รีวิวหนัง The Lion King : การ์ตูนอนิเมชั่นที่ใครๆหลายคนปลื้มม

รีวิวหนัง The Lion King คือหนึ่งในอนิเมชันที่โด่งดังที่สุดของทางค่ายดิสนีย์ ที่มีความโด่งดังมากจนมาถึงทุกวันนี้ โด่งดังจนกระทั่งถูกเลือกเอามาทำใหม่ในเวอร์ชันภาพสมจริง จำได้เลยว่าตอนที่ประกาศตัวอย่างครั้งแรก กระแสพุ่งแรงทั่วบ้านทั่วเมืองทั่วโลกเป็นอย่างมาก 

ซึ่ง The Lion King ในเวอร์ชั่นไลฟ์แอ็คชั่นนี้นั้น เป็นการนำอนิเมชั่นมาสเตอร์พีซของดิสนีย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยรายได้สูงสุด ที่กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน นำกลับมาทำให้มีชีวิตชีวา ภาพที่สวย และสมจริงจนลืมไปชั่วขณะว่าทั้งหมดนี้ เกิดจากคอมพิวเตอร์กราฟฟิก CGI ทั้งสิ้น ทั้งยังทำให้ใจละลายไปกับซิมบ้าน้อย ตื่นตาตื่นใจไปกับทุ่งหญ้าสะวันนา และยังหัวเราะไปกับความเพี้ยนของคู่หูทิโมน และพุมบ้า

เปิดเรื่องมาด้วยฉากในตำนาน กับฉากพระอาทิตย์ขึ้นสาดแสงส่องทุ่งหญ้าสะวันนาทำให้เห็นฝูงสัตว์น้อยใหญ่ และที่สำคัญดนตรีประกอบเจ้าของรางวัลออสการ์จากฮานส์ ซิมเมอร์ เพลง Circle of Life บรรยายเรื่องราวการถือกำเนิดของ ว่าที่ราชาซิมบ้า และการเติบโตของเขา ก่อนจะพาเราเข้าสู่เรื่องราวการแย่งชิงบัลลังก์ การพลัดพราก และการเติบ โตของลูกสิงโตน้อย สู่ราชาแห่งแดนทรนงพร้อมกับเพลงสุดไพเราะนั่นเอง

ในงานนี้นั้นผู้ชมนั้นก็จะได้พบกับตัวละครในความทรงจำครบทุกตัว ที่ไม่ว่าจะเป็น ราชามูฟาซา ที่ได้เจมส์ เอิร์ล โจนส์ ผู้พากษ์เสียงต้นฉบับกลับมาให้เสียงพากษ์อีกครั้ง, ราชินีซาราบี คู่ครองของซิมบ้าอย่าง นาลา ที่ได้ตัวแม่ บียอนเซ่มาให้เสียงอันทรงพลัง ตัวร้ายอย่าง สการ์ นกพ่อบ้าน ซูซู และคู่หูที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับเราได้ตลอดอย่าง พุมบ้า และทิโมน โดยได้ผู้กำกับอย่าง จอน ฟาฟวโร หรือแฮปปี้ ในสไปเดอร์แมน ภาคล่าสุดนั้นมานั่งแท่นกำกับที่เขาเคยฝากฝีมือไว้กับ The jungle book ฉบับ ไลฟ์แอคชั่นกันนั่นเอง 

สรุปแล้ว เดอะไลอ้อนคิง เป็นอนิเมชั่นที่น่าสนุกมากเรื่องนึงและหาดูได้ง่ายๆ สำหรับลูกใครที่พึ่งคลอดผมแนะนำให้หา การ์ตูนเรื่องเป็นยอดนิยมของเด็กวัยอ่อนเล็กๆ เลยครับการันตีให้จาก Blusterfilms

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms

รีวิวซีรีส์ Family Business SS1 รับประกันความฮาได้จาก NetFilx ครับ !

เนื้อเรื่องเริ่มด้วยเรื่องราวของตระกูล “ฮาซาน” ที่ เจอร์ราด คนพ่อเข้ามาปักหลักเปิดร้ายขายเนื้อในปารีสมานาน แต่แล้วพอถึงช่วงเปลี่ยนถ่ายให้ลูกๆ มารับช่วงต่อ ทั้งลูกสาวคนโต “ออร์” กับ “โฌเซฟ” ลูกชายคนเล็ก กลับเบื่อหน่ายการขายเนื้อไม่อยากรับช่วงต่อแล้ว และหันเหไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ของตัวเอง แถมร้านนี้ยังใกล้ล้มละลายจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของพ่อ ก่อนที่จะ “โฌเซฟ” จะได้ยินเรื่องวงในจากปากลูกสาวรัฐมนตรีที่หลงรักเพื่อนซี้ 

ทั้งคู่จึงปิ๊งไอเดียเปิดร้านขายกัญชาแทนร้านขายเนื้อของพ่อ แต่ต้องทำยังไงถึงจะให้พ่อของเขายินยอม ก่อนที่เรื่องจะหลุดเข้าหูของยายกับพี่สาว ที่ก็ตาวาวกับธุรกิจใหม่นี้เช่นกันแนวทางของซีรีส์เรื่องนี้เป็นไปตามชื่อเรื่องคือ ธุรกิจครอบครัว เรื่องนำเสนอความฮาจากแผนธุรกิจของแต่ละคนกับกัญชา ที่ตอนแรกต่างคนต่างหวังรวยจากแผนในใจของตัวเอง

แต่ก็กลายเป็นว่าพอแผนแตกทุกคนก็ได้รู้ว่าคิดไปในทางเดียวกันคือเรื่องธุรกิจกัญชาคาเฟ่ แบบที่ “อัมสเตอร์ดัม” เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ‘ดินแดนแห่งกัญชาเสรี’ ที่รู้จักกันดีทั่วโลก ซึ่งการที่จะเปิดร้านกัญชาก่อนใครได้ก็ต้องมาดูต้นแบบที่นี่ ซีรีส์นำพาตัวละครให้มารู้จักกับธุรกิจใหม่ที่เมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งเรื่องโสเภณีที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้เพราะเป็นเรื่องถูกกฎหมายเช่นเดียวกัน 

สรุปเลยนะครับ
มินิซีรีส์ขนาดสั้น 6 ตอนจบซีซั่น ด้วยความยาวแต่ละตอนไม่ถึง 30 นาที แต่เสิร์ฟความฮามาให้ผู้ชมได้ตลอดเวลาไม่หยุดหย่อน แม้มุกตลกอาจจะลามกสัปดนตามสไตล์ฝรั่งไปบ้าง แต่รับรองว่าคนไทยก็คงมีขำไปกับมุกเหล่านี้เยอะ เมื่อตัวเรื่องโฟกัสที่เรื่องกัญชาเสรีแบบเดียวกับที่เป็นกระแสบ้านเราก่อนช่วงโควิด พร้อมทั้งดราม่าชีวิตส่วนตัวสุดอลเวงของทุกคน

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms

 

รีวิวTheSleepover หนังครอบครัว แนวนักสืบจอมโจรที่ไปไม่สุดสักทาง

ก่อนอื่นขออธิบายให้ฟังก่อนว่าเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วทั้งตัวอย่างที่นำเสนอออกมาว่าเป็นหนังเด็ก หนังครอบครัว ที่ให้อารมณ์เหมือน Spy Kid ผสมกับหนังแนวโจรกรรมแบบฮาๆของฝรั่ง เพราะฉะนั้นเรื่องความสมจริงทุกอย่างนั้น ให้เตะทิ้งออกไปให้หมดต้องบอกตามตรงว่า เรื่องนี้จะดูสนุกได้ ถ้าคุณมีความเป็นเด็กสูง หรือถ้าเป็นเด็กที่ชอบดูหนังแนวนี้ เพราะนอกจากหนังจะยัดองค์ประกอบที่เด็กๆน่าจะชอบ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ฉากหน้าเป็ครอบครัวธรรมดาที่เข้าขั้นน่าเบื่อและมีความเพี้ยนสุดๆ แต่กลับมีความลับเหลือเชื่อซ่อนเอาไว้ฐานทัพลับที่มีไอเท็มไฮเทคเจ๋งๆไว้สำหรับทำภารกิจ ให้อารมณ์เหมือน Spy Kidการวางปริศนาที่เชื่อมโยงเอาไว้ ให้เด็กๆตามรอยไปการใส่ประเด็นเรื่อง ความไม่เข้าใจกันระหว่างวัยรุ่นและพ่อแม่ แต่แน่นอนว่า นี่คือหนังเด็ก เพราะฉะนั้นอย่าไปใส่ใจกับความสมจริงอะไรมากนัก เพราะทั้งเรื่องมีพลอตโฮลเต็มไปหมดที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า แม่ของครอบครัวนี้ ไปฝึกวิชาการต่อสู้ระดับทหารมาจากไหน แล้วเธอไปได้พวกอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆที่ถึงระดับสายลับข้ามชาติมาได้ยังไง ถึงแม้ตัวเรื่องจะใส่พลาตมาว่า เธอเคยทำงานให้องค์กรมาเฟียมาก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอที่จะอธิบายความเว่อร์ของตัวแม่อยู่ดี ตัวเรื่องจะมีการแยกเล่าเป็นสองเส้นเรื่องหลักคือ ฝั่งเด็กที่มีก๊วนเด็กสี่คนเป็นตัวนำ ซึ่งนักแสดงเด็กทั้งสี่คนทำได้ไม่เลว การแสดงยังดูล้นๆขาดๆเกินๆไปบ้าง ยังพอให้อภัยได้ มีบางซีนที่ทำได้ดีมากๆด้วยซ้ำอีกเส้นเรื่องจะเป็นการเดินเรื่องทางฝั่งผู้ใหญ่ ที่มีการแทรกเรื่องตัวตนปลอมๆทีต้องสร้างขึ้นมา ว่าแท้จริงแล้วแบบไหนกันแน่ที่เป็นตัวตนแท้จริง ขอสรุปเลยนะครับว่าน่าเสียดายว่า ทั้งสองเส้นเรื่องแม้จะดูน่าสนใจ แต่หนังมันไปไม่สุด จะเลือกเน้นโทนสายลับแนวไฮเทค ก็ไม่ได้ใช้ของหรืออุปกรณ์อะไรเลย จะมาแนวสายลับแนวบู๊แบบก็ทำไม่ถึง มีการสืบสวนตามรอยในแบบดาวินชีโค้ด ก็ไม่ได้เจ๋งอะไรนัก คือทุกอย่างมันดูครึ่งๆกลางๆไปหมด แล้วหนังพยายามหยิบทุกอย่างมารวมกัน มันเลยดูเหมือนเป็นการยำใหญ่สารพัดพลอตเรื่องแนวนี้เข้ามา แต่ไม่กลมกล่อม บทพูดหรือไดอาล็อคก็เป็นแนวเชยๆ ที่ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรมากนัก ตัวร้ายที่มีการหักมุมอาจจะร้องว้าวบ้าง แต่ก็ให้อารมณ์เฉยๆ ไม่น่าแปลกใจอะไรนักหนา ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms