รีวิว หนัง News Of The World

รีวิว หนัง News Of The World ทอม แฮงค์ กับบทตะลุยตะวันตก นักเล่าเรื่องที่พาเด็กกลับบ้าน [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว หนัง News Of The World ทอม แฮงค์ส ในบทผู้กองเจฟเฟอร์สัน คายล์ คิดด์ เรื่องราวของอดีตนายทหารผ่านศึกของสหรัฐในยุคหลังสงครามเหนือใต้ ต้องกลายมาเป็น นักเล่าเรื่อง ได้มาช่วยพา โจฮานนา เด็กหญิงชาวเยอรมันคนหนึ่ง ที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการถูกอินเดียนแดงชนพื้นเมือง เข้าโจมตีและเธอก็ถูกอินเดียนแดงเก็บไปเลี้ยงดู แล้วเติบโตอยู่ในเผ่าไคโอวาของพวกอินเดียนแดง เขาจึงพาเธอร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อพาไปหาญาติที่อาจจะยังมีชีวิตเหลืออยู่

NEWS OF THE WORLD ถือว่าเป็นผลงานระดับกลางๆของ ทอม แฮงค์ส แต่ถ้าหากตัดมาตรฐานของแฮงค์สออกไป นี่คือหนังคุณภาพอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ พล็อตเรื่องเป็นแนว ROAD TRIP ในแดนตะวันตก ผสมผสานบรรยากาศของหนังคาวบอยยุคเก่า บวกกับการสำรวจและค้นหาตัวตนของตัวละครในสไตล์หนังดราม่ายุคใหม่

ที่สำคัญ คือมันไม่ใช่หนังคาวบอยธรรมดา แต่มีการสอดแทรกประวัติศาสตร์ การวิพากษ์สังคมสหรัฐ ไปจนถึงการนำเสนอมุมมองของผู้คนที่ดูเหมือนถูกหลงลืมไป และไม่ค่อยได้ถูกนำมาบอกเล่าเท่าไรนักในหนังคาวบอยตะวันตก โดยเฉพาะการเลือกช่วงหลังสงครามเหนือใต้จบลงไม่นาน แล้วมาเน้นเล่าเรื่องของชีวิตและสังคมของคนฝ่ายใต้ ซึ่งเป็นผู้แพ้สงคราม เป็นการเล่าในมุมที่ค่อนข้างสดใหม่พอสมควร สำหรับหนังคาวบอยยุคนี้

จุดเด่นของหนังคือ เคมีการแสดงระหว่าง ทอม แฮงค์ส และ เฮเลน่า เซนเกล ที่มารับบทเป็นเด็กหญิง โจฮานนา ถือว่าเป็นจุดแข็งมากที่สุดของหนัง เราต้องชมแฮงค์ส ที่แกเล่นเข้าบทกับใครก็ดูเหมือนจะสามารถช่วยดันการแสดงของอีกฝ่ายให้ดูเด่นขึ้นมาได้ ซึ่งสาวน้อยเซนเกล มีการแสดงที่ดูสะดุดสายตามากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้หนังยังมีความแปลกใหม่ในแง่ของอาชีพของตัวเอกอย่างคิดส์ ที่ทำงานเป็นนักเล่าเรื่อง ก็ประมาณวณิพกพเนจรนี้ละ ที่หารายได้ด้วยการเล่าเรื่อง เล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ผู้คนได้ฟัง [ เป็นอาชีพหนึ่งที่มีอยู่จริงในยุคสมัยนั้น ] ที่คนอ่านออกเขียนได้ยังไม่ค่อยมีในยุคนั้น เพื่อความบันเทิงที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้ผู้คนในยุคสมัยที่ยากลำบาก นี้ซึ่งการฟังเรื่องราวชวนหัว เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ก็เป็นความบันเทิงแบบหนึ่ง ซึ่งตัวหนังเน้นจุดนี้ได้ดีมาก และก็จบเรื่องราวในจุดนี้ได้ดีด้วย

โดยรวมตัวหนังทำออกมาได้น่าประทับใจในหลายๆเรื่องทั้ง นักแสดงดี งานภาพสวย และ จังหวะของหนังดี ทำให้ภาพรวมนั้นออกมาน่าติดตามอย่างไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังเดินเรื่องแบบง่ายๆแต่ก็มีหลายๆส่วนที่ทำให้ลุ้นไปกับตัวหนังได้ดี หรือแม้จะเป็นการเห็นตัวละครที่พัฒนาขึ้น เป็นหนังที่ใช้นักแสดงหลักน้อยมาก แต่สื่อสารออกมาได้ดีและไม่ผิดหวัง แนะนำให้ดูกันครับ ดูได้แล้ว บน NETFLIX

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว NETFLIX

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า หนังตลกแอ็กชั่นซุปเปอร์ฮีโร่ เบาสมองแนวหญิงแกร่ง แรงเต็ม100 กับมุกตลก โปกฮา โอ้ลั่นล้า [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า ในโลกที่เกิดบรรดาผู้มีพลังพิเศษที่เรียกว่า เครียมส์ ซึ่งมาจากผู้มีแนวโน้มในการก่อเหตุร้าย ทำให้โลกกลายเป็นสังคมที่เกิดเหล่าวายร้ายที่มีพลังพิเศษ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งคือ เอมิลี่ ที่สูญเสียพ่อและแม่ที่เป็นนักวิจัยไปเพราะพวกเครียมส์ เธอจึงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อจะโตมาเป็นนักวิจัยแล้วค้นหาวิธีทำให้มนุษย์ธรรมดามีพลังพิเศษแล้วต่อสู้กับวายร้ายได้ ซึ่งในวัยเด็กเธอได้พบกับ ลิเดีย เด็กหญิงสุดห้าวที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน

ถึงแม้เอมิลี่จะสนิทกับลิเดียแค่ไหน แต่วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองต้องบาดหมางใจกัน และไม่ได้ติดต่อกันเกือบยี่สิบปี จนกระทั่งเมื่อทั้งสองเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยกลางคน ลิเดียพยายามหาทางติดต่อเอมิลี่เพื่อให้กลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่น และเธอก็ได้พบความจริงว่าเอมิลี่นั้นกลายเป็นนักวิจัยที่มีบริษัทใหญ่โตและร่ำรวยราวกับโทนี่ สตาร์คโอ้วๆ ซึ่งเธอกำลังค้นคว้าวิธีการทดลองเปลี่ยนแปลงระบบพันธุกรรม แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของลิเดียทำให้เธอถูกฉีดสารเคมีและทำให้ตัวเองมีพลังพิเศษขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ [ นั้นใง ]

ระหว่างที่ลิเดียกำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้น และเธอก็พบว่าตัวเองหลงใหลกับการกิน ไก่ดิบๆ [ เหมือนยายยิบเลย ]พร้อมๆกับพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ส่วนเอมิลี่เอง ก็ปรับสมดุลร่างกายของตนเองจนพบว่ามีพลังวิเศษในการล่องหน [ โอ้วงานนี้มันแน้ๆ ] ทั้งสองจึงร่วมมือกันเพื่อออกปราบเครียมส์และฟื้นฟูความสัมพันธ์อันก่อเกิดเป็นมิตรภาพอีกครั้ง

เรื่องนี้เป็นหนังตลกแนวแอ็กชั่นแนวเบาสมอง ย่อยง่ายตามสูตรสำเร็จ เพราะเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับ Ben Falcone และภรรยาของเขาคือ Melissa McCarthy ซึ่งเป็นนักแสดงตลกหญิงร่างอวบ มารับบทแสดงนำในเรื่องนี้ด้วย ส่วนตัวหนังก็จะมาในแนวมุกตลกสัปดน เพียงแต่อยู่ในขอบเขต [ แต่เกือบจะ18+ละ แต่ก็ยังไปไม่ถึง ] มาบวกกับมุกตลกเฉพาะตัวที่มาในสไตล์ดาราตลกหญิงที่ความสามารถเฉพาะตัวมาก คือถ้าคนเส้นตื้นก็จะฮาหลายฉาก แต่ถ้าไม่ก็จะแป้กกันสุดๆ ไปเลยเหมือนกันครับ

แต่เผอิญว่านี่เป็นหนังตลกแอ็กชั่น แม้ว่าพาร์ทดราม่ามิตรภาพจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เนื้อหาหลักของเรื่องก็อยู่ที่เรื่องราวแบบซุปเปอร์ฮีโร่ และฉากแอ็กชั่นคอเมดี้ ซึ่งแม้ว่าจะทำออกมาได้ดีอยู่บ้างในบางในหลายๆฉาก แต่ในภาพรวมของหนังก็เต็มไปด้วยความสนุกอะนะ การเดินเรื่องแบบตามสูตร ช่วงที่หนังเข้าสู่ช่วงการต่อสู้ ทีนี้ละมันเลย

อีกอย่างการที่ตัวหนังใช้ดาราหญิงตลกร่างอวบ มารับบทนำ และใช้ดาราหญิงผิวสีร่างอวบอีกคนมารับบทตัวรอง ก็อาจจะทำให้คนดูผู้ชายหลายคนไม่ค่อยอยากจะดูมากนัก [ ย้ำนะแค่บางคน ] แต่นะถ้าเป็นผู้ชมที่เป็นผู้หญิง อาจจะรู้สึกอินกับเรื่องราวมิตรภาพของสองตัวละครในช่วงแรกจนสามารถตามดูต่อไปได้ครับ

ส่วนบอสใหญ่ของเรื่อง The King ที่ใช้พลังแบบเดียวกับนางเอก แต่ที่เซอร์ไพร์สคือ นี่เป็นบอสที่ดันมาปล่อยมุกตลกร่วมกับ Jason Bateman ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใช้พลังพิเศษที่สุดพิสดารคือมือก้ามปู แล้วไอ้การรับส่งมุก [ ตะลึ้งตึ่งโปะ ]ของทั้งสองคนนี้กลับทำได้ดีซะยิ่งกว่าการเป็นบอสที่โชว์พลังอะไรมากมายอีกด้วย เรียกว่ามุกตลกฝั่งตัวร้ายคือจุดข่ยเลยละ เพราะทำได้กว่าที่คิดอีก ซึ่งเป็นตลกเฉพาะตัวแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นใครทำเท่าไหร่ [ เหมือนดู หม่ำ เท่ง โหน่ง เลย ] และในขณะที่ฉากแอ็กชั่น ก็ถือว่าCGทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ได้เด่นแต่ก็ไม่ได้แย่ และฉากบู๊ในช่วงท้ายก็ทำได้ดีมากๆ ช่วงนี้ใครที่เบื่อๆกับโควิดละก็ดูได้นะครับ รับชมได้แล้ว บน Netflix 

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America เรื่องผีจากทางบ้านที่หลอนแบบเฟคๆ ซีรีส์เรียลลิติ้ที่ชวนคุณมาร่วมสัมผัสเรื่องราวสุดสยองเหนือธรรมชาติ ที่อธิบายไม่ได้จากประสบการณ์ของผู้คนมากหน้าหลายตา ผ่านการจำลองเหตุการณ์ที่หน้าขนลุก [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America หลอน ลาตินอเมริกา ซีรีส์ที่ยืมชื่อหนังผีแนวทางของอเมริกามาใช้ แต่เป็นเรื่องที่เกิดในเม็กซิโกกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ที่มีสไตล์เรื่องผีบางอย่างแตกต่างจากพวกบ้านผีหลอกของอเมริกาอยู่บ้าง

โครงเรื่องนี้เป็นหนังแนวจำลองเรื่องจริงจากคำบอกเล่าของผู้คนที่ผ่านประสบการณ์ถูกผีหลอกหลากหลายแบบ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าเรื่องจริงที่ซีรีส์ชุดนี้เอ่ยถึงไว้ในทุกตอน มันคือเรื่องเล่าแบบพวกรายการผี เดอะช็อคของไทยทำนองนั้น คือจริงไม่จริงไม่รู้ แต่คนมาเล่าว่าตัวเองเจอมาจริงๆ แล้วตัวเรื่องทำแบบคล้ายๆ รายการเกมโชว์ด้วยการตั้งวงพูดคุยประสบการณ์เรื่องผีในบ้าน มีกล้องถ่ายสีหน้าท่าทางตอนเล่าให้ดูจริงจัง พร้อมกับตัดสลับไปใช้นักแสดงจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคนเล่าเป็นช่วงๆ จบในตอน มีทั้งหมด 5 ตอน ความยาวไม่เท่ากัน ตอนแรกจะยาวสุด 47 นาที ตอนอื่นๆ จะราวๆ ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งก็คล้ายๆ เรานั่งฟังเรื่องผีไปเรื่อยๆ นี่แหละครับ

ผีในเรื่องตอนแรกที่ยาวสุดก็เป็นเรื่องปรากฎการณ์ผีหลอกในบ้าน แล้วก็ตามมาสิงสู่แม้ย้ายไปที่อื่น ตอนสองก็เป็นเรื่องตุ๊กตาผีที่ตามรังควานคนในบ้าน ซึ่งรวมๆ แล้วก็คล้ายๆ หนังผีฝรั่งตระกูลคอนเจอริ่งนั่นเลยครับ พอมาตอน 3 4 5 ถึงเป็นเรื่องราวสไตล์ผีแปลกๆ แตกต่างหน่อย อย่างผีเคาะประตู ผีคุ้มครองคน ตอนสุดท้ายเป็นผีหมาจากนรก ซึ่งรวมๆ แล้วก็พอดูได้ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เพราะสไตล์ผีหลอกในเรื่องใช้ดนตรีบิ้วเอาตลอด ผีก็โผล่แบบชัดเกินจริงมากไป แบบเป็นควันรวมตัวเดินมาทำร้ายคนอะไรแบบนี้

ซึ่งพอเรื่องอ้างอิงว่าเรื่องจริง แต่ผีในเรื่องนี่แทบจะเป็นร่างเนื้อมาเลย มันเลยดูเป็นเฟคไม่สมจริงเกินไป แทนที่จะคลุมเครือลึกลับ แต่ไม่เลยทุกเรื่องคือเปิดมาผีก็อยู่ๆ พุ่งมาทำร้ายคนทันที แถมยังไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรในเรื่องให้เข้าใจได้มากด้วย ส่วนใหญ่ก็มักตัดจบแบบห้วนๆ ไม่มีไล่ผีไปได้หรือแฮปปี้เอนดิ้งอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าคนขวัญอ่อนหน่อยมาดูก็คงตกใจใช้ได้อยู่ เพราะจริงๆแล้วเรื่องมันก็ออกแนวเฟคแต่งมาให้คนกลัวโดยตรง เหมือนพวกรายการเรื่องผีจากทางบ้านนั่นแหละครับ

แต่สิ่งที่เฟคกว่าแบบชัดๆ คือส่วนของคนที่มาเล่าเรื่องจริง ดูยังไงก็เป็นการจัดฉากชัดๆ แถมตัวละครที่มาร่วมวงกันเล่าในแต่ละตอนก็มีความสัมพันธ์กัน แบบคู่รัก แม่กับลูกๆ แล้วก็มาเล่าเรื่องในอดีตเพื่อทำความเข้าใจกัน แต่สีหน้าท่าทาง และหลายๆอย่าง มันดูไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันเลย แถมยังพยายามแสดงอารมณ์เกินจริงแบบมีเหงื่อตก มีความกลัวตอนได้ฟังเรื่องเล่าจากอีกคน ซึ่งมันดูเป็นการแสดงแบบเฟคชัดๆ จนดูขัดใจ เรียกว่าจริงๆ ทำเฉพาะส่วนของหนังไปเลยแล้วใช้เสียงเล่าแทรกล้วนๆ อาจจะดีกว่าเยอะ

พวกเอฟเฟ็กต์ผีในเรื่องใช้การแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผีมากกว่า หลายอย่างดูแล้วรู้เลยว่าทุนต่ำ มีการใช้มุมกล้องหรือเทคนิคหนังผีบ้านๆ แบบเชือกดึงของให้หล่น หรือสลิงยกตัวให้ลอย ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะตัวเรื่องจริงๆ แค่เหมือนรายการเรื่องผี แต่ใส่หนังประกอบเรื่องเล่ามาผสมไว้เท่านั้น

สรุปเลยคือถ้าเป็นพวกชอบเรื่องผี ชอบแนวรายการเรื่องผีจากทางบ้าน ก็ดูได้ มีความสยองชวนขนลุกได้พอสมควร บทพยายามใส่ฉากสยองขวัญมาตลอดเวลา แต่ถ้าคนชอบแนวสมจริงในหลายๆ อย่างแบบหนังผีดีๆ คงต้องผ่านเรื่องนี้ไป เพราะหลายๆ อย่างทั้งนักแสดงและบทชวนให้รู้สึกว่ากำลังนั่งดูเรื่องเฟคอยู่ตลอดเวลา จนรู้สึกตลกหรือหงุดหงิดกับเรื่องนี้มากกว่าจะสนุกหรือสยองขวัญอย่างที่ควรจะเป็นครับ ดูได้แล้วครับบน  Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ไทย Let’s Fight Ghost คู่ไฟท์ไฝว์ผี

รีวิว ซีรี่ส์ไทย Let’s Fight Ghost คู่ไฟท์ไฝว์ผี ที่แฟนๆของ เซ้นต์ ศุภพงษ์ กับ อร BNK48 ห้ามพลาดเด็ดขาด  [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว ซีรี่ส์ไทย Let’s Fight Ghost คู่ไฟท์ไฝว์ผี รื่องนี้ยังไงต้องปังแน่นอนเพราะว่าตอนเป็นเวอร์ชั่นเกาหลีเมื่อปี 2016 ได้ Taecyeon และ Kim So Hyun มารับบทนำก็ปังมากๆ เรียกว่าเป็นหนึ่งใน Top 3 ซีรีส์เกาหลีแนวผีโรแมนติกคอมมาดี้ในใจแอดเลยแหละ

อ๊อฟ – อิศวะ (ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา) นักศึกษาแพทย์ผู้มีความสามารถในการมองเห็นผี และสามารถแตะต้องผีได้ อ๊อฟจึงรับจ้างปราบผีเพื่อเก็บรวบรวมเงินสำหรับการผ่าตัดดวงตาให้ไม่ต้องมองเห็นผีอีก แล้ววันหนึ่งอ๊อฟก็ได้รับการว่าจ้างจากจีนส์ – จิดาภา (พัศชนันท์ เจียจิรโชติ) ผีสาวความจำเสื่อมให้ช่วยมาปราบผีอีกตัว แต่อ๊อฟเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวจีนส์เอง ทำให้ทั้งสองต่อสู้กันจนเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้จีนส์จำอดีตของตัวเองได้บ้างส่วน

และจีนส์ยังได้ใช้ความสามารถในการมองเห็นอดีตและจุดอ่อนต่างๆ ของผีในการช่วยอ๊อฟปราบผี โดยมีเล้ง (เนียร์กิจ – กรวิชญ์สูงบูลย์) กับเนียร์ (หรั่ง – อภิวิชชียร์ ดอน) สองรุ่นพี่สุดขู่ผู้คลั่งไคล้ในการล่าปีศาจเข้ามาร่วมก๊วนด้วยทำให้อ๊อฟกับจีนสนิทกันมากขึ้นจนความสัมพันธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป แต่อ๊อฟมีนางในฝันคือน้ำหวาน (มายด์ – วรัทยาว่องชยาภรณ์) สาวสวยรุ่นพี่ที่ผู้ชายหมายปอง

ซีรีส์ Let’s Fight Ghost เป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาจากซีรีส์เกาหลีทำให้เราอยากรู้ว่าพอเอามาทำในแบบที่เป็นของไทยแล้ว จะเป็นยังไงซึ่งจริงๆแล้วผมว่าก็เป็นความสนุกในอีกรูปแบบหนึ่งนะในเรื่อง บทอ๊อฟเป็นนักเรียนแพทย์ที่รับจ๊อบเป็นหมอผีด้วย เพราะมีความสามารถพิเศษเป็นเหมือนพลังที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดคือการมองเห็นผี

เป็นบทที่แปลกแหวกแนวเหมือนกันเรื่องของการแสดงก็ต้องใช้ความสมารถสูงกว่าที่ผ่านมาเพราะไม่ได้เล่นกับนักแสดง แต่ต้องเล่นกับสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ทางทีมงานเขาออกแบบมาให้ อยากให้ทุกคนได้ดูกัน และนักแสดงอีกท่านหนึ่งสำหรับน้องอร BNK ผมว่าเขาเหมาะสมกับบทจีนมากๆแล้วก็คิดว่าเป็นผีที่ทุกคนน่าจะอยากเจออยากจริงๆ ให้ทุกคนได้ติดตามชม Let’s Fight Ghost คู่ไฟไฝวผี ซีรีส์ที่มีทั้งความเชื่อและความน่ารัก มีทุกอารมณ์แน่นอน

มีสอดแทรกความเป็นไทยให้เข้ากับบริบท พระนางเคมีเข้ากันน่ารักดี มีช่วงแรกๆ ที่กัดกันจนบางทีแอบกังวลใจในความกัดกันของทั้งสองคน แต่ก็เริ่มน่ารักขึ้นมาบ้างแล้ว โดยรวมแล้วน่าติดตามดูทุกตอนเลยละ สามารถรับชมได้แล้วบนNetflix อย่าลืมติดตามกันนะครับ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่  รีวิว ซีรี่ส์ ไทย 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga ฉบับคนไม่เคยดูเวอร์ชันการ์ตูน เป็นอีกครั้งที่เราได้ท่องโลกเวทมนตร์สุดลึกลับ แถมยังได้หวนรำลึกความหลังไปยังวัยเด็กแสนสดใส เมื่อเรื่องราวของเหล่าแฟรี่ที่มีพลังเวทแตกต่างกันไปอย่าง วิงซ์คลับ ซึ่งเคยโลดแล่นบนจอทีวีในฉบับการ์ตูนแอนิเมชันตั้งแต่ปี 2004-2019 ได้กลายเป็นซีรีส์ฉบับคนแสดงภายใต้ชื่อ เฟต เดอะ วิงซ์ ซาก้า บนแพลตฟอร์มความบันเทิงระดับโลกอย่าง Netflix นั่นเอง [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga นี่ถือเป็นซีรีส์ออริจินัลของเน็ตฟลิกซ์ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยการบิดเรื่องราวต้นฉบับที่สดใสและฟรุ้งฟริ้ง แต่มีกลิ่นอายของความมืดมิด ให้เป็นโทนดาร์ก สมจริง และจริงจังเหมือนกับที่เน็ตฟลิกซ์เคยทำสำเร็จไปแล้วใน RIVERDALE ที่หยิบนำหนังสือการ์ตูนในเครือ Archies มาดัดแปลงให้เป็นเรื่องเป็นจักรวาลได้ จากซีรีส์การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิงที่เป็นที่นิยมทั้งในไทยและต่างประเทศอย่าง Winx Club จะถูกมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ความยาว 6 ตอนที่แฝงไปด้วยโทนเรื่องที่มืดหม่นแต่ก็ยังมีเรื่องของพลังธาตุและเหล่าแฟร์รี่ผู้ใช้พลังในการปราบเหล่าร้าย

เพียงแต่ในครั้งนี้เน็ตฟลิกซ์กล้าที่จะดัดแปลงบางส่วน ที่ทำให้แฟนคลับหลายคนถึงกับหน้าบูด ไม่ว่าจะเป็นการตัดตัวละครฟลอร่า ที่เป็นตัวละครหลักของเรื่องที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของอนิเมะ ให้กลายเป็นเทอร่า สาวร่างใหญ่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธออีกที เปลี่ยน มูซ่า สาวเอเชี่ยนผมสีน้ำเงินให้กลายเป็นสาวอังกฤษไปแทน ไหนจะรวบตัวละครแก๊งตัวร้ายอย่าง The Trix ให้เป็น บีเอทริก สาวแสบไปโดยปริยาย ตัดตัวละคร เทคน่า ออกไปอีก เรื่องของคอสตูมกับเรื่องย่อที่แค่ปล่อยออกมาก็ทำเอาทุกคนกรีดร้อง ว่าตกลงมันใช่ Winx Club จริงเหรอ

ไม่ต้องปูเรื่องอะไรมากครับ แค่ตอนแรกก็เดินเรื่องทันทีแล้วค่อยมาเล่าปมทีหลัง แค่ยี่สิบนาทีตัวละครต่างๆ ที่สำคัญ ก็มาให้เราได้รู้จักถึงบุคลิก นิสัยใจคออย่างรวดเร็ว ไม่มีอืดอาดยืดยาด ไม่ออกนอกทะเล เล่าเรื่องเร็ว ปล่อยประเด็นไปแบบเรื่อยๆ แต่ค่อยๆ ทิ้งเชื้อความน่าสนใจไว้แต่ละตอน แต่หลังจากนั้นมันจะหักมุมใส่คนดู เล่าเฉลยว่าเป็นแบบนี้ สรุปเป็นอีกแบบ และยังมีเรื่องของความรัก มิตรภาพและพลังธาตุที่ปูมาเป็นระยะๆ ควบคู่กับปมปัญหาของตัวละครที่ใส่เข้ามาอย่างพอดิบพอดี ผสมกับฉากต่อสู้ที่ชวนให้ลุ้นระทึกในแต่ละตอน

ตัวละครทุกตัวก็ไม่ถูกทิ้งมีบทเด่นโชว์พลังเป็นของตัวเองในทุกตอน จบตอนนึงแล้วต้องเปิดดูตอนต่อไป อารมณ์ก็ต่อเนื่องมีทั้งสุข เศร้า เหงา โกรธ และตะลึง โชคดีที่ซีรีส์มีเพียง 6 ตอน แต่มันกลับสร้างความน่าสนใจภายใต้ความไม่หวือหวา เหมือนพยายามให้เราได้เห็นไปกับตัวละคร ก่อนจะพลิกล็อคให้หงายหลังกันเล่น ซึ่งผมว่ามันเวิร์คใช้ได้มาก เพราะแค่ดูตอนแรกจบ ผมก็รู้สึกว่านี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ กลายเป็นว่าพอไม่คาดหวังแล้วมันกลับเกินคาด

นอกจากตัวละครผู้ดำเนินเรื่องแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับ Fate: The Winx Saga นั่นคือการปรับบรรยากาศการดำเนินเรื่องให้มีความสมจริง มีที่มาที่ไป ไม่ขายฝันจนกลายเป็นซีรีส์สำหรับเด็ก รวมไปถึงงานสร้างที่มีความอลังการ ฉาก แสง สี เสียง รวมทั้งซีจีพลังเวทมนตร์ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่หวังว่าจะดีขึ้นอีกในซีซั่นต่อไป ติดอยู่ไม่กี่อย่างคือจำนวนตอนที่น้อยไปหน่อย จนกระทบต่อการดำเนินเรื่องบางช่วงบางตอนที่เร็วจนเกินไป ขาดการเล่ารายละเอียดที่มาที่ไปอย่างน่าเสียดาย และยังมีบทพูดที่คนธรรมดาไม่พูดกันในชีวิตประจำวันหลุดเข้ามาจนขัดอารมณ์เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม แค่ซีซั่นแรกก็ทำออกมาได้ดีจนติดอันดับซีรีส์ยอดฮิต ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ในหลายประเทศและคาดหวังว่าซีซั่น 2 จะมีอะไรให้ตื่นเต้นมากขึ้น สามารถรับชม Fate: The Winx Saga ได้แล้ววันนี้ทาง Netflix รับรองว่าเหล่าแฟรี่จะพาทุกคนเพลิดเพลินไปกับการท่องโลกเวทมนตร์ครั้งนี้อย่างแน่นอน

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ LUPIN จอมโจรลูแปง

รีวิว ซีรีส์ LUPIN จอมโจรลูแปง จอมโจรลูแปง ซ้อนแผนปล้นสุดคาดเดา จากนิยายชื่อดังสู่ซีรีส์จอมโจรแผนซ้อนแผน ห้ามพลาด [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ LUPIN จอมโจรลูแปง ลูแปง หนึ่งในตัวละครสุภาพบุรุษจอมโจรบรรลือโลกของมัวริซ เลอบลองก์ที่มีต้นกำเนิดมาต้้งแต่ปี 1905 หรือร่วมร้อยกว่าปีแล้วแถมยังส่งอิทธิพลไปทั่วโลก อย่างฮ่องกงเองโกวเล้งก็หยิบยืมคาแรกเตอร์ลูแปงไปแต่งองค์ทรงเครื่องเพิ่มกำลังภายในและเสน่ห์ต่อสาวๆ จนกลายเป็นจอมโจรจอมใจชอลิ้วเฮียง เมื่อ 50 กว่าปีก่อน

หรือจะเป็นมังงะของญี่ปุ่นอย่าง Lupin the 3rd ซึ่งทั้งสองเรื่องต่างก็ได้รับการสานต่อมีทั้งภาพยนตร์ชุดและภาพยนตร์แอนิเมะตามมาตามความนิยม และในวันนี้ประเทศต้นกำเนิดอย่างฝรั่งเศสก็ได้สร้างซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจ จากตัวละครจอมโจรบันลือโลกรายนี้โดยจะแบ่งสตรีมมิงเป็น 2 พาร์ตโดยพาร์ตแรกจำนวน 5 ตอนได้ลงสตรีมมิงทาง Netflix แล้ววันนี้

Lupin หรือลูแปง สุภาพบุรุษจอมโจร เวอร์ชั่นนี้เป็นผลงานซีรีส์ Netflix ฝรั่งเศสที่นำ อาร์แซน ลูแปง ของ มอริส เลอบล็อง นักเขียนชาวฝรั่งเศส มาต่อยอดสร้างเป็นเรื่องใหม่ โดยหยิบเอาเรื่องพื้นฐานความนิยมของลูแปงดั้งเดิมที่มีแฟนๆ รู้จักจำนวนมากในโลก มาสร้างให้เสมือนตัวเอกจากนิยายเรื่องนี้มีตัวตนจริงๆ ขึ้นมาในเรื่อง โดยใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ลูแปงไม่เคยถูกจับได้ ดังนั้นเขาจึงเป็นใครก็ได้ และก็ไม่ได้ต้องชื่อลูแปงจริงๆ ก็ได้ ซึ่งก็คือ “อัสซาน” ตัวเอกในเรื่องนี้ที่มีความสามารถในการโจรกรรม ความสามารถปลอมแปลงโฉม และไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างอัจฉริยะ ไม่ต่างอะไรกับลูแปงในนิยายเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นเพียงแค่ว่าเขาเป็นคนผิวดำเท่านั้น

ซีรีส์นำเสนอเรื่องราวของลูแปงในแบบเน้นสืบสวนล้างแค้นให้พ่อของตัวเอกอัสซานที่แทนตัวเองว่าลูแปง มากกว่าจะเป็นแนวโจรกรรมใหญ่ๆ ที่มีแค่ตอนแรกของซีซั่นเท่านั้น ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้มีเพียง 5 ตอนจบซีซั่น 1 เรื่องราวจึงกระชับมาก ตอนแรกเป็นตอนที่เรียกว่าโชว์สกิลการวางแผนโจรกรรมให้คนดูเชื่อว่าอัสซานเก่งขนาดลูแปงจริงๆ ที่มักมีแผนซ้อนแผนเหนือชั้นกว่าที่เห็นเสมอ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ว้าวพอสมควรกับวิธีโจรกรรมเพชรออกไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ที่แนบเนียนและก็ดูน่าเชื่อถือว่าเป็นจริงได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีความไม่เนียนในบางจุดก็ตาม

ในทุกตอนจะมีฉากที่ให้พระเอกได้โชว์ไหวพริบการเอาตัวรอดกับแผนการที่วางไว้เหนือชั้น ซึ่งก็ดูแล้วลุ้นสนุกในระดับหนึ่งพอสมควรในระดับซีรีส์ แต่ไม่ได้มีฉากใหญ่โตแบบตอนแรกที่เป็นการโจรกรรมใหญ่สุดในเรื่อง ซึ่งดูลงทุนมากสุดแล้ว ก็น่าเสียดายที่ว่าหลังจากนั้นไม่ได้มีฉากพีคกว่านี้ และก็จบซีซั่นไปแบบค้างคาเรื่องราวไว้กลางทางกันเลย โดยไม่มีฉากใหญ่โตปิดท้ายเรื่องตามแบบหนังแนวนี้ ทำให้รู้สึกไม่อิ่มไม่สุดกับเรื่องราวที่ทำมาแค่ 5 ตอนจบเท่านั้น

ถือว่าเป็นซีรีส์ที่ขอแนะนำเลย แม้ว่าคุณไม่ได้อ่านนิยายหรือดูมังงะ ภาพยนตร์ใดๆ ก็สามารถดูเรื่องนี้ได้สนุกๆ แน่นอนเผลอๆ อยากจะหานิยายจอมโจรลูแปงมาอ่านเลยละ สำหรับใครที่อยากดูเรื่องนี้ สามารถรับชมได้ทาง Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ The New Legends Of Monkey

รีวิว ซีรี่ส์ The New Legends Of Monkey ตำนานราชาวานรไซอิ๋ว ฉบับออสเตรเลีย  ดัดแปลงใหม่เน้นแฟนตาซี ดูได้ทั้งครอบครัว ซุนหงอคง แสดงโดย ชัย แฮนเซ่น นักแสดงลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย เป็นเวอร์ชั่นที่เน้นดูสนุก ย่อยง่าย [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรี่ส์ The New Legends Of Monkey ต้นฉบับไซอิ๋ว เป็นวรรณกรรมจีนคลาสสิกที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ในเรื่องต้นฉบับนั้นดัดแปลงมาจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ถัง ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ ซึ่งเป็นยุคที่พุทธศาสนากำลังเริ่มเฟื่องฟูในจีน เวลานั้นมีพระภิกษุสงฆ์หนุ่มรูปหนึ่งคือ “พระเสวียนจ้าง” ซึ่งท่านได้พบว่าในวงการพุทธศาสนาของจีนกำลังมีปัญหาตีความเรื่องคำสอนที่แตกต่างกันจนเกิดแตกแยกเป็นนิกายย่อยต่างๆ ดังนั้นพระเสวียนจ้างจึงตัดสินใจออกเดินทางไปยังอินเดีย เพื่อศึกษาและแปลคำสอนจากพระไตรปิฏกฉบับจริง แล้วอัญเชิญมาที่เมืองจีน

เพียงแต่การเดินทางมีอุปสรรคมาก เพราะสมัยนั้นเป็นช่วงที่สงครามรวมแผ่นดินเพิ่งยุติ ถังไท่จงมีคำสั่งห้ามพลเมืองจีนออกเดินทางไปต่างเมือง พระเสวียนจ้างจึงต้องลักลอบเดินทางออกจากเมืองฉางอันไปทางตะวันตก ข้ามทะเลทรายโกบี ผ่านเมืองต่างๆ ใช้เวลาเดินทางทั้งไปและกลับร่วมนับสิบปี ฝ่าฟันอันตรายจากโจรร้าย สัตว์ป่า ภูมิประเทศที่ยากลำบากมากมาย เมื่อเดินทางกลับมาแล้ว ก็นำพระไตรปิฏกขึ้นถวาย ถังไท่จงทรงยินดีมาก จึงแต่งตั้งเป็นพระถังเสวียนจ้าง หรือ พระถังซำจั๋ง ที่คนไทยรู้จักกัน แล้วพระถังก็คัดลอกและแปลพระไตรปิฏกมาเป็นภาษาจีนออกเผยแผ่ ส่งผลทำให้พุทธศาสนารุ่งเรืองในจีนมากตั้งแต่นั้น แล้วพระถังก็เขียนบันทึกการเดินทางของตนไว้ ในชื่อ “บันทึกสู่ตะวันตก”

จากเรื่องราวที่ว่านี้ ภายหลังมีนักเขียนคือ อู่เฉิงเอิน ได้ดัดแปลงการเดินทางของพระถังให้กลายเป็นวรรณกรรมที่สนุกสนาน เสริมเติมจินตานาการ เพิ่มความแฟนตาซีเข้าไป และเป็นวรรณกรรมที่มุ่งเชิดชูพุทธศาสนาให้เหนือลัทธิเต๋า แล้วสร้างตัวละครผู้ติดตามอย่าง ซุนหงอคง ตือโป๊ยก่าย ซัวเจ๋ง ซึ่งเชื่อกันว่ามาจากกิเลสในตัวพระถังแต่ละด้าน เปรียบเสมือนกิเลสที่พระถังต้องหาทางเอาชนะให้ได้ในระหว่างเดินทาง ซึ่งการเดินทางของศิษย์อาจารย์กลุ่มนี้ ก็ต้องมีการต่อสู้ปราบปีศาจ ผจญเรื่องราวต่างๆที่ทำให้คนอ่านทั่วไปชื่นชอบ แต่ในเรื่องราวของการปราบปีศาจนั้นที่จริงแล้วแฝงปริศนาธรรมต่างๆแทรกไว้ตลอดเรื่อง 

ส่วนไซอิ๋วเวอร์ชั่นของ Netflix เป็นงานสร้างจากทางออสเตรเลีย ในชื่อว่า The New Legends Of Monkey หรือในชื่อภาษาไทยคือ ตำนานราชาวานร ซึ่งก็ดัดแปลงเรื่องราวของ ซุนหงอคง และพระถังซำจั๋ง ออกมาในรูปแบบใหม่ที่ย่อยง่าย เน้นกลุ่มคนดูเด็กและวัยรุ่น ดังนั้นก่อนอื่นมีคำแนะนำว่า คนที่จะดูไซอิ๋วฉับบออสเตรเลียของ Netflix เวอร์ชั่นนี้ ให้ลบภาพของไซอิ๋วเวอร์ชั่นก่อนหน้าออกไปให้หมด เพราะแทบไม่มีอะไรเหมือนกับต้นฉบับเลย นอกจากการยืมชื่อตัวละคร และยืมอะไรบางอย่างจากต้นฉบับมาแปลงใหม่

โดยเนื้อเรื่องกล่าวถึง โลกในยุคมืดที่เหล่าปีศาจเข้าครอบครองโลกทั้งหมด ส่วนบรรดาเทพเจ้าที่เคยดูแลพิทักษ์โลกกลับถูกทำลายล้างไป เทพที่เหลืออยู่ก็ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนตัว ในขณะที่ ซุนหงอคง หนึ่งในนักรบเทพเจ้าที่มีพลังแกร่งกล้ากลับถูกผนึกไว้ในก้อนหินเป็นเวลา 500 ปี และมีคำทำนายว่า สักวันจะมี “พระถังซำจั๋ง” มาปลดปล่อยเขาออก แล้วเดินทางรวบรวมพระคัมภีร์ที่สูญหายและแยกเป็นส่วนๆไว้ให้กลับคืนมา นำโลกกลับสู่แสงสว่างอีกครั้ง

ไซอิ๋ว ฉบับออสเตรเลีย The New Legends Of Monkey ดัดแปลงใหม่เน้นแฟนตาซี ดูได้ทั้งครอบครัว ซุนหงอคง แสดงโดย ชัย แฮนเซ่น นักแสดงลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย เป็นเวอร์ชั่นที่เน้นดูสนุก ย่อยง่าย แต่คนที่ชอบไซอิ๋ว และดูของจีนมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว อย่าคาดหวังอะไรมาก เพราะเป็นแนวสูตรสำเร็จ ไม่ได้มีอะไรฉีกแนวแปลกใหม่มากนัก เป็นไซอิ่วฉบับ Netflix ของออสเตรเลียที่สามารถดูได้เพลินๆทั้งครอบครัว เหมาะให้เด็กที่เริ่มต้นดูไซอิ่วลองดูฉบับนี้ก็ยังได้ครับ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ Goedam ผีบ้าน ผีเมือง

รีวิว ซีรี่ส์ Goedam ผีบ้าน ผีเมือง ซีรี่ส์เรื่องสั้นสยองขวัญจากเกาหลี สยองสั้นกระชับหลอนจัดหมาหอนกันเลย [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรี่ส์ Goedam ผีบ้าน ผีเมือง เป็นซีรีส์แนวผีๆ ของทางเกาหลีครับ ลงฉายในสตรีมมิ่งอย่าง Netflix มาในรูปแบบของเรื่องสั้นเป็นตอนๆไป เฉลี่ยอยู่ที่ตอนละประมาณ 8-10 นาทีเท่านั้น โกดัม นี้ก็เป็นภาษาเกาหลีที่แปลว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับผี และเน็ตฟลิกซ์ไทยก็แปลมาว่าผีบ้าน ผีเมือง นั่นเอง และซีรีส์สั้นฉบับที่ลงในเน็ตฟลิกซ์นี้ก็มีความยาว 8 ตอน แต่ละตอนจบในตัวด้วย ก็เรียกว่าคัดมาแบบเน้น ๆ เข้าประเด็นกันไวเลยทีเดียว

ด้วยความยาวที่ว่ามาทำให้ผู้สร้างเน้นไปที่การปูเรื่องแล้วพาเข้าฉากสยองให้ไวที่สุด ความรวบรัดนั้นทำให้หนังแต่ละตอนดูวูบวาบมากด้วยจังหวะการเล่า และภาพความสยองที่รุนแรงจัด ๆ อย่างผีที่ร่างโชกเลือด ตัวบิดเบี้ยว หรือร่างกายอวัยวะขาดจากกัน คือสะใจสายโหด สายไม่เยิ่นเย้อเลย แถมนักแสดงส่วนใหญ่ก็หล่อสวยหน้าตาดีเจริญหูเจริญตาตามสไตล์เกาหลีด้วย

ในแต่ละตอนก็จะมีผีออกมาแตกต่างกันไป ซึ่งก็เหมือนกับตำนานเรื่องผีที่เล่าต่อๆ กันมาในหลายๆ ประเทศนั่นแหละครับ มีทั้งเรื่องในโรงเรียน ผีลิฟท์ ผีแท็กซี่ ผีธรณีประตู ผีคนทรง ไปจนกระทั่ง ผีโซเชียลยังมีเลย

สำหรับแต่ละตอนก็มีความน่าสนใจและคล้ายตำนานเมือง เรื่องเล่าผีที่คล้ายๆ กันในประเทศฝั่งตะวันออก อย่างตอนแรกที่ว่าด้วยเรื่องของนักเรียนหญิงที่นั่งหลังโต๊ะเพื่อนที่เสียชีวิตทำให้รู้สึกไม่สบายใจ เวลามองที่ดอกไม้ไว้อาลัยที่อยู่บนโต๊ะตัวหน้า เธอเลยขอตัวไปห้องน้ำ แล้วจากนั้นห้องข้างๆ ก็มีเสียงประหลาด หรือตอนเรื่องของเด็กผู้หญิงที่ฆ่าตัวตายโดยกระโดดให้รถทับจนตัวขาด แล้วกลายเป็นเรื่องหวาดผวาของเพื่อนร่วมชั้น ก็มีความคุ้น ๆ เรื่องเล่าที่เคยได้ยินมา แต่มีรายละเอียดและความน่ากลัวด้านภาพเสริมจนเหวอไปเลยเวลาดู

ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องหายไปเพื่อให้เรื่องรวบรัด แต่ก็ดูเป็นความจงใจของการเล่าเรื่องคือ คำอธิบาย ในแต่ละตอนนั่นเอง บางตอนคนดูพออนุมานได้ว่าทำไมตัวละครนี้จึงต้องเผชิญเรื่องนี้ หรือผีตนนี้ทำไมต้องอาฆาตรุนแรงนัก แต่หลายๆตอนก็ปล่อยว่างเป็นพื้นที่สุญญากาศที่ให้จินตนาการผู้ชมหาเหตุผลเอาเอง

ทั้งนี้ก็ทิ้งคำใบ้นิดๆ หน่อยๆ ไว้ในตอนอื่น ๆ พอให้เชื่อมได้ว่าทุกเรื่องอยู่ในจักรวาลเดียวกัน หรือบางครั้งก็อยู่ในพื้นที่เดียวกันนั่นเอง ต้องขอบอกนะว่าหนังเรื่องนี้เป็นแค่ตอนสั่นๆ เท่านั้นซึ่งถ้าหากท่านดูแบบเผลินๆ ก็อาจจะมีงงบ้างสักหน่อยกับการที่ไม่มีที่ไปที่มาของเรื่อง สำหรับแต่ละตอน

เป็นซีรีส์แนวผีๆ ของทางเกาหลี ลงฉายในสตรีมมิ่งอย่าง Netflix มาในรูปแบบของเรื่องสั้นเป็นตอนๆ  ถ้าอยู่บ้านว่างๆ อยากหาอะไรหลอนๆ ดู แอดแนะนำเลย เรื่องนี้หลอนเข้าตาแน่ๆ และอย่างที่บอกว่ามันเป็นซีรี่ส์สั้น แอดใช้เวลาดูทั้งหมด 8 ตอนรวบยอดเลยไม่ถึงชั่วโมงครึ่งเลยครับ ลองหาดูกันครับ ซีรีส์ผีเกาหลี ที่ Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว อนิเมะ B: The Beginning ปริศนาฆาตกรรม

รีวิว อนิเมะ B: The Beginning ปริศนาฆาตกรรม ในโลกที่เทคโนโลยีล้ำหน้า คดีฆาตกรรมปริศนาที่ฆาตกรทิ้งข้อความว่า B ไว้เสมอ คีท อดีต RIS ที่ออกจากวงการไปร่วมสิบปี ได้กลับมาสืบคดี เพื่อล่าตัวฆาตกร คิลเลอร์บี [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว อนิเมะ B: The Beginning ปริศนาฆาตกรรม กรมตำรวจได้ทำการสืบสวนตามล่าตัวฆาตกรต่อเนื่องที่มีชื่อว่า คิลเลอร์บี ที่ทุกครั้งที่ฆ่าก็จะมีสัญลักษ์ B ทิ้งเอาไว้อยู่ด้วยเสมอ ซึ่งผู้นำทีมการสืบสวนคือ คีท ฟลิก เจ้าหน้าที่สืบสวนอัจฉริยะผู้มีอดีตอันเลวร้าย แต่ยิ่งสืบไปเท่าไหร่เขายิ่งค้นพบความจริง ที่เชื่อมโยงไปถึงการทดลองของ นักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการสร้าง อมนุษย์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพระเจ้าขึ้นมา

นี้เป็นการ์ตูนออริจินัลของทางNetFlix เป็นการ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนฆาตกรรม ที่มีเรื่องราวแบบแอคชั่น แฟนตาซีเข้ามาร่วมด้วย คือมันให้อารมณ์ของสองโลก ที่แตกต่างกันออกไป แต่มันก็ผสมเข้ามาอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว ซึ่งเรื่องนี้มีทั้งภาพและเนื้อหา ค่อนข้างมีความรุนแรงอยู่พอสมควรครับ โครงเรื่องและปริศนาต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดีไม่น้อย เรียกได้ว่าถูกใจคอแนวสืบสวนสอบสวนฆาตกรรมแน่นอนครับ การดำเนินเรื่องก็จะค่อยๆ หยอดปมปริศนาต่างๆเข้ามา โดยที่แก้เสร็จแล้วก็จะมีปมปริศนาขึ้นมาใหม่ให้แก้ต่อไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งเรื่อง มองผิวเผินอาจจะดูมันเป็นประเด็นที่แตกต่างกันออกไป แต่พอนำมาจับมารวมกันจะรู้เลยว่าที่ปมปริศนาต่างๆ มันเชื่อมโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

โดยสิ่งที่ทำให้ชอบเรื่องนี้ ก็คือการแก้ไขคดีและปริศนาต่างๆ ของตัวพระเอกโดยการเขียนทฤษฏีและถอดรหัสแปลกๆออกมา ทั้งการเคาเดาความเป็นไปได้ ทุกอย่างที่ต้องใช้ในการแก้ไขคดี มันเหมือนกับว่าเอาตัวเองจำลองเข้าไปอยู่ในคดีหรือเหตุการณ์นั้นๆ ยิ่งดนตรีประกอบตอนไขคดีนี้ชวนบิ้วอารมณ์มากๆ ทำให้การ์ตูนเรื่องนี้สนุกเกินคาดมากครับ ในช่วงแรกของเรื่องจะเน้นการสืบสวนคดีฆาตกรรมของ คิลเลอร์บี และเหตุการณ์อาชญากรรมวุ่นวายที่เกิดขึ้นโดยผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่ง โดยจะมีทฤษฎีสมคบคิดและแผนการต่างๆ ที่เป็นแบบแผนซ้อนแผน ทำให้ยิ่งซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ มันชวนให้สนุกตื่นเต้นและน่าติดตามตลอดเวลา โดยช่วงนี้ก็จะมีการแก้ไขคดีและฉากแอคชั่นมาเป็นพักๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่การไขคดีซะมากกว่า

ช่วงหลังเนื้อเรื่องมันเข้มข้นและหนักขึ้นเรื่อยๆ ตัวเรื่องค่อยๆเข้าที่เข้าทางมากขึ้น แต่ก็พอเดาเนื้อเรื่องออกได้แล้วว่าใครเป็นใคร รู้สึกว่ารีบเฉลยปมต่างๆเร็วไปหน่อย ทั้งปมเรื่องราวในอดีตที่ทำให้รู้ว่าตัวละครมีความสัมพันธ์กันมากกว่าที่คิดมาก ปมแรงจูงใจของตัวละคร รวมไปถึงปมเบื้องหลังการทดลองในการสร้างอมนุษย์ขึ้นมา แต่ความสนุกมันอยู่ตรงที่วิธีการของตัวละครมากกว่า สร้างแผนการที่ดูตบตาให้เชื่อไปอย่างนั้น แล้วก็หักมุมทีหลังได้โหดมากจริงๆ

การดำเนินเรื่องก็จะมีหลายมุมมองมากครับ เพราะใช้หลายตัวละครแต่ตัวละครเด่นๆ ก็จะเป็น คีท ลิลลี่ และทีมตำรวจที่เป็นส่วนของการไขคดีและปริศนาต่างๆแล้วก็ คีลเลอร์บี และกลุ่มองค์กรปริศนาที่เป็นอมนุษย์ ที่จะเน้นไปทางฉากต่อสู้แอคชั่นแฟนตาซีมันส์ๆไปเลย ตัวละครทุกคนล้วนสำคัญกับตัวเรื่องมาก ฉากต่อสู้เรียกได้ว่าจัดเต็มแบบสะใจมาก รู้สึกดุเดือดสมกับเป็นการต่อสู้ของผู้ที่เหนือมนุษย์จริงๆ มันรวดเร็วแต่ก็พริ้วไหว ด้วยที่งาพภาพที่สวยงาม เก็บรายละเอียดเล็กน้อยต่างๆได้ดีมาก แทบไม่มีงานเผาเลย แต่น่าเสียดายที่มีฉากแอคชั่นน้อยไปหน่อยเท่านั้นเองครับ

ต้องขอคาราวะคนเขียนบทครับ สุดยอดมากไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่ดู The Dark Knight ตัวอนิเมะเลือกที่จะค่อยๆ หยอดปริศนาทีละนิดๆให้เรา พอแก้ปริศนาได้ก็มีปริศนาต่อไปโยนเข้ามาอีก กล้าพูดเลยว่าตลอด12ตอนนั้น ไม่มีช่วงไหนน่าเบื่อเลย งานภาพผมพยามยามจับผิดตลอดทั้งเรื่อง แต่เชื่อมั้ยแทบไม่เจอเลยภาพสวยมาก ชอบแบ็คกราวเรื่องนี้มาก โมเดล3D ในเรื่องก็ไม่น่าเกลียด ฉากดิบเถื่อนเลือดสาดทำได้ดีเลย

ฉากต่อสู้ทำได้ดีมาก พริ้วไหวไม่ค่อยเจองานเผาด้วย ทั้งประกายไฟละอองน้ำค่อนข้างเก็บรายละเอียดได้ดีเลยครับ ตัวละครมีหลายมิติ มีเอกลักษณ์มีแรงจูงใจในการกระทำต่างๆ เพลงประกอบ ตอนไขปริศนาก็บิ้วได้ดี ตอนต่อสู้ก็จังหวะ เข้ากันครับ ผมชอบเพลงจบมากเลย ปล.มีเอนเครดิตในฉากจบชวนหวือมากครับ และคาดว่ามีซีซั่นต่อไปแน่นอน รับชมได้แล้วบน NetFlix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว อนิเมะ 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง Space Sweepers ชนชั้นขยะ ปฏิวัติจักรวาล

หนัง ไซไฟ อวกาศของแก๊งกวาดขยะนอกโลกจากแดนกิมจิ ก่อนจะพบเจอหนูน้อยที่เขาว่าเป็นแอนดรอย์ทำลายล้าง [ แอบสปอยนิดๆ ]

รีวิว หนัง Space Sweepers ชนชั้นขยะ ปฏิวัติจักรวาล 3 มนุษย์ กับอีก1หุ่นยนต์ ที่รวมตัวกันเป็นสลัดอวกาศล่าขยะมีค่าที่ลอยเคว้งอยู่นอกโลกในปี 2092 แต่ความซวยก็ดันมาเยือน เมื่อพวกเขาดันไปเก็บอาวุธระเบิดมหาประลัย ในรูปของเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มเข้าเสียได้ แต่ดูเหมือนส้มจะหล่น เพราะมีองค์กรก่อการร้าย พร้อมจะจ่ายให้ไม่อั้นเพื่อแลกตัวเด็กน้อยคืน สุดท้ายกลายเป็นสงครามสาดแสงเลเซอร์ กลางอวกาศเพื่อแย่งตัวแบบมะรุมมะตุ้ม ทั้งฝ่ายคนดีและคนชั่ว โดยมีเหล่านักเก็บกวาดขยะอยู่ตรงกลาง รอเลือกข้างว่าจะเอา เงิน หรือ คุณธรรม

ดูเหมือนว่านับวัน ยิ่งได้เห็นหนังเกาหลีใต้ มีความหลากหลายและก้าวออกไปไกล ห่างบ้านเรามากขึ้นทุกที ตอนนี้พวกเขามีหนังแอคชั่นไซไฟอวกาศ ออกฉายในระบบสตรีมมิงของ Netflix เรื่องราวของกลุ่มนักเก็บขยะนอกโลก กับหนังเรื่องใหม่ Space Sweepers หรือชื่อไทย ชนชั้นขยะปฏิวัติจักรวาล ไซไฟอวกาศแบบเต็มขั้น อีกหนึ่งที่พัฒนาการด้านภาพยนตร์จากเกาหลีใต้ ที่จะพาทุกคนไปตะลุยจักรวาล กับภารกิจสุดว้าวซ่า ของเหล่าแก๊งคนเก็บขยะอวกาศ ผ่านพล็อตที่ว่าด้วยเรื่องราวของภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเด็กน้อยคนหนึ่ง

หนังมีส่วนที่ทำให้รู้สึกว้าวอยู่พอสมควร คือพล็อตเรื่องที่ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Guardian Of The Galaxy อยู่บ้างนะ ด้วยเป็นหนังไซไฟอวกาศ ที่ไม่ได้หนีห่างจากเรื่องราวการกอบกู้โลกมากนัก แต่หากใครที่ไม่เคยดูมาก่อนก็คงไม่มีปัญหา เพราะถึงอย่างไรตลอดทั้งเรื่องก็ไม่ได้มีจุดไหนชวนง่วงหรือขอตัวไปทำอย่างอื่นก่อน แล้วค่อยกลับมาดู ยิ่งช่วงกลางเรื่องไปจนจบยิ่งสนุก จนไม่อยากลุกไปไหน แอบคิดในใจว่าหากฉายในโรงภาพยนตร์ ได้ดูบนจอใหญ่ๆ เสียงดังกระหึ่มคงสนุกฉิบหาย

อาจยังไม่ใช่หนังที่ชื่นชมได้แบบอวยสุดลิ่ม แต่เราก็ได้เห็นความสามารถ และศักยภาพของหนังเกาหลี ว่าไปฟัดกับโลกได้จริงๆ ไม่ว่าจะตระกูลหนังล่ารางวัล หรือตอนนี้หนังบันเทิง CG แบบเต็มสูบ ขนาดว่าทรงดีมากๆ ถ้าอุตสาหกรรมหนังเกาหลี ต่อยอดได้จริงจัง เราจะเห็นหนังไซไฟ หนังอวกาศที่ดราม่าเข้มๆ สไตล์เกาหลี เต็มทั้งตา ตรึงทั้งใจ แน่นอนเมื่อนั้นล่ะหนังเกาหลีจะเบียดขึ้นแนวหน้า ของหนังตระกูลไซไฟ ที่มหาอำนาจภาพยนตร์ฝั่งตะวันตกครองที่นั่งมายาวนานก็เป็นได้ สำหรับเรื่องนี้ หนังสนุกดี ชมได้เพลินมากๆ แอดขอบอก

โดยรวมแล้ว ต้องยอมรับจริงๆว่านี่คืองานเอาไปโม้ เอาไปกระทบไหล่ หนังบล็อกบัสเตอร์ได้เลยทีเดียว ขนาดว่าดูผ่านจอทีวียังรู้สึกได้ ไม่ต้องคิดว่าถ้าได้ฉายในโรงจะเพิ่มอรรถรสภาพกับเสียงไปได้อีกเท่าไร น่าเสียดายว่าพิษโควิด-19 ทำให้อดชมในโรง [ แต่ในเรื่องที่ร้ายก็มีเรื่องที่ดีเหมือนกัน ]หนังได้ลงเน็ตฟลิกซ์ ดูพร้อมกันทั่วโลกแทน ติดตามความสนุกของหนังไซไฟอวกาศเรื่องแรกจากเกาหลีใต้ใน Space Sweepers ชนชั้นขยะปฏิวัติจักรวาล ทั้งพากษ์ไทยและบรรยายไทยได้แล้วทาง Netflix นับเป็นหนังดีอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดจริงๆ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms