รีวิว หนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

รีวิว หนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ตัวแทน​จาก​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คน​ ได้รับมอบหมายภารกิจลับ​ ให้ทำเพลงแนวหมอลำ และทั้ง​ 8​ คนต้องมาเรียนรู้​ และใช้ชีวิตแบบคนอีสาน​ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม​ และการสื่อสารผ่านเพลงหมอลำในแบบฉบับ​ BNK48 มาเอาใจช่วยน้องๆกันนะ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ BNK48 กลุ่มไอดอลหญิงประสบกับปัญหาด้านความนิยมของเพลงทำให้ จ๊อบซัง เจ้าของบริษัทตัดสินใจจะเสี่ยงในการทำเพลงลูกทุ่งอีสานโดยจ้าง ก้อง ห่วยไร่ ศิลปินที่มีชื่อเสียงในด้านดนตรีและบทเพลงแนวอีสานให้มาทำโปรเจกต์เพลงของอีสานให้โดยมีค่าจ้าง 3 ล้านบาท ก่อนที่จะพาสมาชิกทั้งหมดในโปรเจกต์นี้ทั้งหมด 8 คนไปทำเพลงที่บ้านโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี

เงื่อนไขว่า ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด โดยได้ จาลอด เพื่อนไทบ้านที่อยู่ด้วยกันมาเป็นผู้ช่วยในการสอนน้องๆ BNK48 ทั้ง 8 คน ในการทำเพลงอีสานอีกด้วย และนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของไอดอลลูกคุณหนูจากเมืองกรุง ต้องมาเรียนรู้ชีวิตความลำบากจากบ้านนอกเพื่อซึมซับวิถีชีวิตของคนอีสาน และรังสรรค์บทเพลงท่วงทำนองอีสานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของพวกเธอ ที่ผสมผสานกลมกล่อมเข้ากับวิถีชาวบ้านแบบอีสานแท้ๆ ขึ้นมาจนได้พบกับความ โดดดิด่ง

โปรเจกต์นี้คือความร่วมมือระหว่างBNK48 ออฟฟิศ กับ เซิ้งโปรดักชั่น ช่วยกันทำภาพยนตร์เรื่อง ไทบ้าน x BNK48 ซึ่งภาคก่อนหน้าเรื่องไทบ้าน เดอะซีรีส์ เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชีวิตในบ้านนอกและวัฒนธรรมต่างๆของคนอีสาน เนื้อหาจะเป็นการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่กลับตีตลาดต่างจังหวัดและทำรายได้จำนวนมาก จนมีภาพยนตร์ ไทบ้าน เดอะซีรีส์ ฉายออกมาแล้วทั้งหมดจำนวน 3 เรื่อง

และเรื่อง ไทบ้าน x BNK48 เป็นเรื่องที่ 4 ซึ่งจะเป็นการขยายจักรวาลไทบ้านและเป็นการตีตลาดต่างจังหวัด ทำให้คนต่างจังหวัดรู้จักวง BNK48 มากขึ้นอีกด้วย โดยครั้งนี้หนังได้สองผู้กำกับอย่าง สุรศักดิ์​ ป้องศร กับธิติ​ ศรีนวล จากหนังไทบ้านเดอะซีรีส์มารับไม้จาก BNK48 ในการนำน้องๆกลุ่มไอดอล BNK48 มาเล่นในแบบฉบับหนังไทบ้าน เพื่อเสริมกำลังรุกเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างจากฐานแฟนเดิมของกันละกัน เป็นโพรเจกต์ที่มองว่าวินๆทั้งคู่

และที่สำคัญรอบนี้เรายังจะได้เห็นน้องๆ BNK48 กลุ่มใหม่ๆที่แตกต่างจากหนังเรื่องเก่าๆมาโลดแล่นกันบ้างไม่ว่าจะเป็น น้ำหนึ่ง, ปูเป้, เนย, แก้ว, โมบายล์, น้ำใส, ตาหวาน และ ไข่มุก มาเล่นเป็นตัวเองในเรื่องนี้และข้อดีคือเราได้เห็นมุมมองของฝั่งผู้บริหารและการทำงานของหลังบ้านวง BNK48 แบบใกล้ชิดอีกด้วย ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของหนังไทบ้านที่เน้นความเป็นธรรมชาติ แสดงเหมือนไม่ได้แสดงทำให้น้องๆ BNK48 

แสดงความเป็นตัวเองออกมาในหนังได้ดี และไม่ต้องพึ่งพลังแสดงมากนัก ในหนังเราจะได้เห็นโมเมนต์ต่างๆของน้องๆน่ารักๆโก๊ะๆ อะไรแบบนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่ได้เห็นตามปกติทั่วไปได้เห็นน้องๆจับปลา ดำนา นั่งมอเตอร์ไซค์ กินอาหารแบบบ้านๆพูดภาษาอีสาน บางคนก็ได้แสดงเป็นตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะน้อง เนย BNK48 [ แอดเองก็ชอบนะ ] ที่เป็นอีกหนึ่งในตัวละครที่ขับเคลื่อนในหนังเลยก็ว่าได้

ส่วนนักแสดงฝั่งไทบ้านก็ยังแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดิม เพราะเป็นนักแสดงตัวหลักที่แสดงได้ลื่นใหลไม่มีที่ติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในมุมมองของนักดูหนัง ถ้าจะบอกว่าหนังแย่มากก็คงไม่ใช่ แค่บทมันเป็นจังหวะโดดดิด่งมากจนเกินไปจนคนดูไม่อิน แต่ถ้าเรื่องเสน่ห์นักแสดงบอกได้เลยว่า ดีงามทุกตัวละคร BNK48กรุ๊ป นี่ของเขาไม่ธรรมดาจริงๆ

โดยรวมต้องบอกว่าไทบ้าน x BNK48อาจไม่ได้เป็นหนังดีที่สุด แต่ในด้านความสนุกครบรส หนังเรื่องนี้จัดว่าคุ้มค่า ยิ่งถ้าคุณเป็นแฟนๆของไทบ้าน [ คุณอาจจะรักสาวๆกรุ๊ปนี้ และแฟนๆ BNK48 ก็อาจจะชอบบ่าวไทบ้านเหมือนกัน ] ซึ่งอย่างน้อยเราก็ได้เห็นแล้วว่า ปลาดิบ VS ปลาแดก ถึงแม้มันจะมีรสชาติโดดๆจนต้องร้องโดดดิด่ง ยังไงมันก็ยังแซ่บหลายม่วนหลาย เด้อพี่น้อง

และ  End Credits ท้ายเรื่อง จาลอดกลับมาคุยกับหมอปลาวาฬอีกครั้ง โดยหมอปลาวาฬตกลงที่จะเป็นเพื่อนกันกับจาลอด ถ้าหากเขาจะมองว่าเธอเป็นเพื่อนอยู่ และนี้คือการปูเรื่องเข้าสู่ หมอปลาวาฬ หนังภาคแยกลำดับต่อไปของจักรวาลไทบ้าน [ คู่แข่งจักรวาลมาเวล ] ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ จะดีหรือแย่อย่างไรก็อยากจะแนะนำให้ดูและเข้าไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเอง แล้วคุณจะต้องโดดดิด่งๆแน้นอนรับชมได้แล้ว บน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์ไทย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

 

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า หนังตลกแอ็กชั่นซุปเปอร์ฮีโร่ เบาสมองแนวหญิงแกร่ง แรงเต็ม100 กับมุกตลก โปกฮา โอ้ลั่นล้า [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า ในโลกที่เกิดบรรดาผู้มีพลังพิเศษที่เรียกว่า เครียมส์ ซึ่งมาจากผู้มีแนวโน้มในการก่อเหตุร้าย ทำให้โลกกลายเป็นสังคมที่เกิดเหล่าวายร้ายที่มีพลังพิเศษ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งคือ เอมิลี่ ที่สูญเสียพ่อและแม่ที่เป็นนักวิจัยไปเพราะพวกเครียมส์ เธอจึงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อจะโตมาเป็นนักวิจัยแล้วค้นหาวิธีทำให้มนุษย์ธรรมดามีพลังพิเศษแล้วต่อสู้กับวายร้ายได้ ซึ่งในวัยเด็กเธอได้พบกับ ลิเดีย เด็กหญิงสุดห้าวที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน

ถึงแม้เอมิลี่จะสนิทกับลิเดียแค่ไหน แต่วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองต้องบาดหมางใจกัน และไม่ได้ติดต่อกันเกือบยี่สิบปี จนกระทั่งเมื่อทั้งสองเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยกลางคน ลิเดียพยายามหาทางติดต่อเอมิลี่เพื่อให้กลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่น และเธอก็ได้พบความจริงว่าเอมิลี่นั้นกลายเป็นนักวิจัยที่มีบริษัทใหญ่โตและร่ำรวยราวกับโทนี่ สตาร์คโอ้วๆ ซึ่งเธอกำลังค้นคว้าวิธีการทดลองเปลี่ยนแปลงระบบพันธุกรรม แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของลิเดียทำให้เธอถูกฉีดสารเคมีและทำให้ตัวเองมีพลังพิเศษขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ [ นั้นใง ]

ระหว่างที่ลิเดียกำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้น และเธอก็พบว่าตัวเองหลงใหลกับการกิน ไก่ดิบๆ [ เหมือนยายยิบเลย ]พร้อมๆกับพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ส่วนเอมิลี่เอง ก็ปรับสมดุลร่างกายของตนเองจนพบว่ามีพลังวิเศษในการล่องหน [ โอ้วงานนี้มันแน้ๆ ] ทั้งสองจึงร่วมมือกันเพื่อออกปราบเครียมส์และฟื้นฟูความสัมพันธ์อันก่อเกิดเป็นมิตรภาพอีกครั้ง

เรื่องนี้เป็นหนังตลกแนวแอ็กชั่นแนวเบาสมอง ย่อยง่ายตามสูตรสำเร็จ เพราะเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับ Ben Falcone และภรรยาของเขาคือ Melissa McCarthy ซึ่งเป็นนักแสดงตลกหญิงร่างอวบ มารับบทแสดงนำในเรื่องนี้ด้วย ส่วนตัวหนังก็จะมาในแนวมุกตลกสัปดน เพียงแต่อยู่ในขอบเขต [ แต่เกือบจะ18+ละ แต่ก็ยังไปไม่ถึง ] มาบวกกับมุกตลกเฉพาะตัวที่มาในสไตล์ดาราตลกหญิงที่ความสามารถเฉพาะตัวมาก คือถ้าคนเส้นตื้นก็จะฮาหลายฉาก แต่ถ้าไม่ก็จะแป้กกันสุดๆ ไปเลยเหมือนกันครับ

แต่เผอิญว่านี่เป็นหนังตลกแอ็กชั่น แม้ว่าพาร์ทดราม่ามิตรภาพจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เนื้อหาหลักของเรื่องก็อยู่ที่เรื่องราวแบบซุปเปอร์ฮีโร่ และฉากแอ็กชั่นคอเมดี้ ซึ่งแม้ว่าจะทำออกมาได้ดีอยู่บ้างในบางในหลายๆฉาก แต่ในภาพรวมของหนังก็เต็มไปด้วยความสนุกอะนะ การเดินเรื่องแบบตามสูตร ช่วงที่หนังเข้าสู่ช่วงการต่อสู้ ทีนี้ละมันเลย

อีกอย่างการที่ตัวหนังใช้ดาราหญิงตลกร่างอวบ มารับบทนำ และใช้ดาราหญิงผิวสีร่างอวบอีกคนมารับบทตัวรอง ก็อาจจะทำให้คนดูผู้ชายหลายคนไม่ค่อยอยากจะดูมากนัก [ ย้ำนะแค่บางคน ] แต่นะถ้าเป็นผู้ชมที่เป็นผู้หญิง อาจจะรู้สึกอินกับเรื่องราวมิตรภาพของสองตัวละครในช่วงแรกจนสามารถตามดูต่อไปได้ครับ

ส่วนบอสใหญ่ของเรื่อง The King ที่ใช้พลังแบบเดียวกับนางเอก แต่ที่เซอร์ไพร์สคือ นี่เป็นบอสที่ดันมาปล่อยมุกตลกร่วมกับ Jason Bateman ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใช้พลังพิเศษที่สุดพิสดารคือมือก้ามปู แล้วไอ้การรับส่งมุก [ ตะลึ้งตึ่งโปะ ]ของทั้งสองคนนี้กลับทำได้ดีซะยิ่งกว่าการเป็นบอสที่โชว์พลังอะไรมากมายอีกด้วย เรียกว่ามุกตลกฝั่งตัวร้ายคือจุดข่ยเลยละ เพราะทำได้กว่าที่คิดอีก ซึ่งเป็นตลกเฉพาะตัวแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นใครทำเท่าไหร่ [ เหมือนดู หม่ำ เท่ง โหน่ง เลย ] และในขณะที่ฉากแอ็กชั่น ก็ถือว่าCGทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ได้เด่นแต่ก็ไม่ได้แย่ และฉากบู๊ในช่วงท้ายก็ทำได้ดีมากๆ ช่วงนี้ใครที่เบื่อๆกับโควิดละก็ดูได้นะครับ รับชมได้แล้ว บน Netflix 

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ย์ Doctor X หมอซ่าส์พันธุ์เอ็กซ์

รีวิว ซีรี่ย์ Doctor X หมอซ่าส์พันธุ์เอ็กซ์ เป็นซีรี่ส์ญี่ปุ่นอีกเรื่องที่เรตติ้งนำเป็นอันดับ 1 เรื่อง Doctor X กระแสตอบรับดีมากขนาดนี้เป็นซีรี่ส์ที่ห้ามพลาดจริงๆ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรี่ย์ Doctor X หมอซ่าส์พันธุ์เอ็กซ์ เรื่องราวของไดมอน มิจิโกะ (โยเนะคุระ เรียวโกะ) แพทย์อิสระที่ได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่กำลังสูญเสียอำนาจและ ขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากสภาพการทำงานที่หนักขึ้นทำให้แพทย์หลายคนต้องลาออกไป การเข้ามาทำงานของเธอในฐานะแพทย์อิสระจึงไม่ได้รับการยอมรับ เธอต้องใช้ทักษะการผ่าตัดอันเฉียบคมเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

ซีซั่นที่1 ใน Doctor-X บอกเล่าเรื่องราวของ ไดมอน มิจิโกะ ศัลยแพทย์ (หมอผ่าตัด) ฟรีแลนซ์ เธอไม่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่งตัววาบหวิว และเมื่อถึง 5 โมงเย็นเธอจะออกจากที่ทำงานทันที และถ้าทางโรงพยาบาลต้องการให้เธอทำงานล่วงเวลาก็ต้องจ่ายเงินแพงหูฉี่ แต่ทุกๆครั้งทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถปฏิเสธค่าใช้จ่ายนั้นได้ เพราะฝีมือการผ่าตัดขั้นเทพที่โรงที่แพทย์คนอื่นบอกรักษาไม่ได้ แต่เธอก็สามารถรักษาได้สำเร็จทุกครั้ง แต่ถึงแม้เธอจะเก่งแค่ไหนแทพย์ทุกคนในโรงพยาบาลกลับมองเธอเป็นแกะดำ ที่ขัดต่อวัฒธรรมองค์กร พบกับเรื่องราวของ มิจิโกะ ต้องยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือคนไข้ และทำลายขนบธรรมเนียมเก่าแก่เพื่อสร้างให้เหล่าแทพย์ได้รับรู้หน้าที่ของคนเป็นหมออย่างแท้จริง

ซีซั่นที่2 เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรก ครั้งนี้ไดมอน มิจิโกะ แพทย์อิสระได้ไปทำงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทย์โตะ หลังจากแสดงฝีมือผ่าตัดอันน่าทึ่งในการผ่าตัดกระดูกขาม้า ต่อหน้าต่อตาหนึ่งในผู้บริหารของโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยยังคงอยู่ในสภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังให้ความสำคัญต่อชื่อเสียงเงินทองมากกว่าชีวิตของผู้ป่วย ไดมอน มิจิโกะต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับความเน่าเหม็นภายในโรงพยาบาล และต้องแสดงฝีมือเพื่อพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง

ซีซั่นที่3 การกลับมาอีกครั้งของศัลยแพทย์พาร์ทไทม์ ไดมอน มิจิโกะ กับคำพูดประจำตัวที่ว่า “ฉันไม่เคยพลาด” โดยในภาคสามนี้ มิจิโกะ ได้เจอกับอดีตผู้อำนวยการที่เธอเคยไปทำงานด้วย ได้รับบาดเจ็บ และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง โดยมิจิโกะได้แสดงตนเป็นศัลยแพทย์ผู้ให้การรักษาเขา ท่ามกลางเหล่าศัลยแพทย์ที่ไม่เห็นด้วย มาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ที่ต้องพกลูกเมล่อนและใบแจ้งหนี้ มาดูกันสิว่าในภาคนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป

ซีซั่นที่4 ครั้งนี้ ศัลยแพทย์ไดมอน มิจิโกะ (โยเนะคุระ เรียวโกะ) ได้รับการว่าจ้างจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทเทย์ ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านแบรนด์ดิ้งอย่างหนัก เนื่องจากการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานและความขัดแย้งภายในองค์กร หนำซ้ำ ชะตากรรมของโรงพยาบาลดันตกอยู่ในกำมือของฮิรุมะ ชิเงคัตสึ (นิชิดะ โทชิยูกิ) คู่แค้นตลอดกาลของหมอไดมอน

ซีซั่นที่5 หลังจากฮิรุมะ ชิเงคัตสึ (นิชิดะ โทชิยูกิ) ถูกอัปเปหิออกจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทเทย์ โรงพยาบาลได้เข้าสู่ยุคใหม่ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการหญิงคนแรก ที่มาพร้อมแนวคิด คนไข้มาก่อน  และต้องการชำระโรงพยาบาลให้บริสุทธิ์ดังเดิม ทว่า ด้วยความช่วยเหลือของสมาคมแพทย์ญี่ปุ่น อำนาจเก่าก็ได้หวนคืนเวทีอีกครั้ง และในครั้งนี้หมายมุ่งจะทำลายไดมอน มิจิโกะ (โยเนะคุระ เรียวโกะ) ให้จมดิน

Doctor-X หรือชื่อเต็มว่า Doctor-X: Surgeon Michiko Daimon ซีรี่ส์ญี่ปุ่นกระแสแรงที่เคยคว้าเรตติ้งอันดับ 1 ในญี่ปุ่นมาแล้ว และมีถึง5ซีซั่น  เมื่อปี 2019 กับการหยิบแวดวงการแพทย์มานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ทั้งการฉีกรักษาที่ตื่นเต้นสมจริง หรือแม้กระทั่งเรื่องการเมืองในองค์กร จึงทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความนิยมสุดในญี่ปุ่น คอซีรี่ส์แนวหมอไม่ควรพราดจริงๆรับชมได้แล้วบน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่  รีวิว ซีรี่ส์ ญี่ปุ่น  

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America เรื่องผีจากทางบ้านที่หลอนแบบเฟคๆ ซีรีส์เรียลลิติ้ที่ชวนคุณมาร่วมสัมผัสเรื่องราวสุดสยองเหนือธรรมชาติ ที่อธิบายไม่ได้จากประสบการณ์ของผู้คนมากหน้าหลายตา ผ่านการจำลองเหตุการณ์ที่หน้าขนลุก [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America หลอน ลาตินอเมริกา ซีรีส์ที่ยืมชื่อหนังผีแนวทางของอเมริกามาใช้ แต่เป็นเรื่องที่เกิดในเม็กซิโกกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ที่มีสไตล์เรื่องผีบางอย่างแตกต่างจากพวกบ้านผีหลอกของอเมริกาอยู่บ้าง

โครงเรื่องนี้เป็นหนังแนวจำลองเรื่องจริงจากคำบอกเล่าของผู้คนที่ผ่านประสบการณ์ถูกผีหลอกหลากหลายแบบ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าเรื่องจริงที่ซีรีส์ชุดนี้เอ่ยถึงไว้ในทุกตอน มันคือเรื่องเล่าแบบพวกรายการผี เดอะช็อคของไทยทำนองนั้น คือจริงไม่จริงไม่รู้ แต่คนมาเล่าว่าตัวเองเจอมาจริงๆ แล้วตัวเรื่องทำแบบคล้ายๆ รายการเกมโชว์ด้วยการตั้งวงพูดคุยประสบการณ์เรื่องผีในบ้าน มีกล้องถ่ายสีหน้าท่าทางตอนเล่าให้ดูจริงจัง พร้อมกับตัดสลับไปใช้นักแสดงจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคนเล่าเป็นช่วงๆ จบในตอน มีทั้งหมด 5 ตอน ความยาวไม่เท่ากัน ตอนแรกจะยาวสุด 47 นาที ตอนอื่นๆ จะราวๆ ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งก็คล้ายๆ เรานั่งฟังเรื่องผีไปเรื่อยๆ นี่แหละครับ

ผีในเรื่องตอนแรกที่ยาวสุดก็เป็นเรื่องปรากฎการณ์ผีหลอกในบ้าน แล้วก็ตามมาสิงสู่แม้ย้ายไปที่อื่น ตอนสองก็เป็นเรื่องตุ๊กตาผีที่ตามรังควานคนในบ้าน ซึ่งรวมๆ แล้วก็คล้ายๆ หนังผีฝรั่งตระกูลคอนเจอริ่งนั่นเลยครับ พอมาตอน 3 4 5 ถึงเป็นเรื่องราวสไตล์ผีแปลกๆ แตกต่างหน่อย อย่างผีเคาะประตู ผีคุ้มครองคน ตอนสุดท้ายเป็นผีหมาจากนรก ซึ่งรวมๆ แล้วก็พอดูได้ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เพราะสไตล์ผีหลอกในเรื่องใช้ดนตรีบิ้วเอาตลอด ผีก็โผล่แบบชัดเกินจริงมากไป แบบเป็นควันรวมตัวเดินมาทำร้ายคนอะไรแบบนี้

ซึ่งพอเรื่องอ้างอิงว่าเรื่องจริง แต่ผีในเรื่องนี่แทบจะเป็นร่างเนื้อมาเลย มันเลยดูเป็นเฟคไม่สมจริงเกินไป แทนที่จะคลุมเครือลึกลับ แต่ไม่เลยทุกเรื่องคือเปิดมาผีก็อยู่ๆ พุ่งมาทำร้ายคนทันที แถมยังไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรในเรื่องให้เข้าใจได้มากด้วย ส่วนใหญ่ก็มักตัดจบแบบห้วนๆ ไม่มีไล่ผีไปได้หรือแฮปปี้เอนดิ้งอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าคนขวัญอ่อนหน่อยมาดูก็คงตกใจใช้ได้อยู่ เพราะจริงๆแล้วเรื่องมันก็ออกแนวเฟคแต่งมาให้คนกลัวโดยตรง เหมือนพวกรายการเรื่องผีจากทางบ้านนั่นแหละครับ

แต่สิ่งที่เฟคกว่าแบบชัดๆ คือส่วนของคนที่มาเล่าเรื่องจริง ดูยังไงก็เป็นการจัดฉากชัดๆ แถมตัวละครที่มาร่วมวงกันเล่าในแต่ละตอนก็มีความสัมพันธ์กัน แบบคู่รัก แม่กับลูกๆ แล้วก็มาเล่าเรื่องในอดีตเพื่อทำความเข้าใจกัน แต่สีหน้าท่าทาง และหลายๆอย่าง มันดูไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันเลย แถมยังพยายามแสดงอารมณ์เกินจริงแบบมีเหงื่อตก มีความกลัวตอนได้ฟังเรื่องเล่าจากอีกคน ซึ่งมันดูเป็นการแสดงแบบเฟคชัดๆ จนดูขัดใจ เรียกว่าจริงๆ ทำเฉพาะส่วนของหนังไปเลยแล้วใช้เสียงเล่าแทรกล้วนๆ อาจจะดีกว่าเยอะ

พวกเอฟเฟ็กต์ผีในเรื่องใช้การแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผีมากกว่า หลายอย่างดูแล้วรู้เลยว่าทุนต่ำ มีการใช้มุมกล้องหรือเทคนิคหนังผีบ้านๆ แบบเชือกดึงของให้หล่น หรือสลิงยกตัวให้ลอย ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะตัวเรื่องจริงๆ แค่เหมือนรายการเรื่องผี แต่ใส่หนังประกอบเรื่องเล่ามาผสมไว้เท่านั้น

สรุปเลยคือถ้าเป็นพวกชอบเรื่องผี ชอบแนวรายการเรื่องผีจากทางบ้าน ก็ดูได้ มีความสยองชวนขนลุกได้พอสมควร บทพยายามใส่ฉากสยองขวัญมาตลอดเวลา แต่ถ้าคนชอบแนวสมจริงในหลายๆ อย่างแบบหนังผีดีๆ คงต้องผ่านเรื่องนี้ไป เพราะหลายๆ อย่างทั้งนักแสดงและบทชวนให้รู้สึกว่ากำลังนั่งดูเรื่องเฟคอยู่ตลอดเวลา จนรู้สึกตลกหรือหงุดหงิดกับเรื่องนี้มากกว่าจะสนุกหรือสยองขวัญอย่างที่ควรจะเป็นครับ ดูได้แล้วครับบน  Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ไทย Let’s Fight Ghost คู่ไฟท์ไฝว์ผี

รีวิว ซีรี่ส์ไทย Let’s Fight Ghost คู่ไฟท์ไฝว์ผี ที่แฟนๆของ เซ้นต์ ศุภพงษ์ กับ อร BNK48 ห้ามพลาดเด็ดขาด  [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว ซีรี่ส์ไทย Let’s Fight Ghost คู่ไฟท์ไฝว์ผี รื่องนี้ยังไงต้องปังแน่นอนเพราะว่าตอนเป็นเวอร์ชั่นเกาหลีเมื่อปี 2016 ได้ Taecyeon และ Kim So Hyun มารับบทนำก็ปังมากๆ เรียกว่าเป็นหนึ่งใน Top 3 ซีรีส์เกาหลีแนวผีโรแมนติกคอมมาดี้ในใจแอดเลยแหละ

อ๊อฟ – อิศวะ (ศุภพงษ์ อุดมแก้วกาญจนา) นักศึกษาแพทย์ผู้มีความสามารถในการมองเห็นผี และสามารถแตะต้องผีได้ อ๊อฟจึงรับจ้างปราบผีเพื่อเก็บรวบรวมเงินสำหรับการผ่าตัดดวงตาให้ไม่ต้องมองเห็นผีอีก แล้ววันหนึ่งอ๊อฟก็ได้รับการว่าจ้างจากจีนส์ – จิดาภา (พัศชนันท์ เจียจิรโชติ) ผีสาวความจำเสื่อมให้ช่วยมาปราบผีอีกตัว แต่อ๊อฟเข้าใจผิดคิดว่าเป็นตัวจีนส์เอง ทำให้ทั้งสองต่อสู้กันจนเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้จีนส์จำอดีตของตัวเองได้บ้างส่วน

และจีนส์ยังได้ใช้ความสามารถในการมองเห็นอดีตและจุดอ่อนต่างๆ ของผีในการช่วยอ๊อฟปราบผี โดยมีเล้ง (เนียร์กิจ – กรวิชญ์สูงบูลย์) กับเนียร์ (หรั่ง – อภิวิชชียร์ ดอน) สองรุ่นพี่สุดขู่ผู้คลั่งไคล้ในการล่าปีศาจเข้ามาร่วมก๊วนด้วยทำให้อ๊อฟกับจีนสนิทกันมากขึ้นจนความสัมพันธ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป แต่อ๊อฟมีนางในฝันคือน้ำหวาน (มายด์ – วรัทยาว่องชยาภรณ์) สาวสวยรุ่นพี่ที่ผู้ชายหมายปอง

ซีรีส์ Let’s Fight Ghost เป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาจากซีรีส์เกาหลีทำให้เราอยากรู้ว่าพอเอามาทำในแบบที่เป็นของไทยแล้ว จะเป็นยังไงซึ่งจริงๆแล้วผมว่าก็เป็นความสนุกในอีกรูปแบบหนึ่งนะในเรื่อง บทอ๊อฟเป็นนักเรียนแพทย์ที่รับจ๊อบเป็นหมอผีด้วย เพราะมีความสามารถพิเศษเป็นเหมือนพลังที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดคือการมองเห็นผี

เป็นบทที่แปลกแหวกแนวเหมือนกันเรื่องของการแสดงก็ต้องใช้ความสมารถสูงกว่าที่ผ่านมาเพราะไม่ได้เล่นกับนักแสดง แต่ต้องเล่นกับสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆ ที่ทางทีมงานเขาออกแบบมาให้ อยากให้ทุกคนได้ดูกัน และนักแสดงอีกท่านหนึ่งสำหรับน้องอร BNK ผมว่าเขาเหมาะสมกับบทจีนมากๆแล้วก็คิดว่าเป็นผีที่ทุกคนน่าจะอยากเจออยากจริงๆ ให้ทุกคนได้ติดตามชม Let’s Fight Ghost คู่ไฟไฝวผี ซีรีส์ที่มีทั้งความเชื่อและความน่ารัก มีทุกอารมณ์แน่นอน

มีสอดแทรกความเป็นไทยให้เข้ากับบริบท พระนางเคมีเข้ากันน่ารักดี มีช่วงแรกๆ ที่กัดกันจนบางทีแอบกังวลใจในความกัดกันของทั้งสองคน แต่ก็เริ่มน่ารักขึ้นมาบ้างแล้ว โดยรวมแล้วน่าติดตามดูทุกตอนเลยละ สามารถรับชมได้แล้วบนNetflix อย่าลืมติดตามกันนะครับ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่  รีวิว ซีรี่ส์ ไทย 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ Tale of the Nine Tailed

รีวิว ซีรีส์ Tale of the Nine Tailed กูมิโฮหรือจิ้งจอกเก้าหาง เป็นปีศาจในตำนานของเกาหลี  ซีรีส์เรื่อง Tale of the Nine Tailed ก็ไม่ใช่เรื่องแรกที่หยิบเรื่องจิ้งจอกเก้าหางมาเล่า แต่ทำไม Tale of the Nine Tailed ยังน่าสนใจจน ทำให้ต้องลองหาดู [ สปอยนิดๆนะ ]

รีวิว ซีรีส์ Tale of the Nine Tailed ด้วยความที่เป็นซีรีส์ปี 2020 วิธีการเล่าเรื่องของจะไวมากและรีบเข้าเรื่องกูมิโฮให้เร็วที่สุด ไม่อารัมภบทให้เสียเวลา เปิดเรื่องพ่อแม่นางเอกประสบอุบัติเหตุรถคว่ำซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือกูมิโฮสักตัวนี่แหละ นางเอกในวัยเด็กก็เลยฝังใจกับเรื่องกูมิโฮ จนโตไปทำอาชีพเป็นโปรดิวเซอร์รายการทีวี ก็ยังสนใจเรื่องกูมิโฮ เลยได้พบพระเอกอีกครั้งตอนสัมภาษณ์ (พวกเขาเคยพบกันครั้งแรกตอนที่นางเอกประสบอุบัติเหตุ)

กูมีโฮ หรือ ปีศาจจิ้งจอกเก้าหาง ตามตำนานความเชื่อของชาวเกาหลี ( ทำนองเดียวกับ ต๋าจี่ปีศาจจิ้งจอกของจีน ) ตำนานเกาหลีเชื่อว่าสุนัขจิ้งจอกตัวไหนสามารถมีอายุยืนถึง 1,000 ปี จะกลายเป็นกูมีโฮ มีพลังอำนาจแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ และมักจะเป็นสาวสวยสุดเซ็กซี่ เพื่อล่อลวงชายหนุ่มโดยเฉพาะ ทำไมต้องทำงั้นน่ะ เพราะกูมีโฮต้องการเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ให้ได้ และการกลายร่างให้ได้สำเร็จต้องกินหัวใจหรือตับของมนุษย์ให้ได้ 100 คน โอ้ววว เป็นกูมีโฮที่น่ากลัวมากๆ แต่เกาหลีก็ทำให้มีกูมีโฮน่ารักสดใสแถมไม่น่ากลัวเลยนะ

กับเรื่องนี้ กูมีโฮถูกตีความใหม่โดย ไม่ได้เป็นผู้หญิง แต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี๊ดี [ เหมือนแอดเลยละอิอิ ] เสน่ห์เหลือร้ายที่สาวๆแอบกรี๊ดมาแล้ว (อีดงอุค) รับบทเป็น อียอน กูมีโฮมาดนิ่ง หล่อ เท่ อายุ 1000 ปี มีหน้าที่จัดการพวกภูติผีปีศาจ จิ้งจอกและสัตว์ในตำนานตัวอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างโลกหลังความตายและโลกมนุษย์ เขาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองจนได้มาพบกับ นัมจีอา (โจโบอา) โปรดิวเซอร์สาวที่ทำรายการสารคดีเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และตามล่าสัตว์ในตำนาน ด้วยความเชื่อว่าพวกมันมีจริงๆ เพราะต้องการตามหาพ่อแม่ของตัวเอง ที่เธอเชื่อว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่

อียอนมีน้องชายต่างสายเลือดชื่อ อีรัง (คิมบอม) ปีศาจจิ้งจอกอายุ 600ปี ลูกครึ่งกูมีโฮและมนุษย์ มีนิสัยต่างกับพี่ชายอย่างสิ้นเชิง เขาใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ แต่กลับเกลียดชังมนุษย์มากกว่าอะไรทั้งหมด เป็นนักล่อลวงมนุษย์ หลอกมนุษย์ว่าจะสมปรารถนา ก็ใช้ความโลภของมนุษย์เข้าล่อนั่นแหละ ตัวละครตัวนี้จะทำให้เรื่องราวเข้มข้นขึ้นแน่ๆ เพราะแต่ละซีนที่ออกมา แววมันออก

ฉากต่อสู้ต่าง ๆ ที่ออกมาทำให้สายตาคนดูพร่ามัวไปชั่วขณะ งานนี้โปดักชันเล่นแรงพอควรเพราะแต่ละซีนของ กูมีโฮตัวนี้ จะเท่ไปไหนพ่อคู้ณณณ อยากจะถามแค่นี้ ก็สมแล้วที่เป็นจิ้งจอกเก้าหางละนะ แปรงร่างทั้งทีจะแปลงมาเป็นคนขี้เหร่ไปไย ข้างฝ่ายน้องชายต่างสายเลือด (ไม่น่าเป็นพี่น้องกันเลย) ก็หล่อเหลาไม่แพ้กัน ฐานะที่เป็นปีศาจจิ้งจอกอายุ 600ปี หน้าตามันก็ต้องสูสีกับรุ่นพี่กันหน่อย ในบทของอีรัง จิ้งจอกผู้เกรี้ยวกราดและยังคงโปรดปรานที่จะกินมนุษย์คิมบอม ทำได้ไม่ผิดหวังกันเลย

เรื่องนี้เป็นโรแมนติก-แฟนตาซี-ดราม่า เพราะฉะนั้นจะขาดดราม่าและความหวานแหววไม่ได้ซึ่งที่ผ่านมาก็ใส่ปมต่าง ๆ ให้ตามติดเอาไว้แล้วอย่างจดจ่อ เริ่มตั้งแต่ปมพ่อ-แม่ของ นัมจีอานางเอกของเรื่อง ที่ตายหรือหายไปไหนก็ยังไม่แน่ชัด นางเอกเชื่อว่าทั้งสองคนยังอยู่ จนเวลาผ่านไป นางเอกโตเป็นสาวทำงานเป็นโปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ ความเชื่อมั่นเรื่องพ่อแม่ไม่เคยจางหาย พร้อม ๆ กับความเชื่อเรื่องตำนานจิ้งจอกมีจริงก็เหนียวแน่น เลยทำให้ไม่สะทกสะท้านเมื่อพบความจริงว่า พระเอกเป็นจิ้งจอกเก้าหาง อืม มีเหตุผลๆ

ด้วยความที่บทเขียนให้นางเอกเป็นคนฉลาดมาแต่เด็ก และมีความพิเศษบางอย่างที่มนต์ของกูมีโฮใช้ไม่ได้กับเธอ แถมยังทำให้เธอและกูมีโฮตัวนี้ ต้องมาร่วมทำอะไรบางอย่างด้วยกันซะด้วย ก็จะเป็นหลาย ๆ เหตุการณ์ ที่คลุกเคล้าอยู่ในเรื่อง คนหาย คนตาย ปริศนาต่าง ๆ ออกแนวสืบสวนสอบสวน ที่ต้องแก้ไปทีละปม

เป็นซีรีส์ที่ดูได้เพลินๆสนุกใช้ได้ พล็อตก็น่าสนใจ ฉากแอ็คชั่นก็ระทึกใจ ข้อเสียคือไม่ค่อยมีฉากหักมุมให้ลุ้นเท่าไหร่ เน้นโมเมนต์พระนางมากกว่า ชอบมุกตลกเรื่องความชอบไอศกรีมช็อกโกแลตของพระเอก แต่ก็ยังมีอีกหลายมุกที่ขำโดยเฉพาะมุกของนางเอกเล่นมุกแซวพระเอกว่าเป็นกูมิโฮ มุกพวกนี้ล้ำลึก

ซีรีส์ Tale of the Nine Tailed มี16 ตอน ตอนละประมาณ 1 ชม. ถือว่าความยาวปกติของซีรีส์ ไม่ยาวมาก และไม่สั้นเกิน เพราะทีมงานอยากจะทำให้ซีรีส์มีคุณภาพ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของทีมงาน แล้วเราจะไม่รักได้ไงซีรีส์เรื่องนี้  ตั้งแต่งานภาพในซีรีส์แล้วว่าทุกฉากมีความละเอียด แฟนตาซีอลังการงานสร้างขนาดไหน เหมาะมากสำหรับดูช่วงนี้ ช่วงโควิด19ระบาด ช่วงกักตัว ติดตามได้แล้วบน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว อนิเมชั่น นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ New Gods: Nezha Reborn

รีวิว อนิเมชั่น นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ New Gods: Nezha Reborn นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ ฉบับตีความเทพจีนใหม่ อนิเมชั่นเวอร์ชั่นล่าสุดที่แตกต่างจากนาจาทุกฉบับที่เคยสร้างกันมา เมื่อเวอร์ชั่นนี้มาแนวขายกลุ่มคนดูวัยรุ่น เอาเรื่องราวของนาจาที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันอยู่แล้วมาเล่าใหม่แบบโลกดิสโทเปีย เดินเรื่องกระชับ ฉับไว ดราม่าเข้มข้น [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว อนิเมชั่น นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ New Gods: Nezha Reborn หลี่อวิ๋นเสียง เด็กหนุ่มเลือดร้อน ผู้รักการขับขี่มอเตอร์ไซด์เป็นชีวิตจิตใจ ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองตงไห่ ซึ่งอยู่ในโลกอนาคตที่น้ำกลายเป็นทรัพยากรที่หายาก และเมืองอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลเต๋อ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลและควบคุมทรัพยากรน้ำไว้แต่ผู้เดียว ในขณะที่ผู้คนส่วนมากใช้ชีวิตในสลัม

วันหนึ่งหลี่อวิ๋นเสียง และ คาชา เพื่อนหญิงรุ่นน้องที่สนิทสนมกันได้ขี่มอเตอร์ไซด์ไปในถนนตอนกลางคืนแล้วก็ต้องถูกหาเรื่องโดยลูกชายของลูกพี่เต๋อ ผู้นำตระกูลเต๋อ คาชาถูกทำร้ายจนเสียขา ทำให้หลี่อวิ๋นเสียงระเบิดความโกรธ จนเขาได้ปลุกพลังของ “นาจา” เทพเด็กที่มีพลังอัคคีร้อนแรงให้ตื่นขึ้นมา แล้วเขาก็ได้พบกับบุคคลปริศนาที่สวมหน้ากากอสูร แล้วบอกเล่าเรื่องราวของเทพนาจาที่เวียนว่ายมาเกิดใหม่ตลอด 3,000 ปี และครั้งนี้ก็มาเกิดอยู่ในตัวหลี่อวิ๋นเสียง ซึ่งทุกครั้งก็ดูเหมือนว่าโชคชะตาที่นาจาจะนำความหายนะต้องวนเวียนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ครั้งนี้หลี่อวิ๋นเสียงก็เลือกที่จะหาทางช่วยเหลือชีวิตผู้คนมากกว่า รวมถึงการช่วยกอบกู้เมืองตงไห่จากการถูกทำลายล้าง

ตัวละครในเรื่องที่น่าสนใจมากก็คือ ซุนหงอคง จากไซอิ๋ว ถึงตัวละครนี้แม้จะออกมาไม่มากนัก แต่ทุกครั้งที่ออกมาก็ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น [ โดยเฉพาะฉากที่ว่า ฉันคือซุนหงอคงแล้วดนตรีมา แหมโคตรเทห์จริงๆ ] โดยเฉพาะความสามารถต่าง ๆ และด้านการต่อสู้ ไหวพริบและสติปัญญา และรูปลักษณ์ รูปร่าง หน้าตา หรือแม้แต่อุปนิสัย มันก็ต่างจากซุนหงอคง ที่เราเคยรู้จัก มันก็เลยทำให้เราตื่นเต้นเมื่อได้เจอกับตัวละครตัวนี้ในภาพยนตร์

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ หนังเรื่องนี้เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับคติความเชื่อเรื่องเทพเจ้าจีนได้อย่างดี และมีความจิกกัดอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นซุนหงอคง กลายเป็นบุคคลที่เบื่อหน่ายโลก เบื่อหน่ายการต่อสู้ เบื่อหน่ายของการใช้ชีวิตของความเป็นเทพของเขา การตั้งคำถามว่าหลังจากที่อัญเชิญพระไตรปิฎกแล้ว โลกก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม นี่อาจจะเป็นการตั้งคำถามว่า คติความเชื่อด้านศาสนา อาจไม่ใช่คำตอบของผู้คน ในโลกอนาคตแล้วก็เป็นได้

ฉากแอคชั่นและการต่อสู้ถือว่าสนุกมาก ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล การต่อสู้ในท้องถนน การต่อสู้ในทะเล และการต่อสู้ในวังของมังกรทะเลตะวันออก ก็ล้วนแต่ตื่นตาตื่นใจ มันสนุกจนทำให้ต้องถึงกับนั่งดูเลยทีเดียว ฉากแอ็คชั่นความสนุกในจุดนี้นะว่าหายห่วง ซึ่งถ้าหากเทียบกับอนิเมชั่นในหลาย ๆ เรื่องแล้ว บอกเลยว่ามีความโดดเด่นเกินหน้ากว่าหลายเรื่อง ซึ่งส่วนตัวผมเองสามารถเปรียบเทียบความสนุกได้กับ 9 ศาสตราเลยทีเดียว

ใครที่รู้สึกว่า นาจาเอามารีเมคบ่อยจนฝืด หรือยังติดตากับนาจาปี 2019 แนะนำเลยว่าเมื่อดูเวอร์ชั่นนี้คุณจะไม่ผิดหวัง เพราะนี่คือการนำนาจามาตีความใหม่ด้วยเซตติ้งใหม่ๆที่จับกลุ่มคนดูวัยรุ่นมากกว่าเดิม และจักรวาลเทพเซียนจีนก็จะขยายไปได้อีกเยอะ ที่สำคัญคือ มีการเอาตำนานเทพจีนอื่นๆมาแจมด้วย โดยเฉพาะซุนหงอคง เพียงแต่เวอร์ชั่นนี้จะไม่เหมาะให้เด็กเล็กดูครับ เพราะมีฉากแอบโหดหลายจุด รวมถึงฉากสะเทือนอารมณ์แทรกอยู่ในเรื่องตลอดเวลาด้วย นี่จึงเหมือนต้องการจับกลุ่มคนดูวัยรุ่นมากกว่า มีเอ็นด์เครดิตหลังจบ เรื่องนี้จะขยายจักรวาลออกไปอีกไกลมาก ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวของนางพญางูขาว ที่จะถูกส่งมาโลกปัจจุบัน และเทพสำคัญอีกองค์คือ เทพเอ้อหลาง ( เทพสามตา ) ที่จะมีบทบาทในภาคต่อไป รับชมได้แล้ว บน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว อนิเมะ 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga ฉบับคนไม่เคยดูเวอร์ชันการ์ตูน เป็นอีกครั้งที่เราได้ท่องโลกเวทมนตร์สุดลึกลับ แถมยังได้หวนรำลึกความหลังไปยังวัยเด็กแสนสดใส เมื่อเรื่องราวของเหล่าแฟรี่ที่มีพลังเวทแตกต่างกันไปอย่าง วิงซ์คลับ ซึ่งเคยโลดแล่นบนจอทีวีในฉบับการ์ตูนแอนิเมชันตั้งแต่ปี 2004-2019 ได้กลายเป็นซีรีส์ฉบับคนแสดงภายใต้ชื่อ เฟต เดอะ วิงซ์ ซาก้า บนแพลตฟอร์มความบันเทิงระดับโลกอย่าง Netflix นั่นเอง [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga นี่ถือเป็นซีรีส์ออริจินัลของเน็ตฟลิกซ์ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยการบิดเรื่องราวต้นฉบับที่สดใสและฟรุ้งฟริ้ง แต่มีกลิ่นอายของความมืดมิด ให้เป็นโทนดาร์ก สมจริง และจริงจังเหมือนกับที่เน็ตฟลิกซ์เคยทำสำเร็จไปแล้วใน RIVERDALE ที่หยิบนำหนังสือการ์ตูนในเครือ Archies มาดัดแปลงให้เป็นเรื่องเป็นจักรวาลได้ จากซีรีส์การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิงที่เป็นที่นิยมทั้งในไทยและต่างประเทศอย่าง Winx Club จะถูกมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ความยาว 6 ตอนที่แฝงไปด้วยโทนเรื่องที่มืดหม่นแต่ก็ยังมีเรื่องของพลังธาตุและเหล่าแฟร์รี่ผู้ใช้พลังในการปราบเหล่าร้าย

เพียงแต่ในครั้งนี้เน็ตฟลิกซ์กล้าที่จะดัดแปลงบางส่วน ที่ทำให้แฟนคลับหลายคนถึงกับหน้าบูด ไม่ว่าจะเป็นการตัดตัวละครฟลอร่า ที่เป็นตัวละครหลักของเรื่องที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของอนิเมะ ให้กลายเป็นเทอร่า สาวร่างใหญ่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธออีกที เปลี่ยน มูซ่า สาวเอเชี่ยนผมสีน้ำเงินให้กลายเป็นสาวอังกฤษไปแทน ไหนจะรวบตัวละครแก๊งตัวร้ายอย่าง The Trix ให้เป็น บีเอทริก สาวแสบไปโดยปริยาย ตัดตัวละคร เทคน่า ออกไปอีก เรื่องของคอสตูมกับเรื่องย่อที่แค่ปล่อยออกมาก็ทำเอาทุกคนกรีดร้อง ว่าตกลงมันใช่ Winx Club จริงเหรอ

ไม่ต้องปูเรื่องอะไรมากครับ แค่ตอนแรกก็เดินเรื่องทันทีแล้วค่อยมาเล่าปมทีหลัง แค่ยี่สิบนาทีตัวละครต่างๆ ที่สำคัญ ก็มาให้เราได้รู้จักถึงบุคลิก นิสัยใจคออย่างรวดเร็ว ไม่มีอืดอาดยืดยาด ไม่ออกนอกทะเล เล่าเรื่องเร็ว ปล่อยประเด็นไปแบบเรื่อยๆ แต่ค่อยๆ ทิ้งเชื้อความน่าสนใจไว้แต่ละตอน แต่หลังจากนั้นมันจะหักมุมใส่คนดู เล่าเฉลยว่าเป็นแบบนี้ สรุปเป็นอีกแบบ และยังมีเรื่องของความรัก มิตรภาพและพลังธาตุที่ปูมาเป็นระยะๆ ควบคู่กับปมปัญหาของตัวละครที่ใส่เข้ามาอย่างพอดิบพอดี ผสมกับฉากต่อสู้ที่ชวนให้ลุ้นระทึกในแต่ละตอน

ตัวละครทุกตัวก็ไม่ถูกทิ้งมีบทเด่นโชว์พลังเป็นของตัวเองในทุกตอน จบตอนนึงแล้วต้องเปิดดูตอนต่อไป อารมณ์ก็ต่อเนื่องมีทั้งสุข เศร้า เหงา โกรธ และตะลึง โชคดีที่ซีรีส์มีเพียง 6 ตอน แต่มันกลับสร้างความน่าสนใจภายใต้ความไม่หวือหวา เหมือนพยายามให้เราได้เห็นไปกับตัวละคร ก่อนจะพลิกล็อคให้หงายหลังกันเล่น ซึ่งผมว่ามันเวิร์คใช้ได้มาก เพราะแค่ดูตอนแรกจบ ผมก็รู้สึกว่านี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ กลายเป็นว่าพอไม่คาดหวังแล้วมันกลับเกินคาด

นอกจากตัวละครผู้ดำเนินเรื่องแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับ Fate: The Winx Saga นั่นคือการปรับบรรยากาศการดำเนินเรื่องให้มีความสมจริง มีที่มาที่ไป ไม่ขายฝันจนกลายเป็นซีรีส์สำหรับเด็ก รวมไปถึงงานสร้างที่มีความอลังการ ฉาก แสง สี เสียง รวมทั้งซีจีพลังเวทมนตร์ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่หวังว่าจะดีขึ้นอีกในซีซั่นต่อไป ติดอยู่ไม่กี่อย่างคือจำนวนตอนที่น้อยไปหน่อย จนกระทบต่อการดำเนินเรื่องบางช่วงบางตอนที่เร็วจนเกินไป ขาดการเล่ารายละเอียดที่มาที่ไปอย่างน่าเสียดาย และยังมีบทพูดที่คนธรรมดาไม่พูดกันในชีวิตประจำวันหลุดเข้ามาจนขัดอารมณ์เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม แค่ซีซั่นแรกก็ทำออกมาได้ดีจนติดอันดับซีรีส์ยอดฮิต ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ในหลายประเทศและคาดหวังว่าซีซั่น 2 จะมีอะไรให้ตื่นเต้นมากขึ้น สามารถรับชม Fate: The Winx Saga ได้แล้ววันนี้ทาง Netflix รับรองว่าเหล่าแฟรี่จะพาทุกคนเพลิดเพลินไปกับการท่องโลกเวทมนตร์ครั้งนี้อย่างแน่นอน

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ LUPIN จอมโจรลูแปง

รีวิว ซีรีส์ LUPIN จอมโจรลูแปง จอมโจรลูแปง ซ้อนแผนปล้นสุดคาดเดา จากนิยายชื่อดังสู่ซีรีส์จอมโจรแผนซ้อนแผน ห้ามพลาด [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ LUPIN จอมโจรลูแปง ลูแปง หนึ่งในตัวละครสุภาพบุรุษจอมโจรบรรลือโลกของมัวริซ เลอบลองก์ที่มีต้นกำเนิดมาต้้งแต่ปี 1905 หรือร่วมร้อยกว่าปีแล้วแถมยังส่งอิทธิพลไปทั่วโลก อย่างฮ่องกงเองโกวเล้งก็หยิบยืมคาแรกเตอร์ลูแปงไปแต่งองค์ทรงเครื่องเพิ่มกำลังภายในและเสน่ห์ต่อสาวๆ จนกลายเป็นจอมโจรจอมใจชอลิ้วเฮียง เมื่อ 50 กว่าปีก่อน

หรือจะเป็นมังงะของญี่ปุ่นอย่าง Lupin the 3rd ซึ่งทั้งสองเรื่องต่างก็ได้รับการสานต่อมีทั้งภาพยนตร์ชุดและภาพยนตร์แอนิเมะตามมาตามความนิยม และในวันนี้ประเทศต้นกำเนิดอย่างฝรั่งเศสก็ได้สร้างซีรีส์ที่ได้แรงบันดาลใจ จากตัวละครจอมโจรบันลือโลกรายนี้โดยจะแบ่งสตรีมมิงเป็น 2 พาร์ตโดยพาร์ตแรกจำนวน 5 ตอนได้ลงสตรีมมิงทาง Netflix แล้ววันนี้

Lupin หรือลูแปง สุภาพบุรุษจอมโจร เวอร์ชั่นนี้เป็นผลงานซีรีส์ Netflix ฝรั่งเศสที่นำ อาร์แซน ลูแปง ของ มอริส เลอบล็อง นักเขียนชาวฝรั่งเศส มาต่อยอดสร้างเป็นเรื่องใหม่ โดยหยิบเอาเรื่องพื้นฐานความนิยมของลูแปงดั้งเดิมที่มีแฟนๆ รู้จักจำนวนมากในโลก มาสร้างให้เสมือนตัวเอกจากนิยายเรื่องนี้มีตัวตนจริงๆ ขึ้นมาในเรื่อง โดยใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ลูแปงไม่เคยถูกจับได้ ดังนั้นเขาจึงเป็นใครก็ได้ และก็ไม่ได้ต้องชื่อลูแปงจริงๆ ก็ได้ ซึ่งก็คือ “อัสซาน” ตัวเอกในเรื่องนี้ที่มีความสามารถในการโจรกรรม ความสามารถปลอมแปลงโฉม และไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างอัจฉริยะ ไม่ต่างอะไรกับลูแปงในนิยายเลยแม้แต่น้อย ยกเว้นเพียงแค่ว่าเขาเป็นคนผิวดำเท่านั้น

ซีรีส์นำเสนอเรื่องราวของลูแปงในแบบเน้นสืบสวนล้างแค้นให้พ่อของตัวเอกอัสซานที่แทนตัวเองว่าลูแปง มากกว่าจะเป็นแนวโจรกรรมใหญ่ๆ ที่มีแค่ตอนแรกของซีซั่นเท่านั้น ด้วยความที่ซีรีส์เรื่องนี้มีเพียง 5 ตอนจบซีซั่น 1 เรื่องราวจึงกระชับมาก ตอนแรกเป็นตอนที่เรียกว่าโชว์สกิลการวางแผนโจรกรรมให้คนดูเชื่อว่าอัสซานเก่งขนาดลูแปงจริงๆ ที่มักมีแผนซ้อนแผนเหนือชั้นกว่าที่เห็นเสมอ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ว้าวพอสมควรกับวิธีโจรกรรมเพชรออกไปจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ที่แนบเนียนและก็ดูน่าเชื่อถือว่าเป็นจริงได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีความไม่เนียนในบางจุดก็ตาม

ในทุกตอนจะมีฉากที่ให้พระเอกได้โชว์ไหวพริบการเอาตัวรอดกับแผนการที่วางไว้เหนือชั้น ซึ่งก็ดูแล้วลุ้นสนุกในระดับหนึ่งพอสมควรในระดับซีรีส์ แต่ไม่ได้มีฉากใหญ่โตแบบตอนแรกที่เป็นการโจรกรรมใหญ่สุดในเรื่อง ซึ่งดูลงทุนมากสุดแล้ว ก็น่าเสียดายที่ว่าหลังจากนั้นไม่ได้มีฉากพีคกว่านี้ และก็จบซีซั่นไปแบบค้างคาเรื่องราวไว้กลางทางกันเลย โดยไม่มีฉากใหญ่โตปิดท้ายเรื่องตามแบบหนังแนวนี้ ทำให้รู้สึกไม่อิ่มไม่สุดกับเรื่องราวที่ทำมาแค่ 5 ตอนจบเท่านั้น

ถือว่าเป็นซีรีส์ที่ขอแนะนำเลย แม้ว่าคุณไม่ได้อ่านนิยายหรือดูมังงะ ภาพยนตร์ใดๆ ก็สามารถดูเรื่องนี้ได้สนุกๆ แน่นอนเผลอๆ อยากจะหานิยายจอมโจรลูแปงมาอ่านเลยละ สำหรับใครที่อยากดูเรื่องนี้ สามารถรับชมได้ทาง Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง อีเรียมซิ่ง

รีวิว หนัง อีเรียมซิ่ง คอมเมดี้กาว ๆ ที่ยังฮาไม่สาแก่ใจ ถึงจะเป็นตลกสูตรสำเร็จ แต่ถ้าจังหวะดีก็มีชัยกว่าครึ่ง [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง อีเรียมซิ่ง ความจริงชื่อของอีเรียมซิ่งผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในโปรแกรมมาตั้งแต่ต้นปี 2020 แล้วและนี่น่าจะเป็นหนังไทยตกค้าง มาจากช่วงการระบาดของโควิด19เมื่อตอนต้นปีที่อยู่ในการรับรู้ของคนไทยมากที่สุดแล้ว และหลังจากที่เลื่อนไปมาจนลงตัวในที่สุดเราก็จะได้เห็นเบลล่า ราณี แคมเปน ในมาดอีเรียมวีรสตรีแห่งบางน้ำกร่อยกันแล้ว

เมื่อโจรปากแดงสุดโฉดออกล่าพรหมจรรย์สาวๆ เพื่อความเป็นอมตะ และจุดหมายของมันคือ อีเรียม (ราณี แคมเปน) สาวแสบแห่งบางน้ำกร่อยที่ต้องรวบรวมความกล้าและของดีของหลวงพ่อไปช่วยแม่และแรม (ณปภา ตันตระกูล) พี่สาวกุลสตรีแสนเรียบร้อยของนาง แต่งานนี้อีเรียมไม่ได้สู้เพียงลำพังเพราะยังมีพรรคพวกสุดแสบทั้งฟักทอง (เดียร์ริส สุภัทรภณ กสิกรรม) เพื่อนกะเทยร่วมเรือน ศรฆ้อนมหากาฬ (น้าค่อม ชวนชื่น) โตโล่บิน (โรเบิร์ต สายควัน) และ หมอ (บอล เชิญยิ้ม) หมอยาสมุนไพรวิเศษ งานนี้อเวนเจอร์แห่งบ้านบางน้ำกร่อยจะช่วยครอบครัวจากโจรร้ายได้หรือไม่

จากแม่การะเกดในละครบุพเพสันนิวาส ล่าสุด เบลล่า ราณี กำลังจะมีผลงานย้อนยุคเรื่องใหม่ให้แฟน ๆ ได้ติดตามอีกครั้งกับ อีเรียมซิ่ง ที่คราวนี้สาวเบลล่าพร้อมจัดเต็มความฮากับบทบาท อีเรียม วีรสตรีแห่งบางน้ำกร่อย ซึ่งทีเซอร์แรกของหนังได้ถูกปล่อยออกมาให้ชมกันแล้ว จากตัวอย่างเราจะเห็นว่า เบลล่า จัดเต็มความฮา ทั้งความทะเล้นที่มาพร้อมกับมุกตลกแพรวพราว จัดเต็มขนาดนี้ก็ไม่แปลกใจเพราะหนังเป็นผลงานการกำกับของ พฤกษ์ เอมะรุจิ เจ้าของความฮาใน ไบค์แมน ศักรินทร์ตูดหมึก ทั้ง 2 ภาค พร้อมด้วยผู้อำนวยการสร้างอย่าง ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ กับผลงานเรื่อง แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้

แม้ว่ามุกตลกในหนังที่ใส่เข้ามาจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา และแปลกใหม่อะไรเท่าไหร่นัก แต่การแสดงของ เบลล่า ราณี ก็ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เธอสามารถแบกรับหนังทั้งเรื่องเอาไว้ได้อยู่หมัด โชว์ทักษะการแสดงบ้าๆ บอๆ และไม่กลัวสวยออกมาได้อย่างสมจริง โดยเฉพาะการหยอดมุกที่ดูเข้าขากับนักแสดงตลกมืออาชีพได้อย่างลงตัวและไม่มีติดขัดสักฉาก

หากดูที่หน้าจอทีวีในเวลาก็น่าจะเป็น เบลลา ราณี ในอีกคาแรกเตอร์กับละครเรื่องแซ่บ แต่หากมาอยู่บนจอใหญ่ก็จะได้เห็นเธอในอีกคาแรกเตอร์ที่พลิกขั้วเป็นสาวชาวบ้านที่แพรวพราวไปด้วยเสน่ห์ความก๋ากั๋น และสร้างอารมณ์ขันได้เป็นอย่างดี จึงเป็นการงัดทักษะการแสดงของนักแสดงสาวผู้นี้ออกมา และได้ปล่อยของในอีกมุมอีกด้านที่ไม่ค่อยได้เห็นเธอในมุมนี้เท่าไหร่

โดยภาพรวมของ อีเรียมซิ่ง ถือว่าทำออกมาได้ตอบโจทย์คนดูในทุกๆ ทาง แม้ว่าจะเป็นเพียงหนังตลกสูตรสำเร็จเรื่องหนึ่งก็ตาม แต่ภายใต้ความสำเร็จรูปในแบบต่างๆ ก็สามารถสร้างอรรถรสความบันเทิงให้กับคนดูได้อย่างตรงไปตรงมา ตลอดระยะเวลากว่าชั่วโมงครึ่งของหนังเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คนดูได้ผ่อนคลายและปล่อยเสียงหัวเราะออกมาได้แบบไม่เคอะเขิน

และที่สำคัญหนังยังมาพร้อมกับการเซอร์ไพรส์แบบคำโตๆ ที่ทำให้คนดูต้องร้องว้าวที่เป็นไฮไลท์เด่นอีกส่วนหนึ่งของหนัง และยิ่งเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับหนังเข้าไปอีก นี่จึงกลายเป็นความเฉิดฉายอีกครั้งของนางเอกสาว เบลล่า ราณี ที่เธอสามารถก้าวมาโดดเด่นได้บนจอใหญ่ แม้จะไม่ใช่หนังเรื่องแรกของเธอ แต่ถือว่าเป็นความสำเร็จของเธอในฐานะนักแสดงหนังที่ก้าวมาเป็นซุปตาร์ในวันนี้แล้ว ห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์ไทย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms