายได้สละชีวิตไปในปฏิบัติการณ์นี้ ไรอันได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยพร้อมกับความรู้สึกขอบคุณและคำถามที่เกิดขึ้นในใจไปตลอดชีวิตเช่นเดียวกัน

Saving Private Ryan เป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่และได้รับการจับตาเป็นอย่างมากในปี ค.ศ. 1998 อีกทั้งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดประจำปีนั้นด้วย โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับความสูญเสียของกำลังทหารและชีวิตผู้คนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฉากเปิดเรื่องที่ยาวกว่า 10 นาที ที่เป็นการบุกหาดโอมาฮ่า ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นสมรภูมิที่สูญเสียที่สุดของกองทัพสหรัฐอเมริกา ได้รับคำวิจารณ์ว่าทำได้เสมือนจริงอย่างมาก และหลายคนได้นำไปเปรียบเทียบกับภาพยนตร์แนวเดียวกันในอดีต อย่าง The Longest Day ในปี ค.ศ. 1962

เมื่อเข้าฉายแล้ว ได้รับการจับตาอย่างยิ่งว่าจะคว้ารางวัลได้หลายรางวัล ทั้ง รางวัลออสการ์หรือรางวัลลูกโลกทองคำ รวมทั้ง รางวัลอื่น ๆ ด้วย ซึ่งภาพยนตร์ก็คว้าได้หลายรางวัลด้วยกัน โดยเฉพาะการแสดงที่โดดเด่นอย่างมากของ ทอม แฮงค์ และเจเรมี เดวีส์ ที่รับบทเป็นพลทหารอับฮัม ที่ตื่นตระหนกตลอดเวลา เป็นเหมือนลูกไล่และจุดอ่อนของกองกำลัง

ซึ่งในระหว่างที่เข้าฉายนั้น ก็มีภาพยนตร์ในแนวเดียวกัน คือ The Thin Red Line ของทเวนตี้ เซนจูรี ฟอกซ์ เข้าฉายในเวลาเดียวกัน เสมือนเป็นคู่แข่งและคู่เปรียบเทียบ ในรางวัลออสการ์มีชื่อเข้าชิงมากถึง 11 รางวัล ประกอบไปด้วย รางวัลใหญ่ ๆ ด้วยกัน เช่น ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, บันทึกภาพยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, บันทึกเสียงยอดเยี่ยม เป็นต้น คอหนังสงครามห้ามพราดเด็ดขาด มีให้ชมแล้วบน netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิวหนัง Santana : สำหรับคนชอบแอคชั่นเดือดๆจากแอฟฟริกาใต้บน Netflix

แอดมินขอนำเสนอเลยครับสำหรับคนรักหนังแนวแอ็กชั่นไล่ล่าจากประเทศแองโกล่า แอฟฟริกาใต้ที่เพิ่งลง Netflix เกี่ยวกับการไล่ล่าแก้แค้นของสองพี่น้องตระกูลซานตาน่า ที่ต้องการล้างแค้นให้กับพ่อแม่ของเขาที่ถูกฆาตกรรมไปเมื่อ 35 ปีก่อนเนื้อเรื่องจะเป็นยังไงไปดูรีวิวกันเลย เรื่องราวของหนัง จะเล่าถึงพี่น้องซานตาน่า มาทิอัส และดิอัส

ที่พ่อแม่ของพวกเขาถูกฆาตกรรมไปเมื่อ 35 ปีก่อน และปัจจุบัน คนพี่มาทิอัส ได้กลายเป็นนายทหารปราบปรามยาเสพติด และคนน้องดิอัส ได้เป็นหัวหน้าชุดตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ ก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับอาชญากรยาเสพติดตัวเป้ง และยังเป็นคนเดียวกับที่เคยฆ่าพ่อแม่ของพวกเขา ทั้งสองพี่น้องจึงหาทางตามล่าคนร้ายให้ได้

เอาละครับมาเข้าเรื่องเนื้อหาสำคัญของเรื่องมีแค่นี้จริงๆ สำหรับหนังจากแอฟฟริกาใต้เรื่องนี้ เป็นการไล่ล่า เพื่อล้างแค้นส่วนตัว และด้วยความเป็นหนังแอ็กชั่น ความโหดมันเลยโผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่องที่มันทำให้เราได้เห็นฉากเด็กถูกยิงแต่ความเป็นหนังแอ็กชั่นโดยรวมต้องบอกเลยว่าฉากพวกนี้น้อยเกินมาตรฐานทั่วไปค่อนข้างเยอะ แต่อยากจะให้ทำความเข้าใจและเปิดใจดูด้วย เพราะนี้คือหนังจากแอฟฟริกาใต้ ถ้าทำความเข้าใจได้แบบนี้และเปิดใจดูมันก็พอจะดูได้อยู่บ้าง

ขอสรุปสำหรับหนังเรื่องนี้เลยครับ แอดมินว่าฉากไล่ล่านั้น มีประมาณ 30% จากทั้งเรื่อง ทั้งๆ ที่หน้าหนังมันนำเสนอมาแบบว่า ไล่ล่า ล้างแค้น เจ้าฆ่าพ่อข้า แต่พอดูจริงๆ เนื้อหาน้อยนิด มีแต่น้ำ แต่ฉากแอ็กชั่นก็พอดูได้ ไม่ได้แย่ อยู่ในระดับกลางๆ แล้วเน้นไปดำเนินเรื่องเรื่อยเปื่อย เช่นด้านความรัก หรือดราม่าที่ดูแล้วมันไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก แต่ฉากพวกนี้มีเยอะ มันก็เลยดูแปลกๆ ขัดๆ กันกับหนังที่จั่วหัวมาว่าแอ็กชั่นอย่างเนื้อหาหลัก การล้างแค้นให้พ่อแม่ อันนี้ก็ไม่มีมูลเหตุจูงใจให้เราอินไปกับตัวละครได้เลย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวหนังReady player for one : รับรองกับสายเกมส์เมอร์และอนิเมชั่นว่าชอบ !

ก่อนอื่นแอดมินต้องขอบอกว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2045 ช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการล่มสลาย แต่ผู้คนพบทางรอดชีวิตที่ดิ โอเอซิส ซึ่งเป็นจักรวาลเสมือนจริงอันกว้างใหญ่ที่เราสามารถไปที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เป็นใครก็ได้ ดิ โอเอซิสสร้างขึ้นโดย เจมส์ ฮัลลิเดย์ (มาร์ค ไรแลนซ์) เมื่อฮัลลิเดย์เสียชีวิตลง เขาได้ทิ้งทรัพย์สมบัติมหาศาลและอำนาจในการควบคุมดิ โอเอซิสทั้งหมดให้กับคนแรกที่ได้กุญแจทั้ง 3 ดอก เพื่อเปิดประตูสู่ไข่อีสเตอร์ดิจิตอลที่เขซ่อนไว้ในสถานที่ ความท้าทายของเขาทำให้เกิดเกมที่มีการแข่งขันขึ้นทั่วโลก

เห็นไหมแค่เพียงได้อ่านเรื่องย่อสั้นๆก็เป็นที่น่าสนใจไปไม่น้อยสำหรับคอ อย่างเราๆโดยเนื้อเรื่องของภาพยนต์เรื่องนี้ จะตัดสลัดไปมาระหว่าง OASIS (โลกในเกมส์) และโลกแห่งความจริงและ ซึ่งตัวหนังก็ใช้พล็อคเรื่องที่ออกจะเป็นแล้วสูตรสำเร็จแต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูหน้าเบื่อแต่อย่างใดด้วยและด้วย CG ที่คุณภาพมากๆ (แค่ดู CG ก็คุ้มแล้ว)

กับมุขตลกที่แทรกมาในหนังอย่างลงตัวทำให้ภาพยนต์เรื่องนี้จัดอยู่ในเรตที่ว่าชาว อย่างเราไม่ควรพลาด แอดมินเสริมเลยว่าเรื่องนี้ถ้าหากใครยังไม่เคยดูต้องไปลองมาหาดู เหมือนกับ่ว่าเป็นขวัญใจของชาว อนิเมชั่น หรือ อนิเมะ แถมสำหรับคนที่ชอบกันดั้ม เพียงแค่ได้เห็นกันดั้มไม่ถึง 10 นาที แค่นั้นก็สุขใจแล้ววว 5555555

บทสรุปเรื่องนี้แอดมินชอบมากๆ เลยครับเพราะส่วนตัวเราแล้วชอบกันดั้มด้วย และยังชอบ อนิเมชั่น หรือ อนิเมะ ที่รวมกันในเรื่องนี้ทำให้เนื้อเรื่องสนุกขึ้นไปเป็นเท่าตัว และขอบอกเลยว่าสำหรับ สายเกมส์เมอร์ ถ้าดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ชอบแอดมินว่าไม่ใช่ สายเกมส์เมอร์ แล้วแหละขอรับประกันจาก แอดมินเลยว่าพลาดไม่ได้ !!!

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวTheNewMutants หนังฮีโร่สายพันธ์สยองขวัญชวนขนหัวลุก

แอดมินขอบอกเลยนะครับว่านี่คือหนังที่ติดโรคเลื่อนเยอะที่สุดตั้งแต่เราเกิดมาในชีวิตนี้เคยเจอมา เพราะมันถูกเลื่อนไปถึง 4 ครั้งเลยทีเดียว ด้วยปัญหาที่มากมาย จนจะได้เข้าฉายยังต้องมาเจอกับ Covid-19 เจ้ากรรมอีก แต่ในที่สุดเราก็ได้ดูมันก่อนหน้านี้ที่เคยมีข่าวว่าตัวหนังเลื่อนเพราะต้องไปถ่ายทำเพิ่มเติมให้มีความสยองมากขึ้น จริงๆ แล้วตัวผู้กำกับก็ออกมาบอกแล้วว่าไม่เคยมีการถ่ายซ่อมให้มันสยองกว่าเดิมแต่อย่างใด และทุกอย่างมันลงตัวนานแล้ว มันเลื่อนฉายบ่อยเพราะเหตุผลเรื่องปัญหาระหว่าง Disney กับ Fox เท่านั้น

ไอ้การเป็นหนังฮีโร่ธีมสยองขวัญเนี่ย มันก็น่าสนใจ น่าดึงดูดมากพอนะ เพราะมันดูแปลกใหม่ไม่ใช่เล่น แต่พอได้ดูจริงๆ แล้ว มันกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มันไม่ใช่หนังสยองขวัญแต่อย่างใด ไม่มีลูกล่อลูกชน มีก็แบบเบาบางมาก จังหวะตุ้งแช่ หรือบรรยากาศหลอนก็ไม่มีให้เห็นเลย แค่องค์ประกอบโดยรวม เหมือนจะ เอื้อให้เป็นไปในทางนั้น และเอาจริงๆ มันก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรสักเท่าไหร่ จากธีมฮีโร่สยองขวัญจริงๆ

สิ่งที่พอจะน่าสนใจ คือแต่ละตัวละครมีพลัง มีของ มีความน่าสนใจให้เล่น ถึงแม้มันจะไม่ได้มีซีนโชว์ของให้เห็นมากเท่าไหร่ คือบางคนเรียกได้ว่านับซีนได้เลยว่าปล่อยพลังกี่ฉาก แต่เหล่านักแสดงเล่นกันดีนะ แต่มันกลับทำให้เราสนใจอยากรู้อยู่ลึกๆ ว่า ไอ้เด็กพวกนี้มันจะเอาไงต่อวะ โดยเฉพาะในตอนจบ อารมณ์หนังมันเปลี่ยนทันทีเลย

แต่ตัวละครที่น่าสนใจและน่าชื่นชมที่สุดคือ Illyana Rusputin/Magik ที่แสดงโดยน้อง Anya Taylor-Joy นี่ไม่ได้อวยแต่อย่างใด แต่ด้วยการแสดง ด้วยคาแรคเตอร์ ด้วยลุค ด้วยตัวละครที่น้องเล่นแล้วนั้น จากปกติเคยเห็นแต่บทสวยๆ พอมาเรื่องนี้ลุคนี้คือดีย์จริงๆ อยากให้น้องรับบทนี้ต่อในเรื่องอื่นเลยอะ

แต่ขอบอกเลยนะว่าไม่ใช่หนังเรื่องนี้มันแย่นะ แต่มันก็มีความสนุกของมันอยู่เอาเป็นว่าเข้าไปดูเองเลยดีกว่า เพราะบางคนก็ชอบหนังเรื่องนี้บางคนก็ไม่ชอบหนังเรื่องนี้ความชอบคนเรามันไม่เท่ากัน 

แอดมินขอสารภาพเลยว่าความสนใจแรกของเรื่องนี้ คือไม่ทันได้ดูตัวอย่างหรือเนื้อเรื่องหรืออะไรหรอก แค่เห็นหน้าน้องก็อยากดูแล้ว 555+

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวหนังTENET หากกำลังหาหนังแนวแอคชั่นมันส์ๆเราแนะนำ

รีวิวหนังTENET ก่อนจะเข้าไปอ่านเนื้อเรื่องมาดูแนะนำสำหรับหนังเรื่องนี้กันก่อน Christopher Nolan เป็นผู้กำกับที่ต้องบอกว่าทำหนังออกมามีอะไรให้น่าสนใจเสมอ แม้จะดูจบไปแล้วก็ตาม เป็นผู้กำกับที่ทำหนังให้ดูยากมากๆ สำหรับใครหลายคนและมีอะไรซับซ้อนเยอะแยะไปหมด จนขึ้นชื่อว่าเป็น ผกก ที่ทำหนังดูรอบเดียวไม่เคยพอ ถ้าใครที่คุ้นเคยกันในหนังของ ผกก คนนี้นั้นทั้ง Batman 3 ภาค Begin / Dark Knight / Dark Knight Rise

รวมถึงหนัง สงครามอย่าง Dunkirk หรือจะเป็นหนัง Intersellar ก็น่าจะพอจับแนวทางหนังได้อยู่พอสมควร หรือจะเป็นหนังอย่าง INCEPTION ด้วยถือว่าถ้าใครดูหนังพวกนี้รู้เรื่องแล้ว แต่ถ้ามาดู TENET เรื่องนี้บอกเลยว่าเป็นหนังที่คิดอะไรค่อนข้างเยอะ ตัวหนังเนื้อเรื่องอาจจะไม่ได้ยาก แต่การดูการตัดต่อ การเล่าเรื่อง การหาเหตุผลว่าทำไมตัวละครถึงทำแบบนี้ มาจากอะไร อันนี้มาจากไหน แล้วทำไมเป็นแบบนั้นจะมาเต็มหัวไปทั้งหมด ตั้งแต่ต้นเรื่องจนหนังจบ

รีวิวหนังTENET

ตัวละครนั้นจริงๆจุดที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดอ่อนของหนังของ โนแลนหลายๆเรื่องคือมิติของตัวละคร การผูกพันหรือว่าการทำให้เราเป็นส่วนนึงของหนังนั้นค่อนข้างดรอปครับ และเรื่องนี้ก็ยังคงเจออยู่บ้างเพราะตัวละครนั้นการเล่าเรื่องทำให้เราเป็นเหมือนคนดูจริงๆที่อยู่ไกลๆไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรกับหนังเท่าที่ควร แต่ก็อาจจะเป็นการตั้งใจและการเล่าเรื่องในแนวนี้อีกส่วนที่ทำให้เป็นแบบนั้น ตัวละครหลักๆนั้นเราได้ นักแสดงผิวสี John David Washington ที่เป็นลูกของ Dezel Washington นั้นเองที่ได้พิสูจน์ฝีมือเน้นๆในหลายๆเรื่องก่อนหน้านี้ แต่น้อยคนจะรู้จัก แต่พอมาเล่นเรื่องนี้ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นแน่นอน

และการแสดงนั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดาครับ สามารถเอาหนังได้อยู่แบบสบายๆในการเล่น การแสดงถือว่าโอเคอย่างมาก แสดงร่วมกันกับ Robert Pattinson ที่เราคุ้นเคยกันดีแน่นอน และหนังของโนแลนมักจะดึงนักแสดงหลายๆคนที่เคยทำงานร่วมกันมาก่อนเข้ามาแจมเยอะแยะมากๆครับ ถือว่าในส่วนนักแสดงนั้นทำได้ดีอย่างมากทั้งการเล่นในแต่ละซีนความรู้สึกของแต่ละช่วงเวลาต่างๆนั้นถือว่าแตกต่างกันชัดเจน

สรุปให้เลยนะครับภาพรวมหนังเรื่องนี้ต้องบอกกันตรงๆว่าเป็นหนังที่ดูยากมากที่สุดในบรรดาหนังของ Nolan เองด้วยเช่นกัน และก็เป็นหนังที่มีเรื่องราว การเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ด้วยเช่นเดียวกันทำให้ค่อนข้างดูสนุกในแง่ของ เนื้อหาถ้าพอเข้าใจอยู่รวมถึง การดูภาพรวมของหนังฉากต่างๆก็ถือว่าเป็นหนังที่ดูแล้วสนุกแต่มีเรื่องให้คิดเยอะมาก มีอะไรแทรกเข้ามาตลอดเวลาให้สมองได้ทำงานตลอดจริงๆครับ ถ้าใครดูแล้วไม่ทันก็จะงงจนหนังจบได้เลย

แนะนำว่าก่อนดูควรทำหัวโล่งๆไม่ต้องคิดอะไรเยอะแล้วเก็บรายละเอียดของหนังให้ได้ก็จะพอตามทัน และสนุกไปกับการเล่นเวลา สภาพแวดล้อมต่างๆของหนังได้ดีเลยทีเดียวครับ แต่รอบเดียวไม่พอสำหรับเรื่องนี้จริงๆสำหรับ TENET พูดเยอะมากไม่ได้ลองไปหาดูกันเลยยยครับ

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms