รีวิว ซีรี่ส์ The Protector ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย

รีวิว ซีรี่ส์ The Protector ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย ซีรี่ส์เเอ็คชั่น​ดรามา​เเฟนตาซี จากตุรกีของชายธรรมดา ที่ค้นพบโชคชะตาของตัวเองและกลายเป็นวีรบุรุษในแบบที่ฟ้าประทาน [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรี่ส์ The Protector ผู้พิทักษ์คนสุดท้าย ฮาคาน พยายามเปิดธุรกิจของตัวเอง เพื่อที่จะรวยล้นฟ้าและไม่ต้องการดูแลร้านขายของเก่าโบราณต่อจากพ่อ แต่ฮาคาน กลับพบว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ที่ถูกเลือก และมีชะตากรรมให้ปกป้องเมืองอิสตันบูลจากสิ่งชั่วร้าย ฮาคาน เป็นเพียงชายธรรมดาๆ ที่ห่างไกลจากคำว่าฮีโร่ เขาอาศัยอยู่ในเมืองที่มีประชากร 15 ล้านคน เป็นจุดบรรจบของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก แต่ในที่สุดเขาก็ได้รู้ว่าบ้านเกิดแห่งนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายจากสิ่งชั่วร้าย และเขาได้รับหน้าที่ให้ปกป้องเมืองนี้ ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากรับหน้าที่นี้ซักเท่าไหร่ แล้วฮาคานจะทำตามโชคชะตาในฐานะผู้พิทักษ์คนสุดท้ายได้หรือไม่

เรื่องนี้เป็นซีรีส์ของตุรกี แนวพระเอกมีพลังวิเศษที่ต้องกู้โลก ถึงแม้ว่าพลังวิเศษของพระเอกไม่ได้เหนือมนุษย์อะไรขนาดนั้น แต่สิ่งที่ทำให้สนุกก็คือ เรื่องราวของตัวละครแต่ละตัว ที่มาที่ไปตั้งแต่อดีต ซึ่งพอมาบรรจบกันแล้วสนุกลงตัวดี อาจจะเน้นดราม่ามากกว่าบู๊หน่อย

และสิ่งที่น่าชื่นชมคือนักเเสดงที่เลือกมาดีนะ พระเอกก็หล่อมาก นางเอกก็น่ารักมาก เเล้วก็เรื่องการเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับปูมหลังของตัวละครที่ทำได้น่าสนใจมาก เเละงานภาพวิวทิวทัศน์ของเมืองอิสตันบูลที่ชวนให้เราอยากไปที่นู่นมาก รวมเเล้วเเม้ว่าจะมีจุดที่ขัดใจอยู่ไม่น้อย แค่นิดหน่อย

ในส่วนของโทนหนัง ที่เปลี่ยนเเนวไปเรื่อยๆเลยทำให้ดูสนุก เข้มข้นเเละน่าติดตามไปจนจบ ส่วนดรามาทำออกมาได้ค่อนข้างดีและถึงอารมณ์ ดนตรีประกอบเพราะดี เเสดงความเป็นตุรกีได้ดี งานสร้างเเละการถ่ายทำก็ถ่ายได้สวยเเล้วก็ทำให้ซีรีส์นี้ทวีคูณความน่าสนใจ นักเเสดงเล่นดี [นางเอกน่ารักมากอีกแล้ว] ฉากเเอ็คชั่นมันส์ดี ชีรี่ส์มีทิ้งปมไว้รอซีซั่นต่อไป [ ซีซั่นที่2 ที่มีการยืนยันเเล้วว่ามาเเน่ ]

ซีรีส์จากNetflix ที่คล้ายหนังขุนพันธ์ของไทย แต่นี้คือฉบับตุรกี ความยาว: 40 นาทีต่อตอน [10 ตอน] ซีรีส์เเอ็คชั่นดรามาเเฟนตาซีเรื่องใหม่จากตุรกี ที่ในตอนนี้ิมีการยืนยันเรียบร้อยเเล้วว่าจะมี2 ซีซั่นครับ รับชมได้แล้ว บน Netflix พร้อมกันทั่วโลก

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว NETFLIX

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ Goedam ผีบ้าน ผีเมือง

รีวิว ซีรี่ส์ Goedam ผีบ้าน ผีเมือง ซีรี่ส์เรื่องสั้นสยองขวัญจากเกาหลี สยองสั้นกระชับหลอนจัดหมาหอนกันเลย [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรี่ส์ Goedam ผีบ้าน ผีเมือง เป็นซีรีส์แนวผีๆ ของทางเกาหลีครับ ลงฉายในสตรีมมิ่งอย่าง Netflix มาในรูปแบบของเรื่องสั้นเป็นตอนๆไป เฉลี่ยอยู่ที่ตอนละประมาณ 8-10 นาทีเท่านั้น โกดัม นี้ก็เป็นภาษาเกาหลีที่แปลว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับผี และเน็ตฟลิกซ์ไทยก็แปลมาว่าผีบ้าน ผีเมือง นั่นเอง และซีรีส์สั้นฉบับที่ลงในเน็ตฟลิกซ์นี้ก็มีความยาว 8 ตอน แต่ละตอนจบในตัวด้วย ก็เรียกว่าคัดมาแบบเน้น ๆ เข้าประเด็นกันไวเลยทีเดียว

ด้วยความยาวที่ว่ามาทำให้ผู้สร้างเน้นไปที่การปูเรื่องแล้วพาเข้าฉากสยองให้ไวที่สุด ความรวบรัดนั้นทำให้หนังแต่ละตอนดูวูบวาบมากด้วยจังหวะการเล่า และภาพความสยองที่รุนแรงจัด ๆ อย่างผีที่ร่างโชกเลือด ตัวบิดเบี้ยว หรือร่างกายอวัยวะขาดจากกัน คือสะใจสายโหด สายไม่เยิ่นเย้อเลย แถมนักแสดงส่วนใหญ่ก็หล่อสวยหน้าตาดีเจริญหูเจริญตาตามสไตล์เกาหลีด้วย

ในแต่ละตอนก็จะมีผีออกมาแตกต่างกันไป ซึ่งก็เหมือนกับตำนานเรื่องผีที่เล่าต่อๆ กันมาในหลายๆ ประเทศนั่นแหละครับ มีทั้งเรื่องในโรงเรียน ผีลิฟท์ ผีแท็กซี่ ผีธรณีประตู ผีคนทรง ไปจนกระทั่ง ผีโซเชียลยังมีเลย

สำหรับแต่ละตอนก็มีความน่าสนใจและคล้ายตำนานเมือง เรื่องเล่าผีที่คล้ายๆ กันในประเทศฝั่งตะวันออก อย่างตอนแรกที่ว่าด้วยเรื่องของนักเรียนหญิงที่นั่งหลังโต๊ะเพื่อนที่เสียชีวิตทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เวลามองที่ดอกไม้ไว้อาลัยที่อยู่บนโต๊ะตัวหน้า เธอเลยขอตัวไปห้องน้ำ แล้วจากนั้นห้องข้างๆ ก็มีเสียงประหลาด หรือตอนเรื่องของเด็กผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายโดยกระโดดให้รถทับจนตัวขาด แล้วกลายเป็นเรื่องหวาดผวาของเพื่อนร่วมชั้น ก็มีความคุ้น ๆ เรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา แต่มีรายละเอียดและความน่ากลัวด้านภาพเสริมจนเหวอไปเลยเวลาดู

ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องหายไปเพื่อให้เรื่องรวบรัด แต่ก็ดูเป็นความจงใจของการเล่าเรื่องคือ คำอธิบาย ในแต่ละตอนนั่นเอง บางตอนคนดูพออนุมานได้ว่าทำไมตัวละครนี้จึงต้องเผชิญเรื่องนี้ หรือผีตนนี้ทำไมต้องอาฆาตรุนแรงนัก แต่หลายๆตอนก็ปล่อยว่างเป็นพื้นที่สุญญากาศที่ให้จินตนาการผู้ชมหาเหตุผลเอาเอง

ทั้งนี้ก็ทิ้งคำใบ้นิดๆ หน่อยๆ ไว้ในตอนอื่น ๆ พอให้เชื่อมได้ว่าทุกเรื่องอยู่ในจักรวาลเดียวกัน หรือบางครั้งก็อยู่ในพื้นที่เดียวกันนั่นเอง ต้องขอบอกนะว่าหนังเรื่องนี้เป็นแค่ตอนสั่นๆ เท่านั้นซึ่งถ้าหากท่านดูแบบเผลินๆ ก็อาจจะมีงงบ้างสักหน่อยกับการที่ไม่มีที่ไปที่มาของเรื่อง สำหรับแต่ละตอน

เป็นซีรีส์แนวผีๆ ของทางเกาหลี ลงฉายในสตรีมมิ่งอย่าง Netflix มาในรูปแบบของเรื่องสั้นเป็นตอนๆ  ถ้าอยู่บ้านว่างๆ อยากหาอะไรหลอนๆ ดู แอดแนะนำเลย เรื่องนี้หลอนเข้าตาแน่ๆ และอย่างที่บอกว่ามันเป็นซีรี่ส์สั้น แอดใช้เวลาดูทั้งหมด 8 ตอนรวบยอดเลยไม่ถึงชั่วโมงครึ่งเลยครับ ลองหาดูกันครับ ซีรีส์ผีเกาหลี ที่ Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ เกาหลี Blood เทพบุตรแวมไพร์

รีวิว ซีรีส์ เกาหลี Blood เทพบุตรแวมไพร์ ซีรีส์เรื่องนี้แนวแวมไพร์พระเอกหน้าหล่อนิสัยเย็นชา มีจำนวนตอน 20 ตอน และมี 1 ซีซัน เรื่องนี้อยากจะบอกว่ามันสนุกมาก ส่วนตัวชอบแนวแวมไพร์อยู่แล้ว [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ เกาหลี Blood เทพบุตรแวมไพร์ พระเอกของเรื่อง พัคจีซัง  เป็นแวมไพร์ ที่เกิดจากพ่อแม่ซึ่งเป็นแวมไพร์เช่นกัน แต่ทั้งพ่อและแม่กลับถูกฆาตกรรม ทำให้เขาต้องการสืบว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการตายนี้ รวมถึงหาวิธีแก้ไขให้ตัวเองกลับเป็นมนุษย์ปกติ โดยใช้ชีวิตแผงตัวปะปนอยู่กับมนุษย์ด้วยการเป็นศัลยแพทย์ผู้เก่งกาจ และได้เข้าทำงานที่ รพ.แทมิน และได้พบกับหมอ ยูริต้า ที่ยิ่งทำงานด้วยกันนานวันก็เหมือนจะยิ่งได้รู้ถึงความลับของตัวเขา รวมถึงเกิดความสัมพันธ์ระหว่างกันขึ้น รวมถึง ผอ.อีแจอุค ที่เป็นบุคคลน่าสงสัย และดูเหมือนจะมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับการตายของพ่อแม่เขา

เรื่องนี้เกริ่นเรื่องราวของพระเอกนานไปนิด ใช้เวลาเกือบ 2 ตอน กว่าจะเข้าใจว่าพระเอกเป็นมายังไง เกือบจะหมดสนุกกันทีเดียว แต่ความน่าติดตามมันทำให้ยังดูต่อไง แล้วก็ไม่ผิดหวังเลย ดารานักแสดงทุกคนเล่นดีมาก โดยเฉพาะป๋าจีจินฮี ที่พลิกคาแร็กเตอร์มารับบทร้ายเป็นครั้งแรก ดูทรงพลัง ดูน่ากลัว และภายใต้รอยยิ้มนั้นมันเหมือนแอปเปิลอาบยาพิษชัดๆ

ส่วนคู่พระนางเราจะได้เห็นตั้งแต่เกลียดขี้หน้ากัน จนมาเกิดเป็นความรักซะอย่างนั้น ช่างน่ารักไรแบบนี้ แวมไพร์ที่แสนเย็นชาก็ดูจะอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เวลาจีบกันนี่แบบฟินไป นางมีความยิ้มอ่อน ค่อยๆหว่านสเน่ห์แบบตั้งตัวกันไม่ทันเลยทีเดียว

เนื้อเรื่อง ดูแบบลุ้น ว่าจะหาทางแก้ไขไวรัสได้มั้ย พระเอกจะหลุดโหมดแวมไพร์อยากกินเลือดเมื่อไหร่ รวมถึงมีพลิกล็อกเนื้อเรื่องเบาๆ คือหลอกคนดูมาครึ่งค่อนเรื่อง คือเรื่องสนุกมาก แต่ตอนจบค้างๆไปหน่อย เหมือนให้เราไปมโนต่อกันเองว่ายังไง แต่ด้วยความที่ชีวิตจริงรักกันนอกจอนี้รู้สึกเหมือน Happy Ending จะให้อภัยกับตอนจบก็แล้วกัน ก็ชอบทั้งคู่เลยนี่นา [ ถูกใจเจ้ข้างบ้านเขาละ ]

เรื่องนี้นอกจากจะแนวแวมไพร์ รักโรแมนติกแล้วยังมีดราม่าด้วยคือส่วนที่โรแมนติกก็ฟินจิกหมอนขาด ส่วนที่ดราม่าก็ดราม่าหนักมาก ร้องไห้อย่างกับเขื่อนแตกกันเลยทีเดียว พระเอกหล่อมาก หมอที่เป็นแวมไพร์ หื้อพ่อคุณ[ หล่อเกินหน้าเกินตาแอด ] ได้ไงง ทีแรกก็งง เอ้าได้หรอ พอเปิดดูตอนแรกครั้งแรก อ่ะให้อภัยเพราะนางเอกสวยมากอะนะ เนื้อหาแบบดีงามมากอ่ะ แค่ตอนแรกก็น้ำตาตกแล้ว ลุ้นมาก บีบหัวใจที่สุด แบบชอบอ่ะใครชอบแนวเลือดจริงผ่าตัดให้เห็นจริงๆยิ่งแนะนำให้ดูเลย ซีซัน1จำนวนตอน 20 ตอน netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ซีรี่ส์ เกาหลี

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง Howling Village อุโมงค์ ผีดุ

รีวิว หนัง Howling Village อุโมงค์ ผีดุ ผลงานกำกับของ ผู้กำกับหนังสยองขวัญอย่าง Ju-On และ Howling Village อุโมงค์ผีดุ ซึ่งอ้างอิงจาก อุโมงอินุนาคิ และสร้างความสะพรึงต่อชาวญี่ปุ่นจนคว้าอันดับ 1 BOX OFFICE ประเทศญี่ปุ่น [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว หนัง Howling Village อุโมงค์ ผีดุ หนังว่าด้วยเรื่องราวเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นรอบตัวนักจิตวิทยาสาวโมริตะ คานาเดะ มี ตั้งแต่ผู้หญิงร้องเพลงเด็กพี่น้องสูญหายและปริศนาการตายต่อเนื่องที่ไม่ทราบสาเหตุเธอฉุกคิดได้ว่าทุกคนในนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุโมงค์ อินุนากิ ที่ถูกสาป คานาเดะ มุ่งไปยังอุโมงค์เพื่อตามหาความจริง

“ยูมะ” และ “อากินะ” แฟนสาวของเขา ได้เผลอรับโทรศัพท์ปริศนาที่ตู้สาธารณะ แล้วลองเข้าไปยังอุโมงค์ อินุนากิ เพื่อเล่นกิจกรรม “ทดสอบความกล้า” ซึ่งพวกเขาเกือบจะถูกฆ่าตายและดูเหมือนว่า อากินะ จะเสียสติไปแล้ว ยูมะ ได้ปรึกษากับน้องสาว “คานาเดะ โมริตะ”  จิตแพทย์ที่มีสัมผัสที่หก เพื่อหาสาเหตุของอาการของ อากินะ หลังจากนั้นไม่นาน อากินะ ก็ฆ่าตัวตาย ทำให้ยูมะได้พาพรรคพวกกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เพื่อหาความจริง แต่เพื่อนของเขาก็เสียชีวิตอย่างลึกลับ ในตู้โทรศัพท์ใกล้หมู่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่นอกอุโมงค์

เมื่อยิ่งสืบ ก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวของหมู่บ้านนี้ชัดเจนขึ้น มันมีเหตุบางอย่างที่ทำให้หมู่บ้านนี้ และอุโมงค์ปริศนายังคงอยู่ คานาเดะ ก็เริ่มที่จะตระหนักดีว่าบรรพบุรุษของเธอ ก็อาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวก็เป็นได้

อุโมงค์อินุนากิ ตั้งอยู่ในจังหวัดฟุกุโอกะ ที่นี่ถูกสร้างในช่วงปี 1886 และสร้างเสร็จในปี 1949 แต่ด้วยความที่อุโมงค์นี้ตั้งในป่าลึก และวังเวง ทำให้รัฐบาลได้สร้าง “อุโมงค์ใหม่ อินุนาคิ” เพื่อทดแทน ส่วนอุมฌงค์เก่านั้นถูกปิดตาย และกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมของเหล่ากุ๊ย นักซิ่งแว้น และยากูซ่า ที่มักจะเอาศพคู่อริมาทิ้งหมกไว้ที่นี่ และยังเป็นหนึ่งในที่ๆยอดฮิตในการฆ่าตัวตาย คดีฆาตกรรม

สรุปโดยภาพรวมแล้ว Howling Village อุโมงค์ผีดุ จึงเป็นภาพยนตร์ที่ทำออกมาได้ เกือบดี ภาพรวมนั้นเล่าเรื่องได้น่าสนใจ มีการผูกเงื่อนงำให้ชวนน่าติดตาม มีจังหวะจะโคนความหลอนและตกใจที่ดีงามชวนขนลุก แต่มีปัญหาในตอนจบที่รู้สึกว่าเล่นใหญ่ไปหน่อย และมีช่องโหว่อยู่บางจุด โปรดัคชั่นโดยภาพรวมนั้นทำได้โอเค ไม่ได้เน้นความล้ำมากมาย แต่ก็นำเสนอภาพด้วยเทคนิค

พิเศษสเปเชียลเอฟเฟ็คพื้นฐานได้อย่างดี สมจริง เพลงประกอบก็หลอนใช้ได้ ใครเป็นคอหนังผีญี่ปุ่น ชอบงานของผู้กำกับหนังผีจูออน ชอบฟีลหนังผีญี่ปุ่นหมู่บ้านหลอนๆ ไม่ผิดหวังแน้นอน แอดขอบอก

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง GHOSTS OF WAR โคตรผีดุแดนสงคราม

หลอกแล้ว หลอกอีก เมื่อทหารสงครามโลก ติดกับดักบ้านผีสิง [ ไม่สอยเท่าไหร่ ]

รีวิว หนัง GHOSTS OF WAR โคตรผีดุแดนสงคราม ปี 1944 ในช่วงที่การสู้รบระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตร และนาซีกำลังถึงจุดสิ้นสุด ทหารอเมริกัน 5 นาย ได้รับภารกิจปกป้องคฤหาสน์เก่าแก่แห่งหนึ่งในฝรั่งเศสจากการโจมตีของนาซีเยอรมัน แต่พวกเขาต้องเจอกับเหตุการณ์ลึกลับ ชวนขวัญผวาที่พัวพันกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติ และการหลอกหลอนของคฤหาสน์หลังนี้ ก็เรียกได้ว่า จัดเต็มมาตั้งแต่ เสียง ร่องรอยปริศนาที่ชวนจินตนาการความโหดร้ายที่เคยบังเกิด การผลุบ ๆ โผล่ ๆ ของวิญญาณ ภาพถ่ายสุดหลอนของครอบครัวเจ้าบ้าน รวมถึงมุกการหลอกที่อาจไม่แปลกจากหนังผีที่เคยชม แต่ก็ได้ผลในการดึงความสนใจเราได้ตามสูตรสำเร็จอยู่ดี ว่าเงื่อนไขการหนีตายเอาชีวิตรอดจากคำสาปเหล่านี้ แท้จริงคืออะไรกันแน่?

GHOSTS OF WAR เป็นหนังเซอไพรส์ที่สุด ที่ดูจบแล้วอึ้งไปพักหนึ่ง ว่าเราควรจะรู้สึกยังไงกับหนังเรื่องนี้ดี เพราะมันเซอไพรส์สุดๆ และอึ้งกับตอนจบ เป็นหนังสยองขวัญที่มีจังหวะ Jump Scare หรือ ผีตุ้งแช่เยอะมากๆ ทั้งมาแบบแอบๆ หลอนๆ และมาแบบให้ตกใจเลยจริงๆก็มี แต่มันดันมีบางฉากที่รู้สึกว่า หนังมันทำให้ขำมากกว่า ซึ่งส่วนตัวแล้วแอดรู้สึกว่ามันไม่ใช่จุดพลาด แบบตั้งใจให้กลัวแต่ดันขำ คือ มันขำจริงๆ และได้อารมณ์ล้อหนังสยองขวัญด้วยหน่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันตัวหนังเอง ก็เป็นหนังสยองขวัญด้วย ทำให้บางช่วงรู้สึกแปลกๆ ว่าจะให้กลัวหรือจะให้ขำ แอบรู้สึกมันมีความอาร์ทเบา ๆ

เป็นหนังผีที่พล็อตเรื่องโคตรล้ำ คาคเดาไม่ได้ ผีก็แบบน่ากลัวพอใช้ได้เลย ฉากตุ้งแช่ค่อยข้างเยอะพอสมควร แถมได้ผลเกือบจะทุกอย่าง ทำคนดูสะดุ้งกันเป็นแถว แล้วยิ่งบวกไปกับบรรยากาศหนังที่เล่าย้อนไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทหาร 5 นาย ต้องปกป้องคฤหาสน์ร้าง ยิ่งทำให้หนังดูขนลุกขึ้นไปอีก ฉากต่างๆของหนังก็ทำได้ดีสามารถพาคนดูย้อนไปเหมือนอยู่ในเหตุการณ์ช่วงนั้นได้เลย แต่เอาจริงๆแล้วเนื้อเรื่องของหนังไม่ค่อยมีอะไรเลย ชอบในความที่หนังทำออกมาให้คาคเดาไม่ได้เนี้ยล่ะ เป็นหนังผีที่เยี่ยมเลย นอกจากนั้นยังมีมุกตลกแทรกมาในหนังด้วย เพื่อไม่ให้คนดูกลัวผีจนเกินไป

หนังเต็มไปด้วยปริศนาหลายอย่าง ที่ทำให้เราอยากรู้ และสงสัยเพิ่มมากขึ้น ก่อนจะเฉลยด้วยฉากจบที่อาร์ทที่สุดแห่งปี จนเครดิตขึ้นแล้วเรายังนั่งนิ่ง ๆ ไปอีกพักใหญ่ๆ เชื่อว่าถ้าบางคนไม่ชอบ ก็อาจจะเกลียดไปเลย แต่ส่วนตัวแอดเฉยๆนะ แอดว่ามันก็แนวดี เพราะ GHOSTS OF WAR ก็เดินเรื่องมาแบบกลางๆ ดูเพลินๆ น่ากลัวบ้าง ขำบ้าง มาตลอดทั้งเรื่อง จะจบแบบแหกขนบไปบ้างก็น่าจดจำดี ว่ามีคนกล้าทำแบบนี้ด้วย

นี่เป็นหนังสงครามแบบสยองขวัญที่มีความไม่ดาดดื่น ได้ทั้งบันเทิงแบบตลาด ๆ และข้อคิดแบบเหนือ ๆ ใครชอบความท้าทายและการหักมุมแบบเกิดคาดเดา แอดก็อยากแนะนำใครที่อยากสัมผัสหนังผีเนื้อเรื่องสุดล้ำแบบนี้ GHOSTS OF WAR โคตรผีดุแดนสงคราม ไม่ควรพลาดเลยล่ะห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง คืนยุติ-ธรรม

เมื่อ มวลรวม ความอยุติธรรม ในสังคมไทย ถูกตกตะกอน คนคลั่งเพื่อแก้แค้น จึงบังเกิด [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง คืนยุติ-ธรรม มานพ ชายหนุ่มผู้มีอนาคตอันสดใส ทั้งเรื่องการงานและความรัก และกำลังจะแต่งงานกับ ดวงใจ แต่อนาคตของเขากลับต้องพังทลาย เมื่อ ดวงใจ โดนเจ้านายที่ชื่อ สิทธิชน ข่มขืน ทำให้มานพโกรธแค้นจึงไปทำร้ายสิทธิชนที่บริษัท นำไปสู่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อ สิทธิชน พลั้งมือยิงดวงใจตาย ส่วนมานพได้รับบาดเจ็บสาหัส และตื่นขึ้นมาพร้อมตกเป็นผู้เป็นต้องหาในคดีฆ่าภรรยาตัวเองจนเขาต้องติดคุก

หลังจากออกจากคุกเขาได้พบกับ กานดา จิตแพทย์สาวที่อาสาเข้ามาเยียวยา อาการป่วยทางจิตใจของเขา แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปเธอกลับค้นพบ มานพ อีกคนที่เธอไม่รู้จัก ที่ลุกขึ้นมาตั้งตนเป็นศาลเตี้ยทวงความยุติธรรม แก่สังคมด้วยความรุนแรงในทุกค่ำคืน ยิ่งค่ำคืนล่วงเลยความรุนแรง ก็ทวีความโหดเหี้ยมจนกลายเป็นการนองเลือด และนำไปสู่ความจริงปริศนาที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด

เป็นหนังดราม่าและธริลเลอร์ ยิ่งเรื่องการใช้โรคทางจิตมาเป็นปมขยายเรื่อง ให้มีหักไปหักมาอย่างมีนัยสำคัญก็ด้วย แต่กระนั้น ภาพรวมของหนังถือว่ามีคุณภาพ บางฉากดีมาก ๆ เพลงมีความเกินเบอร์ในฉากบางฉากอยู่เยอะ ราวกับจะช่วยสุดกำลังให้ซีนต่างๆ น่าสนใจอยู่ตลอดเรื่องเหมือนกลัวคนดูเบื่อ

ช่วงแรก เล่าเรื่องหลายชั้นให้คนดูเข้าใจได้ง่ายขึ้นแต่ต้น ทั้งการใช้ข้อความเล่าว่า นี่เป็นการย้อนอดีตถึงเหตุการณ์ ฆ่าหลายศพในคืนเดียวที่ถูกเรียกขานว่า คืนยุติ-ธรรม แล้วยังเล่าชั้นต่างๆ ที่ตัดสลับไปพร้อมกัน ทั้งตัวเหตุการณ์ คืนยุติ-ธรรม เหตุการณ์ที่ทำให้มานพติดคุก เรื่องราวก่อนหน้าที่หมอกานดามารักษามานพ เรื่องราวของหมอกานดา ที่ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนหลังคดี คืนยุติ-ธรรม

คือหนังมีหลายชั้นและพยายามหลอกล่อคนดูให้ประหลาดใจ กับข้อมูลที่ซ่อนไว้ จนทำให้การเล่าเรื่องที่ควรเคลียร์ๆ อย่างน้อยแยกช่วงเวลาต่างๆ ให้ขาดกันด้วยภาพหรือเทคนิคทางภาพยนตร์ เพียงช่วงแรกที่เรายังมึนกับวิธีเล่าของมัน พอจับทางเรื่องได้ตรงจุดนี้ก็จะไม่เป็นปัญหามากนัก

สิ่งที่ต้องชื่นชม คงเป็นความหาญกล้าในการนำเสนอเรื่องราวแนวดราม่าธริลเลอร์ โดยจับประเด็นเรื่องความ อยุติธรรมต่างๆ ที่คุ้นหูคุ้นตาในข่าวต่างๆ มาประสมใหม่ให้เข้มข้นน่าสนใจ ชวนรู้ชวนดูได้ สร้างพื้นที่ใหม่ๆ ให้วงการหนังไทยได้แก้เลี่ยนบ้าง และต่อเนื่องมาให้ชื่นชมคือการเขียนบท ที่ใส่ใจพยายามให้มีลูกเล่นมากกว่าตีหัวเข้าบ้าน ตรงนี้ขอชื่นชมในความพยายามใส่ใจในการเขียนบท ซึ่งหนังไทยยุคใหม่ๆ เริ่มให้ความสนใจตรงนี้กันมากขึ้น หมดแล้วยุคที่เอาหน้าหนัง เอาดารานำแล้วบทหนังจะเป็นอย่างไรก็ได้ ต้องบอกว่าหนังเรื่องนี้ไม่ดูถูกคนดู น่าจะตรงสุด

ส่วนที่ขอชมสุดติ่งหัวใจ ต้องยกให้การสร้างตัวละครที่ดี และเหล่านักแสดงนำที่ตอบสนองกับการเป็นตัวละครได้ยอดเยี่ยมมากๆ ก๊อต ในบทบาทของ มานพ จัดว่าทำการบ้านเรื่องคนที่มีอาการทางจิตดีสุดๆ ในตอนที่เป็น มานพ น่าประทับใจมากๆ นอกจากนี้ดาราสมบทอื่นๆ ทั้งหน้าใหม่ทั้งรุ่นเก๋า ต่างก็นำเสนอตัวละครผ่านการแสดงได้ดีจริงๆ ต้องบอกว่า การแสดงคือปัจจัยเด่นเด้งสุดในหนังเรื่องนี้จริงๆ และประเด็นนี้ประเด็นเดียวก็พอที่จะให้ทุกคนได้สนุกกับหนังแล้ว [ แต่ที่น่าสงสัยเสียเหลือเกินว่าพระเอกไปฝึกกับจอห์น วิก มาตอนไหนกันนะถึงเก่งเวอร์ขนาดนั้น ] ดูคืนยุติ-ธรรม ได้แล้ว บน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์ ไทย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ ARES ชมรมเขย่าขวัญ

ซีรี่ส์สุดดาร์คจากประเทศเนเธอแลนด์ เรื่องราวของหญิงสาววัยรุ่นนักเรียนแพทย์ที่ผลักดันตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมลึกลับของชนชั้นสูงที่กุมความลับของประเทศนี้ไว้ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ARES ชมรมเขย่าขวัญ สมาคมลับผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของฮอลันดานับหลายร้อยปีถึงปัจจุบัน ทุกปีจะมีการแสวงหาสมาชิกใหม่ เพื่อมาเข้าสมาคม รายการแสวงหานั้นบุคคลที่ถูกคัดเลือกมักจะเป็นลูกผู้ลากมากดี ลูกหลานที่เคยเป็นสมาชิกมาแล้ว หรือคนที่มีความพิเศษบางอย่าง เมื่อไหร่จะรับคัดเลือกจะต้องผ่านพิธีกรรมการคัดเลือกจากทางสมาคมอีกครั้ง ด้วยพิธีกรรมแปลกประหลาด แต่เมื่อใครได้เข้ามาอยู่แล้วจะมีความสุขสบาย แต่ความสุขสบายนั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ บางอย่างที่ทำให้ขนพองสยองเกล้า

โรซ่า นักศึกษาแพทย์สาว ที่มีความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ผู้ที่อยู่กับแม่ที่มีอาการซึมเศร้าขั้นรุนแรง วันหนึ่งเธอได้รับโอกาสจากพี่ชายของเธอให้รู้จักกับสมาคมลับชื่อว่า ARES เธอรู้จักกับหญิงสาวที่อยู่ในนั้นแล้วพูดกรอกหูเธอว่าคนที่จะเข้ามาอยู่นั้นจะต้องเป็นคนพิเศษ และด้วยนิสัยส่วนตัวของเธอ เธอจึงพยายามเข้าร่วมสมาคมนี้ให้ได้แม้จะต้องทิ้งบุพการีไว้เบื้องหลังก็ตาม แล้วก็แน่นอนว่าเธอเป็นบุคคลพิเศษ เป็นที่จับตาของสมาชิกของสมาคม และเธอนั่นแหละที่จะทำให้สมาคมลับที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์นั้นเปลี่ยนโฉมหน้าไปตลอดกาล

จัดได้ว่าเป็นซีรี่ส์ที่มีแต่ความมึนงงตลอดทั้งเรื่อง จะเรียกว่าเป็นซีรี่ส์สุดอินดี้เลยก็ว่าได้ เอาเฉพาะตอนเปิดหัวมาตอนแรก ทำให้เห็นเด็กนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่มีความมั่นใจในตัวเอง เข้ามหาวิทยาลัย ผ่านการรับน้องของมหาวิทยาลัย ถูกชักชวนเข้าสมาคม มีความรักกับคนที่สมาคม แล้วที่พิธีแห่งหนึ่ง อยู่ดี ๆ เธอก็เดินมาที่โต๊ะ หยิบกรรไกร แทงคอตัวเอง แล้วก็ปาดคอตัวเองตาย แค่นั้น แล้วไม่บอกอะไรเลย อินดี้สุด ๆ

เรื่องราวของสมาคม AERS จะถูเล่าผ่านตัวละครเอกของเรื่อง ซึ่งตัวละครเอกรู้เรื่องอะไรมาเราในฐานะคนดูก็จะรู้ตามเธอ ตัวเอกของเรื่องจึงเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของคนดูที่จะเข้าไปรู้จักสมาคมนี้ โดยน้ำหนักโดยรวมแล้ว ะเล่าถึงเรื่องราวในสมาคมเป็นส่วนใหญ่ว่าภายในมีอะไรบ้าง มีพิธีกรรมอะไรบ้าง มีความซับซ้อนอย่างไรบ้าง ความเป็นมาของสมาชิกเป็นอย่างไรบ้าง การกินการอยู่อะไรบ้าง กล่าวโดยสรุปก็คือในซีซัน 1 นี้เขาทำให้เราเห็นว่า ARES คืออะไร เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ลงลึก ลงไปถึงขั้นที่ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรคงเข้าใจว่าน่าจะนำมาให้เราเห็นในซีซันต่อ ๆ ไป

ซีรีส์ทิ้งปมปัญหาเอาไว้เยอะมาก 6 ตอนแรกแทบจะไม่มีการเฉลยอะไรเลย จะไปเฉลยทีก็คือตอนที่ 7 ตอนปลายและก็ตอนที่ 8 แต่ถ้าหากคุณสังเกตให้ดี ซีรีย์ได้เผย กุญแจสำคัญวางทิ้งไว้ตลอดเรื่อง ซีรีส์เฉลยปมสำคัญที่สุดในช่วงท้ายเรื่อง แต่หากถ้าใครไม่รู้บอกเลยว่าจะต้องงงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้เลยว่าซีรีส์จะต้องการสื่ออะไร หากจะพูดอีกทีหนึ่งก็คือหากเป็นคนเนเธอร์แลนด์ดูซีรีย์เรื่องนี้ก็คงจะเข้าใจมากเลยทีเดียว ซีรี่ส์มีความระทึกขวัญ สยองขวัญ ลึกลับ ลี้ลับ สอดแทรกเรื่องราวสิ่งเหนือธรรมชาติ มีจิตวิทยาผสมอยู่ด้วย หากมองดูภาพรวมที่มาที่ไปรวมไปถึงบทสรุปแล้ว ก็นับว่ามีเหตุมีผลดี เฉลยตอนจบได้ดีงาม ที่ดีงามกว่าคือการทิ้งท้ายเพื่อเข้าสู่ซีซัน ต่อไป

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ resizer-1.jpg

แม้ซีรีส์มีทั้งหมด 8 ตอน ตอนละ 30 นาทีเท่านั้น แต่รู้สึกว่า มันยาวนานเหลือเกิน ยอมสารภาพว่ามีหลายจุดน่าเบื่อมาก[ส่วนตัวคิดว่าโอเคอยู่นะ] แต่คิดว่าซีซั่น 2 เขาจะมีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจรวดเร็วกระชับให้มากกว่านี้ หลายปมปัญหาก็ค่อย ๆ เฉลยบ้างก็ได้ หรือจะเป็นคลายปมหนึ่งแล้วซะอีกมุมหนึ่งบ้างก็ได้ อย่างน้อยเวลาดูก็รู้สึกว่ามันมีอะไรก้าวหน้าขึ้นบ้าง แต่ในตอนท้ายที่มีการเฉลยก็เห็นแววดีอยู่บ้างเลยนะ อย่างไรก็จะคอยติดตามชม season 2 ครับ สำหรับ ARES ใครชอบความลี้ลับผสมประวัติศาสตร์ ดูแล้วลุ้นละทึกแบบอินดี้ ผมขอแนะนำ ฉายแล้วทาง Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix          

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms


รีวิว ภาพยนต์The Call : สายตรงต่ออดีต(2020)

เมี่อสัญญาณสายต่อถึงคนในอดีต ที่อยู่บ้านเดียวกัน เรื่องระทึกขวัญจึงเริ่มขึ้น ระทึกแทบลืมหายใจ กับความซับซ้อนที่ดูง่าย พลิกไปพลิกมาตามแบบฉบับเกาหลีที่ที่พยายามมองหาความขัดแย้งในตัวงานแล้วก็ยังไม่เจอ ด้วยการแสดงชั้นยอดและบทชั้นเยี่ยมที่พูดได้เลยว่า คิดได้ยังไง [ไม่สปอยนะ]

 
 

รีวิว ภาพยนต์The Call : สายตรงต่ออดีต เป็นเรื่องราวของ ซอยอน หญิงสาวที่อาศัยอยู่ในยุคปัจจุบัน ที่วันนึงเธอได้รับสายปริศนาจากโทรศัพท์บ้าน ในบ้านใหม่ที่เธอเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน หลังจากที่บ้านเก่าของเธอไฟไหม้จนต้องสูญเสียพ่ออันเป็นที่รักไป เธอจึงได้แต่โทษว่าเป็นความผิดของ มาตลอดชีวิต สายปริศนาที่เธอได้รับถูกโทรมาจากอดีตในปี 1999 จากหญิงสาวที่ชื่อว่า ที่อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงที่เป็น ที่มักจะทารุณกรรมเธออยู่เสมอ โดยอ้างว่าจะขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่สิ่งอยู่ในตัวยองซุกให้ออกไป โดยวันหนึ่ง ยองซุก ได้ยื่นข้อเสนอว่าเธอสามารถช่วยไม่ให้พ่อของซอยอนตายได้ และเธอก็สามารถทำได้จริงๆ ทำให้ปัจจุบันที่ซอยอนอยู่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงยิ่งแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น จนวันนึงซอยอนได้ช่วยชีวิตยองซุกจากเงื้อมมือแม่เลี้ยง ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของฆาตกรต่อเนื่อง ปีศาจที่จะมาเปลี่ยนชีวิตของซอยอนไปตลอดกาล

โอยองซุก ที่รับบทโดย จอนจงซอ ในเรื่องนี้เรียกได้ว่าพกความโรคจิตมาปล่อยแบบไม่มีกั๊ก ทุกฉากที่เธอออกมาไม่ว่าจะน้ำเสียง แววตา การขยับของร่างกายก็ล้วนบ่งบอกว่าจิตใจของเธอนั้นไม่ปกติ เธอนั่นต้องทนทุกข์กับการโดนทารุณจากแม่เลี้ยงอย่างโหดร้ายมาตลอดหลายปี ทำให้นอกจากบาดแผลทางร่างกายแล้วบาดแผลทางจิตใจที่ถูกทำร้ายก็สะสมจนเธอกลายเป็นคนมีบุคลิกภาพผิดปกติชนิดก้ำกึ่งและต่อต้านสังคม ที่ทวีความรุนแรงในพฤติกรรมการแสดงออกของเธอไปอีกเป็นทวีคูณ เรียกได้ว่าจงซอเล่นได้ไม่ดร็อปเลยแม้แต่ฉากเดียว

ซอยอน ที่รับบทโดย พัคชินฮเย ก็ไต่ระดับความประสาทได้อย่างดีเยี่ยม จากหญิงสาวที่ต้องทนทุกข์จากการเสียพ่อและโกรธเคืองแม่ กลายมาเป็นหญิงสาวที่เพรียบพร้อมและมีความสุขกับการที่ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้าอบอุ่น และต้องกลับมาตกต่ำถึงขีดสุดกับสิ่งที่ปีศาจร้ายอย่างยองซุกหยิบยื่นให้กับเธอ ทำให้เธอต้องฟาดฟีปากและหาทางเอาคืนเพื่อดิ้นรนจากสิ่งที่ยองซุกจะทำให้ได้ ซอยอนในเรื่องนี้เป็นตัวละครที่มีหลากอารมณ์มากๆและน้องผักก็สามารถเข้าถึงทุกบทบาทได้อย่างน่าขนลุก การค่อยๆร้องไห้ไปพร้อมๆกับการเพิ่มวอลลุ่มเสียงไปด้วยทั้งๆที่ต้องแสดงเพียงคนเดียวกับโทรศัพท์เปล่าๆนี่มันน่าทึ่งมากกก!!!

ภาพยนตร์เรื่องนี้ในช่วงต้นเรื่องที่เป็นการเกริ่นนำสามารถทำได้ดีชวนติดตามอยู่พอสมควร ชวนให้อยากรู้และจดจ่ออยู่กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอดีตจะถูกเปลี่ยนเช่นไรส่งผลต่อปัจจุบันอย่างไร ใครจะต้องมาตายเพราะยองซุกอีก และซอยอนจะเอาตัวรอดและเอาชนะยองซุกได้ด้วยวิธีอะไร เนื้อเรื่องมีความค่อย ๆ บีบคั้นและกดดันมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วง 30 นาทีสุดท้ายตัวหนังทำออกมาได้มันส์หยด จนหัวใจจะวาย

นอกจากจะต้องลุ้นระทึกเอาใจช่วยซอยอนและซู้ดปากกับความโหดเหี้ยมของยองซุกแล้ว โปรดักชั่นของตัวหนังก็ทำออกมาได้ดี มีความสดใหม่ ฉากที่ปัจจุบันเปลี่ยนภาพ CG สวยเนียนกริ๊บ มุมกล้อง ซาวน์เสียง โลเคชั่นหรือการจัดแสงต่างๆ ก็ทำออกมาได้สมบูรณ์เป็นตัวเพิ่มความระทึกขวัญ ความกดดันและความหลอนออกให้ออกมาเต็มสตรีมมากขึ้น

โดยรวมถือว่า เป็นภาพยนตร์ที่สนุกในระดับดี ตัวบทนำเสนอออกมาได้น่าสนใจที่สามารถเอาความแฟนตาซีเกี่ยวกับมิติเวลามาผสมผสานไปกับความสยองขวัญ ความลุ้นระทึกสั่นประสานไปกับการฆาตกรรมที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง ผ่านตัวละครที่แทบจะมีแต่ผู้หญิง เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่นักแสดงหญิงต่างก็ปล่อยของโชว์พลังกันไม่หยุดที่ดูได้แล้ว พร้อมกันทั่วโลก ที่ Netflix ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : รีวิว Netflix          

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms

รีวิวซีรี่ส์ October Faction ครอบครัวล่าอสูร Netflix

ซีรี่ส์พล็อตเรื่องน่าสนใจ ดัดแปลงมาจากคอมมิค กับจักรวาลโลกปีศาจ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิวซีรี่ส์ October Faction ครอบครัวล่าอสูร เนื้อเรื่องว่าด้วยครอบครัว อัลลันที่พ่อ เฟร็ด และ แม่ เดโลริส คือนักล่าปีศาจที่กำลังพยายามเกษียณตัวเองจากงานพวกนี้ เพราะว่าเขามีลูกแฝดชายหญิง เจฟฟ์ และ วิฟฟ์ ที่อยากจะให้ลูกๆ ใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่แล้วพวกเขาก็ได้รับแจ้งข่าวการตายของคุณปู่ ซามูเอล อัลลัน จึงต้องกลับมารวมตัวกันที่บ้านของคุณปู่ แต่แล้วพวกเขาก็ต้องไปพัวพันเกี่ยวกับหายนะครั้งใหญ่ เกี่ยวกับการตื่นขึ้นของจอมเวทคนหนึ่ง

โดยรวมแล้วคงต้องบอกว่า October Faction ทำออกมาได้ดีตามมาตรฐานของ Netflix เพราะสามารถสร้างพล๊อตที่น่าสนใจ เห็นได้จากการสร้างจักรวาลว่าโลกของเรามีเหล่าปีศาจมาแฝงตัวอยู่กับมนุษย์ และมีองค์กรเพรซิดิโอ ที่คอยกำกับ และกำจัดเหล่าปีศาจที่คอยออกมาเพ่นพ่าน ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนองค์กรชายชุดดำใน MIB หน่อยๆ

อีกทั้งยังมีการปูเรื่องว่า เฟร็ด และเดโลริส คือนักปราบปีศาจระดับมือพระกาฬ ที่วันๆทำตัวเป็นมนุษย์ลุง กับป้า ที่มีปมปัญหาครอบครัว เพราะลูกๆของเขาต้องย้ายที่เรียนไปเรื่อยๆ เพื่อให้พวกเขาได้ปราบปีศาจ ซ้ำร้ายคือลูกแฝดของพวกเขาก็ไม่รู้ด้วยว่าพ่อแม่ของเขาแท้จริงแล้วทำอาชีพอะไร จะเห็นได้ว่าพล๊อตเรื่องมันน่าดู และดูน่าติดตามเอามากๆ ประกอบกับวิธีการเล่าเรื่องที่ตัดสลับ ปัจจุบัน และอดีตไปเรื่อยๆ ซึ่งคาดหวังว่าเราจะรู้ที่มาของความเก่งกาจของผัวเมียคู่นี้

การเล่าเรื่องเหมือนแยกออกเป็น2ส่วน คือส่วนของพ่อแม่ และส่วนของลูกแฝด โดยในส่วนของ เฟร็ด และเดโลริส เราจะเห็นการตามล่า และเข้าไปพัวพันกับปีศาจต่างๆ แม้ว่าไม่ค่อยมีปีศาจออกมาให้ปราบมากเท่าไรนัก แต่ก็ทำให้เราสนุกเพลินๆไปได้ ในส่วนของลูกแฝด เราจะรู้สึกว่ามันเป็นหนังแนว High School ที่เด็กทั้งสองคนพยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคมให้ได้ และพยายามจัดการกับพลังของตัวเองที่กำลังจะตื่นขึ้น โดย วิฟฟ์ สามารถมองเห็นอนาคตได้ และ เจฟฟ์ สามารถมองเห็นวิญญาณได้

อีกจุดหนึง October Faction คือการพยายามยัด ตัวละครที่เป็นแอฟริกัน อเมริกันเข้ามา ทั้งๆที่ต้นฉบับในคอมมิคไม่มีตัวละครดังกล่าวอยู่ด้วยซ้ำ [ อาจเพิ่มความแปลกใหม่ ] และการปรับตัวละครดังกล่าวนั้นทำให้หนังดูครบรส ดูมีมิติขึ้น บางทีน่าจะมีการเล่าเรื่องของการตามล่าปีศาจ การทำสงครามระหว่างกลุ่มมนุษย์ และจอมเวทย์ที่ตื่นขึ้น น่าจะออกมาสนุกมากๆ แต่ไม่แน่หนังแนวนี้ อาจจะเป็นแนวที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็ได้ ใครที่สนใจอยากดูติดตาม รับชมครอบครัวล่าอสูรได้ทาง Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : รีวิว Netflix          

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms

รีวิวTHEHunt จับล่าฆ่าโหดหนังแนวฆ่าเลือดกระเด็นรับรองมันส์มาก

รีวิวTHEHunt เป็นหนังที่สร้างโดยค่าย Blumhouse ค่ายหนังสยองขวัญ ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังทุนต่ำแต่เน้นความเลือดสาด มีฉากโหดๆ เครื่องในกระจุยจริงๆ The Hunt ก็ไม่ใช่หหนังแนวที่แปลกอะไร และเราก็เห็นกันมาบ่อยแล้ว

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

เรียกได้ว่าหนังเปิดมาได้สนุกและน่าสนใจเลยทีเดียว กับกลุ่มคนที่ถูกจับมา และมีอาวุธป้องกันตัวจากเหล่าคนรวย มาถึงก็เปิดเกมล่าใส่กันไม่ยั้ง นับว่าสนุกและน่าสนใจจริงๆ แถมยังมีการหลอกล่อคนดูเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ ด้วย ว่าเห้ยใครตัวเอกกันแน่วะ (แต่ก็เดาไม่ยากนะ) เราชอบในจุดนี้มากจริงๆ แต่ก็ยังมีจุดที่สงสัยว่า ทำไมต้องให้ตัวละครครอบปาก ถ้าจะให้พวกเขาเอาออกกันง่ายขนาดนั้น – –

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

หนังเพิ่มดีกรีความสนุกเข้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยการนำพาตัวละครมาพบเจอกับเหตุการณ์อื่นๆ นอกจากการไล่ล่า คือพอตัวละครออกมาจากพื้นที่ปิด แทนที่จะเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด กลายเป็นว่าต้องเอาตัวรอดในพื้นที่เปิดกว้าง และระแวงว่าจะเชื่อใจใครได้บ้าง

มันก็สนุกไปอีกแบบหลังจากหนังเปิดเผยตัวละครเอกแล้วมันก็ยังคงสนุกอยู่ ยังคงมีฉากแอ็คชันโหดๆ ให้เห็นกันอยู่ แถมตัวเอกนี้ยังมีคาแรคเตอร์ที่ดูกวนตีนอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้หนังสนุกเช่นกัน

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

แต่หนังดันมาแผ่วปลายซะงั้น เหมือนพอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ความสนุกมันก็เริ่มลดลงๆ เริ่มคุยกันเยอะกว่าแอ็คชัน เริ่มจากเหตุผลในการจับคนมาไล่ฆ่าในครั้งนี้ก็พอเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร และจุดที่ข้องใจมากๆ คือทำไมต้องปิดบังใบหน้าของนายหญิงบอสใหญ่ที่แสดงโดย Hilary Swank ไว้ตลอดทั้งเรื่อง และมาเฉลยในตอนท้ายๆ มันไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเลย ในตัวอย่างก็โชว์หน้าเธอหลาซะขนาดนั้น ไม่เข้าใจเจตนาในการปิดบังใบหน้าเธอเลยจริงๆ และในซีนท้ายเรื่องมันก็สนุกแหละ มีความกวนตีนในฉากสู้กัน แต่มันไม่ได้สนุกหรือน่าสนใจเท่าต้นเรื่องแค่นั้นเอง

สรุปแล้ว The Hunt ผมว่ามันเป็นแนวล่าที่โหดสุดและสมเหตุกับชื่อหนังนะเพราะมันเลือดสาด โหดตามชื่อเรื่องเลยแต่บางจังหวะ ก็ทำให้บางตอนมันแผ่วบางลงตาม เนื้ัอเรื่องครับทำให้บางช่วงนั้นไม่ค่อยสนุก 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์