รีวิว หนัง News Of The World

รีวิว หนัง News Of The World ทอม แฮงค์ กับบทตะลุยตะวันตก นักเล่าเรื่องที่พาเด็กกลับบ้าน [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว หนัง News Of The World ทอม แฮงค์ส ในบทผู้กองเจฟเฟอร์สัน คายล์ คิดด์ เรื่องราวของอดีตนายทหารผ่านศึกของสหรัฐในยุคหลังสงครามเหนือใต้ ต้องกลายมาเป็น นักเล่าเรื่อง ได้มาช่วยพา โจฮานนา เด็กหญิงชาวเยอรมันคนหนึ่ง ที่พ่อแม่เสียชีวิตจากการถูกอินเดียนแดงชนพื้นเมือง เข้าโจมตีและเธอก็ถูกอินเดียนแดงเก็บไปเลี้ยงดู แล้วเติบโตอยู่ในเผ่าไคโอวาของพวกอินเดียนแดง เขาจึงพาเธอร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อพาไปหาญาติที่อาจจะยังมีชีวิตเหลืออยู่

NEWS OF THE WORLD ถือว่าเป็นผลงานระดับกลางๆของ ทอม แฮงค์ส แต่ถ้าหากตัดมาตรฐานของแฮงค์สออกไป นี่คือหนังคุณภาพอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ พล็อตเรื่องเป็นแนว ROAD TRIP ในแดนตะวันตก ผสมผสานบรรยากาศของหนังคาวบอยยุคเก่า บวกกับการสำรวจและค้นหาตัวตนของตัวละครในสไตล์หนังดราม่ายุคใหม่

ที่สำคัญ คือมันไม่ใช่หนังคาวบอยธรรมดา แต่มีการสอดแทรกประวัติศาสตร์ การวิพากษ์สังคมสหรัฐ ไปจนถึงการนำเสนอมุมมองของผู้คนที่ดูเหมือนถูกหลงลืมไป และไม่ค่อยได้ถูกนำมาบอกเล่าเท่าไรนักในหนังคาวบอยตะวันตก โดยเฉพาะการเลือกช่วงหลังสงครามเหนือใต้จบลงไม่นาน แล้วมาเน้นเล่าเรื่องของชีวิตและสังคมของคนฝ่ายใต้ ซึ่งเป็นผู้แพ้สงคราม เป็นการเล่าในมุมที่ค่อนข้างสดใหม่พอสมควร สำหรับหนังคาวบอยยุคนี้

จุดเด่นของหนังคือ เคมีการแสดงระหว่าง ทอม แฮงค์ส และ เฮเลน่า เซนเกล ที่มารับบทเป็นเด็กหญิง โจฮานนา ถือว่าเป็นจุดแข็งมากที่สุดของหนัง เราต้องชมแฮงค์ส ที่แกเล่นเข้าบทกับใครก็ดูเหมือนจะสามารถช่วยดันการแสดงของอีกฝ่ายให้ดูเด่นขึ้นมาได้ ซึ่งสาวน้อยเซนเกล มีการแสดงที่ดูสะดุดสายตามากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้หนังยังมีความแปลกใหม่ในแง่ของอาชีพของตัวเอกอย่างคิดส์ ที่ทำงานเป็นนักเล่าเรื่อง ก็ประมาณวณิพกพเนจรนี้ละ ที่หารายได้ด้วยการเล่าเรื่อง เล่านิทาน และอ่านหนังสือให้ผู้คนได้ฟัง [ เป็นอาชีพหนึ่งที่มีอยู่จริงในยุคสมัยนั้น ] ที่คนอ่านออกเขียนได้ยังไม่ค่อยมีในยุคนั้น เพื่อความบันเทิงที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้ผู้คนในยุคสมัยที่ยากลำบาก นี้ซึ่งการฟังเรื่องราวชวนหัว เรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ ก็เป็นความบันเทิงแบบหนึ่ง ซึ่งตัวหนังเน้นจุดนี้ได้ดีมาก และก็จบเรื่องราวในจุดนี้ได้ดีด้วย

โดยรวมตัวหนังทำออกมาได้น่าประทับใจในหลายๆเรื่องทั้ง นักแสดงดี งานภาพสวย และ จังหวะของหนังดี ทำให้ภาพรวมนั้นออกมาน่าติดตามอย่างไม่น่าเบื่อ อีกทั้งยังเดินเรื่องแบบง่ายๆแต่ก็มีหลายๆส่วนที่ทำให้ลุ้นไปกับตัวหนังได้ดี หรือแม้จะเป็นการเห็นตัวละครที่พัฒนาขึ้น เป็นหนังที่ใช้นักแสดงหลักน้อยมาก แต่สื่อสารออกมาได้ดีและไม่ผิดหวัง แนะนำให้ดูกันครับ ดูได้แล้ว บน NETFLIX

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว NETFLIX

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง ANIMAL WORLD เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก

รีวิว หนัง ANIMAL WORLD เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก อีกหนึ่งหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ของฝั่งพี่จีนที่กระแสดีมากจนขึ้นบ็อกซ์ออฟฟิศอันดับ 1 ในแดนมังกร ดัดแปลงมาจากกร์ตูนเรื่อง ไคจิ กลโกงเกมมรณะ ของ อ.โนบุยุกิ ฟุคุโมโตะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการ์ตูนหายากในบ้านเรา [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง ANIMAL WORLD เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก บอกเล่าถึงสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ณ ใจกลางมหาสมุทร (เงิน) คือสิ่งเดียวที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้กับสถานที่แห่งนี้ และทุกคนในที่นี้สามารถยอมตายได้เพื่อเงิน ชาง (หลี่อี้เฟิง) ชายหนุ่มผู้โชคร้ายที่ต้องแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาลที่เขาไม่ได้ก่อ อีกทั้งแม่ของเขากำลังป่วยจนไม่ได้สติ หนทางรอดทางเดียวของเขาก็คือการเข้าร่วมเล่นในเกมสุดระทึก ที่ต้องใช้ชีวิตของผู้เล่นเป็นเดิมพันในอนิมอล เวิลด์ ที่จัดโดยผู้มีอิทธิพลในด้านมืด แอนเดอร์สัน (ไมเคิล ดักลาส) ภายในที่แห่งนี้ ศีลธรรมความดีงามจะเป็นแค่สิ่งฉุดรั้ง มีเพียงผู้ที่สามารถปลดปล่อยสัญชาติญาณแห่งสัตว์ป่าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้

หนังเหมือนจะออกไปทางหนังแอ็คชั่น มีความไซไฟ ที่วิชวลเล่นใหญ่จัดเต็มมากตามสไตล์พี่จีนนั้นละ และการเล่นเกมส์เอาตัวรอดแบบ Liar Game ก็ถือว่าตัวภาพยนตร์เองทำได้สุดยอดมาก นานๆจะได้เห็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากจีน ที่นำเสนอในด้านการใช้สมองอย่างเต็มที่ มีการพลิกแพลง มีลูกเล่น และสามารถนำเสนอวิธีคิดหลายๆรูปแบบในการเอาชนะเกมส์ได้อย่างถึงพริกถึงขิง ตั้งแต่รูปแบบขั้นพื้นฐานของความคิด รูปแบบระดับคนเก่ง และการโกงก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นเกมส์ได้ และการใช้สมองให้ควบคู่กันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่มีจุดสะดุดอื่นใดๆให้ชวนหลับใหลเลย

หนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นพัฒนาการของ เจิ้งไคซือ ที่มาที่ไปของตัวตลกที่มักจะปรากฏตัวบนความคิดของเขาทุกครั้งเมื่อมีอะไรมากระทบจิตใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และตัวตลกนี่เองที่หนังแผ้วทางเอาไว้เป็นภาคต่อได้ยาวๆ รวมทั้งบทบาทของ ไมเคิล ดักลาส ที่เพิ่มความน่าเกรงขามให้ตัวหนังออกมาดี ที่ล้อเล่นกับจิตใจของคนแบบนี้ได้คมชัด

แม้แต่ตอนอธิบายเกมส์ และอธิบายความคิดของตัวละครที่มีต่อเกมส์นั้น ก็ยังใช้เทคนิคพิเศษด้าน CG เข้ามาช่วย เพื่อให้ผู้ชมสามารถตามความคิดตัวละครทัน และเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น เรียกได้ว่านอกจากจะใช้งาน Visual Effect นำเสนอด้านความหวือหวา ความบ้าพลังแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องให้ชัดเจนมากขึ้น และไม่ให้คนดูต้องล้ากับการใช้สมองจนเกินไป เป็นการใช้เทคนิคพิเศษช่วยเล่าเรื่องได้อย่างดี

สรุปแล้ว เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นยิ่งใหญ่จากจีนที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด มันมีความชาญฉลาดในการเล่าเรื่อง ความพลิกแพลงในการเล่นเกมส์ มีประเด็นน่าสนใจที่พาเราไปขุดเบื้องลึก และสัญชาติญาณที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ ด้านเทคนิคพิเศษคือสิ่งที่สุดยอดที่สุดของเรื่อง ใครชอบหนังแนวนี้ รับรองไม่ผิดหวังแน้นอน รับชมได้แล้วบน Netflix 

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ วิว ภาพยนต์จีน

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ฮักเถิดเทิง Love Rumble The Movie

รีวิว ฮักเถิดเทิง Love Rumble The Movie ฮักเถิดเทิงLove Rumble The Movie มาแล้วกับภาพยนตร์ รัก โรแมนติก คอมเมดี้ อินดี้ จั๊กกะจี้หัวใจ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ฮักเถิดเทิง Love Rumble The Movie ฮักเถิดเทิงLove Rumble The Movie เรื่องราววุ่นๆที่เกิดขึ้นในงานมหกรรมการแสดงหมอลำใจกลางเมืองใหญ่ของภาคอีสาน เมื่อก๊วนบอยแบนด์ซุป’ตาร์อย่าง หมอลำผู้คลั่งไคล้เอลวิสศิลป์ชัย [ก้อง ห้วยไร่]หนุ่มแหบเสน่ห์ผู้หลงใหลการเต้นมูนวอล์ก เพชร [แซ็ค ชุมแพ] และหมอลำแร็กเก้ พิณ[เบิ้ล ปทุมราช]ต้องมาพ่ายแพ้ผลโหวตให้กับเกิร์ลกรุ๊ปแห่งภาคอีสาน แต่เหล่าก๊วนบอยแบนด์ กลับพบว่าการโหวตครังนี้มีเบื้องหลัง เพื่อตามหาความจริง พวกเขาจึงต้องแผงตัวเข้ามาสืบและไขข้อกระจ่างทั้งหมด

คอหนังโรแมนติกคอมเมดี้อินดี้อีสาน ได้ฮากระจายทั่วประเทศ เอ็มพิคเจอร์ส และ แลนด์ ออฟ สไมล์ฟิล์ม ปล่อยภาพยนตร์ฮักเถิดเทิงมาให้ชมกันงานนี้แก๊งซุป’ตาร์สายฮาเสียงดี ก้อง ห้วยไร่, เบิ้ล ปทุมราช และ แซ็ค ชุมแพ ชวนพี่ๆน้องๆวงการลูกทุ่งอินดี้รุ่นใหม่ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น, เนสกาแฟ ศรีนคร และ อาม ชุติมา


ยันก๊วนตลกฝีมือเก๋า อาภาพร นครสวรรค์, อี๊ด โปงลางสะออน,ค่อม ชวนชื่น,ตาต้าร์ ไทบ้าน เดอะซีรี่ส์,พิม นาคำไฮ โดยมี อรุณธีรเดช สพันอยู่ ผู้กำกับถนัดสายฮาที่เคยสร้างความประทับใจจนพาหนัง [ออนซอนเด] กวาดรายได้ไป 70 ล้านบาท รับหน้าที่ปรุงแต่งความสนุกอีกครั้ง

และเพื่อให้สมกับเป็นภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้จั๊กกะจี้หัวใจ การคัดสรรนางเอกแต่ละคนมาประกบคู่กับ3 ซุป’ตาร์สายฮาเสียงดี ก้องห้วยไร่,เบิ้ลปทุมราช,แซ็คชุมแพ ได้นั้นจะสวยอย่างเดียวไม่ได้ เคมีต้องลื่นไหลกับหนุ่มๆด้วย งานนี้ผู้กำกับ อรุณธีรเดช สพันอยู่ แคสท์ติ้งนางเอกอยู่หลายคนกว่าจะมาเป็น ชิงชิง คริษฐา สังสะโอภาส,ลำไย ไหทองคำ,นะโม ไทบ้านเดอะซีรี่ส์

ช่วงนี้ใครที่เบื่อๆกับโควิดเบือกับวัคซีน เบื่อกับการกักตัว แอดแนะนำฮักเถิดเทิงรับรองคลายเครียดได้ดีจริงๆ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์ไทย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง

รีวิว Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง หนังสัตว์ประหลาดยักษ์ MonsterVerse นี้คือ อภิมหึมา มหามัน ของมอนสเตอร์ยักษ์ห้ำหั่นกัน สองราชันที่กินกันไม่ลง เมื่อ ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง ใครคือผู้ชนะ แอคชั่นสุดมัน [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง นี้คือหนังที่แฟนๆทั่วโลกรอคอยก็ว่าได้กับหนังสัตว์ประหลาดยักษ์ทั้งสองสาย สายหนึ่ง ก็อตซิลล่า ที่จู่ๆก็โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอาละวาดในเมืองมนุษย์ อีกสายก็เป็น คิงคองยักษ์ที่อยู่ชิลๆ บนเกาะกะโหลกจนมนุษย์ไปพบเจอเข้า แต่แล้ววันนี้ พวกเราจะได้ดูหนังที่สองสัตว์ประหลาดยักษ์มาต่อสู้กันใน Godzilla vs. Kong ชื่อไทย ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง หนังฟอร์มยักษ์ หนังบล็อกบัสเตอร์ที่คนไทยชื่นชอบและคงไม่พลาด

Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง เป็นผลงานการกำกับโดยอดัม วินการ์ดที่ผ่านงานกำกับ DEATH NOTE ฉบับ NETFLIX และผลงานหนังสยองขวัญคุณภาพอย่าง YOU’RE NEXT และ THE GUEST มาการันตีความสนุก หนังยังได้นำสองนักแสดงหลักจากภาค GODZILLA : KING OF THE MONSTERS กลับมาอีกครั้งอย่าง แมดิสัน รัสเซลล์ รับบทโดย มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ และ มาร์ค รัสเซลล์ รับบทโดย ไคล์ แชนด์เลอร์ สองพ่อลูกแห่ง

องค์กร Monarch พร้อมด้วยตัวละครใหม่อย่าง เนธาน ลินด์รับบทโดย [ อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด ] นักธรณีวิทยาผู้ทำงานใกล้ชิดกับคอง ยังมี ไอลีน แอนดรูส์ รับบทโดย [ รีเบคกา ฮอลล์ ] นักวิทยาศาสตร์ของ Monarch และเปิดตัว เรน เซริซาว่ารับบทโดย [ ชุน โอกูริ ] ลูกชายของ ดร. อิชิโระ เซริซาว่า ผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้าในตัวแทนแห่งธรรมชาติ

ผลงานการสร้างจากค่าย Warner Brother Pictures และ Legendary Pictures ผู้สร้างจักรวาลหนังเป็นของตัวเองในชื่อ Monsterverse ซึ่งในภาคนี้จะเล่าเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ใน Godzilla : King of the Monsters [ 2019 ] โดยเป็นเรื่องราวเมื่อคอง กำลังถูกพากลับไปยังบ้านเกิดใน Hollow Earthแต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อจู่ๆ ก็อดซิลล่า ได้ปรากฏตัวเพื่อเข้าโจมตีคอง และอาละวาดฆ่าล้างทำลายบ้านเมือง ขณะที่ฝ่ายมนุษย์ก็ต้องค้นหาความจริงว่า อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ ก็อดซิลล่าออกอาละวาดอย่างไร้สาเหตุ

Godzilla vs. Kong ก็อดซิลล่า ปะทะ คองถือว่าเป็นภาคที่สมบูรณ์แบบที่สุดใน Monsterverseทั้งงานภาพ แสง เสียง การต่อสู้ ถือว่าจัดเต็มจุใจ สมการรอคอยจริงๆ โดยเฉพาะฉากต่อสู้แบบยักษ์ชนยักษ์ ของก็อดซิลล่า และ คอง ที่ยาวจัดเต็มถึง 18 นาทีจุกๆ และมีฉากต่อสู้สุดเดือดมาให้ดู 3 ฉากใหญ่ๆกันเลยทีเดียว

Godzilla vs. Kong ถือว่า ทำออกมาได้โคตรมันส์ โคตรเดือด เป้นหนังที่มาช่วงโควิด ถือวว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของปี 2021 ที่ห้ามพลาดจริงๆ จากที่ปูเนื้อเรื่องศึกยิ่งใหญ่มานับ 2 ปี นับตั้งแต่ Godzilla: King of the Monsters ที่ได้เห็น ราชาแห่ง มอนสเตอร์มา แล้ว กลับมาครั้งนี้ราชาบนโลก กับราชาอีกหนึ่งภิภพ กลับต้องมาเจอกัน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งราชาเพียงหนึ่งเดียว จากศึกที่ยาวนานจากบรรพบุรุษ

Godzilla vs. Kong ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง เป็นหนังแฟรนไชส์ฟอร์มยักษ์ที่น่าติดตามอีกหนึ่งเรื่อง แน่นอนว่า CGสวยงามเนียนตา จนแทบไม่มีแผลเลย งานภาพและเสียงเบอร์ใหญ่จัดเต็มจริงๆ เพราะภาพสวยมากๆ และเหล่าพี่เบิ้มก็ตัวใหญ่สะใจมากแฟนก็อดซิลล่าและแฟนคอง ห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิวหนัง Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท

รีวิวหนัง Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท แอ็คชั่นดุเดือดเลือดสาด มันส์สะใจ ของนักสู้เหนือมนุษย์ จากเกมส์สู่ภาพยนตร์ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งเรื่องที่ดีที่สุด ด้วยแอคชั่นมันส์เลือดสาด ดุ เท่ห์ และโคตรเดือด [ สปอยนิดๆ ]

รีวิวหนัง Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นไซไฟ ที่จุดเริ่มต้นมาจากเกมส์สุดโด่งดัง ที่ทั่วโลกต้องรู้จักกับเรื่องราวของเหล่านักสู้เหนือมนุษย์ระหว่างอาณาจักร เอิร์ทเรล์ม กับ เอาท์เวิลด์ ที่ต้องคัดเลือกนักสู้มาประลองตามตำนานของ มอร์ทัล คอมแบท และการกลับมาของ Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท นั้นนับว่าเป็นครั้งที่ 10 แล้ว ที่ถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์เริ่มตั้งแต่ปี 1995

กับ Mortal Kombat : The Journey Begins ยาวมาเรื่อยมีทั้งการ์ตูน และ ภาพยนตร์ และในปีนี้ผู้กำกับอย่าง ไซมอน แมคควิด์ ก็ได้หยิบเอาหนังชุดนี้กลับมารีเมคอีกครั้ง เป็นภาคเริ่มต้นใหม่ในภาพยนตร์ชุด Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท ภาพยนตร์นำแสดงโดย ลูวิส แทนเจสสิกา แม็กนามี, จอช ลอว์สัน, ทาดาโนบุ อาซาโนะ, เมห์เมด บรูกส์, หลิวดี หลิน, จิน หาน, โจ ทัสลิม และ ฮิโรยูกิ ซานาดะ

Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท ฉบับรีเมคนี้จะเป็นเล่าถึงโคล ยัง นักสู้ MMA ผู้คุ้นชินกับการชกต่อยเพื่อแลกเงิน แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวภูมิหลังของตัวเอง และไม่รู้ว่าทำไม จักรพรรติชางจง แห่ง เอาต์เวิล์ด ถึงต้องส่ง ซับ-ซีโร่ นักรบมือหนึ่งผู้ใช้เวทย์น้ำแข็งมาไล่ล่าโคล  ต่อมาเขาจึงออกตามหา ซอนย่า เบลด ตามคำแนะนำของ แจ็กซ์ ผู้มีปานประหลาดรูปมังกรตั้งแต่เกิดเช่นเดียวกับ โคล จากนั้นเขาก็ได้พบกับ ลอร์ดไรเดน เทพเจ้าสายฟ้าผู้คุ้มครอง เอิร์ธรีล์ม และได้พบกับ  หลิว คัง และ คัง เหลา จนได้ฝึกวิทยายุทธกับนักรบผู้คร่ำหวอดในสังเวียน โดยศึกในครั้งนี้มีโลกเป็นเดิมพัน

หลายคนอาจจะชอบตัวละคร ซับ-ซีโร ที่ว่ามันโหดมากๆ ด้วยลุคและชุดคือเท่สุดๆ [ ทั้งเรื่องเหมือนจะเก่งอยู่คนเดียว ] ถึงแม้จะเป็นตัวร้ายก็เถอะ ส่วนฉากแอคชั่นคือมันส์ ดุ เลือดสาดกันเลยทีเดียว ฉากต่อสู้ แอบสยองตอนที่โคลสู้กับยักษ์ คือฆ่าทั้งทีต้องสมองเละ ไส้ไหล กันไปข้างหนึ่งเลย

ฉากต่อสู้ของ สกอร์เปี้ยน และ ซับซีโร่ เท่มากๆขอบอก ตอนที่ สกอร์เปี้ยน ปรากฏตัวออกมาคืออย่างเทห์ มาพร้อมดนตรีด้วย [ ดนตรีในตำนาน ] มีความเท่ไม่แพ้ ซับ-ซีโร [ ส่วนตัวแอบชอบสกอร์เปี้ยน นะ ]

คอเกมส์ คอหนังสยองขวัญ คอหนังแอ๊คชั่น ไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน กับมุกโบ๊ะบ๊ะขโมยซีนกัน เรตหนังที่มีความแรงมาก มีฉากฆ่ากันแบบโหดๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาและแนะนำลูกๆก่อนดู แต่โดยรวมแล้วสนุก ตื่นเต้นและท้าทายดี เรื่องราวไม่ซับซ้อนตัวละครมีบทที่ชัดเจน ขอบอกห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ส์ Goblin ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ

รีวิว ซีรี่ส์ Goblin ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ ใครที่พลาดรอบที่แล้ว ไม่ต้องเสียใจเพราะ Netflix เอามาลงให้ฟินกันแบบ ดูต่อไม่ต้องรอแล้วนะ ดูกันได้เลย 16 ตอนรวด [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว ซีรี่ส์ Goblin ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ เป็นเรื่องราวของ คิมชิน [กงยู] วีรบุรุษนักรบที่ถูกสาปให้เป็น ทกแกบี หรือ Goblin ผู้พิทักษ์วิญญาณที่ไม่มีวันตายและใช้ชีวิตอยู่บนโลกมา900กว่าปี และมาพร้อมกับดาบที่ปักอกอยู่ [ดาบที่ปักอกเนี่ยละคือคำสาป] ที่ไม่มีใครมองเห็นดาบเล่มนี้ นอกจากคนที่จะสามารถถอนคำสาปให้เขา ซึ่งคนๆนั้นจะได้เป็นเจ้าสาวของก็อบลิน เป็นผู้หญิงที่จะมาถอนคำสาปให้เขา โดยดึงดาบออกจากอกนั้นเอง

จนมาวันหนึ่งเขาก็ได้พบกับ จีอึนทัก [คิมโกอึน] เด็กมัธยมปลายที่เป็นคนสดใสร่าเริง และมีสัมผัสพิเศษที่มองเห็นภูติผีวิญญาณได้ จนก็อบลินรู้สึกได้ว่าอึนทัก นี้ละคือเจ้าสาวคนนั้นนั่นเอง ยมทูตสุดหล่อ [อีดงอุค] ผู้ต้องการนำวิญญาณของอึนทักไปตามหน้าที่ความเป็นยมทูตของเขา [จริงๆแล้วอึนทัก ควรจะตายตั้งนานแล้ว แต่ความที่เธอมองเห็นความตายได้ ทำให้เธอหลบหนียมทูตมาได้ทุกครั้ง และยื้อชีวิตตัวเองมาได้เป็น10ปี]

แต่ทว่ายมทูตก็พาอึนทักไปไหนไม่ได้ เพราะก็อบลินคอยปกป้องเธออยู่ จึงทำให้ยมทูตเฝ้ารอเพื่อที่จะพาอึนทึกไป จนทำให้ต้องมาพักในบ้านหลังเดียวกัน ซึ่งนั่นก็ทำให้ยมทูตได้มาพบกับสาวสวยอย่าง ซันนี่ [ยูอินนา]ทั้งคู่ก็เหมือนจะชอบกันตั้งแต่แรกที่ได้พบกัน ทั้ง2คู่เขาจะลงเอยอย่างไร รวมไปถึงก็อบลินจะตัดสินใจให้อึนทึกดึงดาบออกให้หรือไม่ ต้องมาลุ้นเอาเองนะครับรับรองว่าสนุกจริงๆ [แอดชอบมาก] และก็จะมีเรื่องฮาๆซึ่งเรียกเสียงฮาได้แทบทุกตอน

เรื่องนี้จัดเป็นเรื่องที่ใช้ตัวแสดงน้อย เพราะเนื้อหาก็จะวนเวียนอยู่ที่ชีวิตของคนไม่กี่คน และมีตัวแสดงหลักอยู่5คนหนึ่งในนั้นก็คือ ยุกซองแจ ที่รับบทเป็น ยูด็อกฮวา หลานชายเพียงคนเดียวของตระกูลยู เขาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกับ ก็อบลินและยมทูต ซึ่งการอาศัยอยู่ด้วยกันทำให้เขารู้ความจริงเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของสองคนนี้และกลายเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ยูด็อกฮวา เขาจะเป็นเด็กบ้านรวยที่ดื้อดันแต่จิตใจดีมีปัญหากับปู่

จุดเด่นของซีรีส์เรื่องนี้ คือการนำเอาตำนานของชาวเกาหลีมาตีความใหม่ ทำให้ซีรีส์แปลกใหม่ แถมยังเป็นการรวมตัวกันของทั้ง2พระเอกมาอยู่ในซีรีส์เรื่องเดียวกัน นั่นคือกงยูและอีดงอุค และบทบาทของทั้งคู่ก็น่าสนใจมากไม่น้อย เพราะพวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันตายนั่นเอง เป็นซีรีส์ที่มีครบทุกอารมณ์ทั้งแฟนตาซี ดราม่า โรแมนติก แล้วก็คอมเมดี้อย่างลงตัว แค่พล็อตเรื่องก็สนุกมากแล้ว

อีกทั้งยมทูตและก็อบลินมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจนมาก บทที่พวกเขาทั้งคู่อยู่ด้วยกันดูน่ารักและทะเล้นสุดๆ [จริงๆก็เชียร์คู่ของยมทูตมากกว่า] เพราะทั้งคู่เคมีเข้ากันได้ดีจนทำให้ดูแล้วอินตามเลย ใครที่ยังไม่เคยดูแอดคิดว่าเรื่องนี้โอเคมากเลยละนักแสดงงานดีทั้งเรื่อง การดำเนินเรื่องก็ไม่น่าเบื่อดำเนินเรื่องรวดเร็วและเข้าใจง่าย และที่สำคัญฉากสวยมากเลยให้อารมณ์เหมือนเราเข้าไปอยู่ในโลกของนิยายเลยละ

และถือว่าเป็นซีรีส์ที่มีผู้ชม และรายได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในเกาหลี และสร้างสถิติเรตติ้ง และแฟนซีรีส์เกาหลีแทบจะเทใจให้กับเรื่องนี้กันกันเลยก็ว่าได้ แถมเรื่องนี้ยังถือว่าทำลายสถิติตัวเองอีกด้วย และได้รับรางวัลแทซัง จากเวที Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 53 ด้วย ใครที่พลาดรอบที่แล้วรอแก้ตัวใหม่ได้เลยนะครับเพราะ Netflix เอามาลงให้ฟินกันแบบไม่ต้องรอตอนต่อไปดูฟินๆ ยาวๆ กันไปเลย 16 ตอนรวด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่  รีวิว ซีรี่ส์ เกาหลี

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้

รีวิว หนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ ตัวแทน​จาก​ BNK48 ทั้ง​ 8​ คน​ ได้รับมอบหมายภารกิจลับ​ ให้ทำเพลงแนวหมอลำ และทั้ง​ 8​ คนต้องมาเรียนรู้​ และใช้ชีวิตแบบคนอีสาน​ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม​ และการสื่อสารผ่านเพลงหมอลำในแบบฉบับ​ BNK48 มาเอาใจช่วยน้องๆกันนะ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ BNK48 กลุ่มไอดอลหญิงประสบกับปัญหาด้านความนิยมของเพลงทำให้ จ๊อบซัง เจ้าของบริษัทตัดสินใจจะเสี่ยงในการทำเพลงลูกทุ่งอีสานโดยจ้าง ก้อง ห่วยไร่ ศิลปินที่มีชื่อเสียงในด้านดนตรีและบทเพลงแนวอีสานให้มาทำโปรเจกต์เพลงของอีสานให้โดยมีค่าจ้าง 3 ล้านบาท ก่อนที่จะพาสมาชิกทั้งหมดในโปรเจกต์นี้ทั้งหมด 8 คนไปทำเพลงที่บ้านโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี

เงื่อนไขว่า ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด โดยได้ จาลอด เพื่อนไทบ้านที่อยู่ด้วยกันมาเป็นผู้ช่วยในการสอนน้องๆ BNK48 ทั้ง 8 คน ในการทำเพลงอีสานอีกด้วย และนี้ก็จะเป็นเรื่องราวของไอดอลลูกคุณหนูจากเมืองกรุง ต้องมาเรียนรู้ชีวิตความลำบากจากบ้านนอกเพื่อซึมซับวิถีชีวิตของคนอีสาน และรังสรรค์บทเพลงท่วงทำนองอีสานที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของพวกเธอ ที่ผสมผสานกลมกล่อมเข้ากับวิถีชาวบ้านแบบอีสานแท้ๆ ขึ้นมาจนได้พบกับความ โดดดิด่ง

โปรเจกต์นี้คือความร่วมมือระหว่างBNK48 ออฟฟิศ กับ เซิ้งโปรดักชั่น ช่วยกันทำภาพยนตร์เรื่อง ไทบ้าน x BNK48 ซึ่งภาคก่อนหน้าเรื่องไทบ้าน เดอะซีรีส์ เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชีวิตในบ้านนอกและวัฒนธรรมต่างๆของคนอีสาน เนื้อหาจะเป็นการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่กลับตีตลาดต่างจังหวัดและทำรายได้จำนวนมาก จนมีภาพยนตร์ ไทบ้าน เดอะซีรีส์ ฉายออกมาแล้วทั้งหมดจำนวน 3 เรื่อง

และเรื่อง ไทบ้าน x BNK48 เป็นเรื่องที่ 4 ซึ่งจะเป็นการขยายจักรวาลไทบ้านและเป็นการตีตลาดต่างจังหวัด ทำให้คนต่างจังหวัดรู้จักวง BNK48 มากขึ้นอีกด้วย โดยครั้งนี้หนังได้สองผู้กำกับอย่าง สุรศักดิ์​ ป้องศร กับธิติ​ ศรีนวล จากหนังไทบ้านเดอะซีรีส์มารับไม้จาก BNK48 ในการนำน้องๆกลุ่มไอดอล BNK48 มาเล่นในแบบฉบับหนังไทบ้าน เพื่อเสริมกำลังรุกเข้าสู่ตลาดที่แตกต่างจากฐานแฟนเดิมของกันละกัน เป็นโพรเจกต์ที่มองว่าวินๆทั้งคู่

และที่สำคัญรอบนี้เรายังจะได้เห็นน้องๆ BNK48 กลุ่มใหม่ๆที่แตกต่างจากหนังเรื่องเก่าๆมาโลดแล่นกันบ้างไม่ว่าจะเป็น น้ำหนึ่ง, ปูเป้, เนย, แก้ว, โมบายล์, น้ำใส, ตาหวาน และ ไข่มุก มาเล่นเป็นตัวเองในเรื่องนี้และข้อดีคือเราได้เห็นมุมมองของฝั่งผู้บริหารและการทำงานของหลังบ้านวง BNK48 แบบใกล้ชิดอีกด้วย ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ของหนังไทบ้านที่เน้นความเป็นธรรมชาติ แสดงเหมือนไม่ได้แสดงทำให้น้องๆ BNK48 

แสดงความเป็นตัวเองออกมาในหนังได้ดี และไม่ต้องพึ่งพลังแสดงมากนัก ในหนังเราจะได้เห็นโมเมนต์ต่างๆของน้องๆน่ารักๆโก๊ะๆ อะไรแบบนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เราไม่ได้เห็นตามปกติทั่วไปได้เห็นน้องๆจับปลา ดำนา นั่งมอเตอร์ไซค์ กินอาหารแบบบ้านๆพูดภาษาอีสาน บางคนก็ได้แสดงเป็นตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะน้อง เนย BNK48 [ แอดเองก็ชอบนะ ] ที่เป็นอีกหนึ่งในตัวละครที่ขับเคลื่อนในหนังเลยก็ว่าได้

ส่วนนักแสดงฝั่งไทบ้านก็ยังแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดิม เพราะเป็นนักแสดงตัวหลักที่แสดงได้ลื่นใหลไม่มีที่ติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในมุมมองของนักดูหนัง ถ้าจะบอกว่าหนังแย่มากก็คงไม่ใช่ แค่บทมันเป็นจังหวะโดดดิด่งมากจนเกินไปจนคนดูไม่อิน แต่ถ้าเรื่องเสน่ห์นักแสดงบอกได้เลยว่า ดีงามทุกตัวละคร BNK48กรุ๊ป นี่ของเขาไม่ธรรมดาจริงๆ

โดยรวมต้องบอกว่าไทบ้าน x BNK48อาจไม่ได้เป็นหนังดีที่สุด แต่ในด้านความสนุกครบรส หนังเรื่องนี้จัดว่าคุ้มค่า ยิ่งถ้าคุณเป็นแฟนๆของไทบ้าน [ คุณอาจจะรักสาวๆกรุ๊ปนี้ และแฟนๆ BNK48 ก็อาจจะชอบบ่าวไทบ้านเหมือนกัน ] ซึ่งอย่างน้อยเราก็ได้เห็นแล้วว่า ปลาดิบ VS ปลาแดก ถึงแม้มันจะมีรสชาติโดดๆจนต้องร้องโดดดิด่ง ยังไงมันก็ยังแซ่บหลายม่วนหลาย เด้อพี่น้อง

และ  End Credits ท้ายเรื่อง จาลอดกลับมาคุยกับหมอปลาวาฬอีกครั้ง โดยหมอปลาวาฬตกลงที่จะเป็นเพื่อนกันกับจาลอด ถ้าหากเขาจะมองว่าเธอเป็นเพื่อนอยู่ และนี้คือการปูเรื่องเข้าสู่ หมอปลาวาฬ หนังภาคแยกลำดับต่อไปของจักรวาลไทบ้าน [ คู่แข่งจักรวาลมาเวล ] ไทบ้าน x BNK48 จากใจผู้สาวคนนี้ จะดีหรือแย่อย่างไรก็อยากจะแนะนำให้ดูและเข้าไปสัมผัสด้วยตัวของคุณเอง แล้วคุณจะต้องโดดดิด่งๆแน้นอนรับชมได้แล้ว บน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์ไทย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

 

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า หนังตลกแอ็กชั่นซุปเปอร์ฮีโร่ เบาสมองแนวหญิงแกร่ง แรงเต็ม100 กับมุกตลก โปกฮา โอ้ลั่นล้า [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า ในโลกที่เกิดบรรดาผู้มีพลังพิเศษที่เรียกว่า เครียมส์ ซึ่งมาจากผู้มีแนวโน้มในการก่อเหตุร้าย ทำให้โลกกลายเป็นสังคมที่เกิดเหล่าวายร้ายที่มีพลังพิเศษ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งคือ เอมิลี่ ที่สูญเสียพ่อและแม่ที่เป็นนักวิจัยไปเพราะพวกเครียมส์ เธอจึงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อจะโตมาเป็นนักวิจัยแล้วค้นหาวิธีทำให้มนุษย์ธรรมดามีพลังพิเศษแล้วต่อสู้กับวายร้ายได้ ซึ่งในวัยเด็กเธอได้พบกับ ลิเดีย เด็กหญิงสุดห้าวที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน

ถึงแม้เอมิลี่จะสนิทกับลิเดียแค่ไหน แต่วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองต้องบาดหมางใจกัน และไม่ได้ติดต่อกันเกือบยี่สิบปี จนกระทั่งเมื่อทั้งสองเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยกลางคน ลิเดียพยายามหาทางติดต่อเอมิลี่เพื่อให้กลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่น และเธอก็ได้พบความจริงว่าเอมิลี่นั้นกลายเป็นนักวิจัยที่มีบริษัทใหญ่โตและร่ำรวยราวกับโทนี่ สตาร์คโอ้วๆ ซึ่งเธอกำลังค้นคว้าวิธีการทดลองเปลี่ยนแปลงระบบพันธุกรรม แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของลิเดียทำให้เธอถูกฉีดสารเคมีและทำให้ตัวเองมีพลังพิเศษขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ [ นั้นใง ]

ระหว่างที่ลิเดียกำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้น และเธอก็พบว่าตัวเองหลงใหลกับการกิน ไก่ดิบๆ [ เหมือนยายยิบเลย ]พร้อมๆกับพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ส่วนเอมิลี่เอง ก็ปรับสมดุลร่างกายของตนเองจนพบว่ามีพลังวิเศษในการล่องหน [ โอ้วงานนี้มันแน้ๆ ] ทั้งสองจึงร่วมมือกันเพื่อออกปราบเครียมส์และฟื้นฟูความสัมพันธ์อันก่อเกิดเป็นมิตรภาพอีกครั้ง

เรื่องนี้เป็นหนังตลกแนวแอ็กชั่นแนวเบาสมอง ย่อยง่ายตามสูตรสำเร็จ เพราะเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับ Ben Falcone และภรรยาของเขาคือ Melissa McCarthy ซึ่งเป็นนักแสดงตลกหญิงร่างอวบ มารับบทแสดงนำในเรื่องนี้ด้วย ส่วนตัวหนังก็จะมาในแนวมุกตลกสัปดน เพียงแต่อยู่ในขอบเขต [ แต่เกือบจะ18+ละ แต่ก็ยังไปไม่ถึง ] มาบวกกับมุกตลกเฉพาะตัวที่มาในสไตล์ดาราตลกหญิงที่ความสามารถเฉพาะตัวมาก คือถ้าคนเส้นตื้นก็จะฮาหลายฉาก แต่ถ้าไม่ก็จะแป้กกันสุดๆ ไปเลยเหมือนกันครับ

แต่เผอิญว่านี่เป็นหนังตลกแอ็กชั่น แม้ว่าพาร์ทดราม่ามิตรภาพจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เนื้อหาหลักของเรื่องก็อยู่ที่เรื่องราวแบบซุปเปอร์ฮีโร่ และฉากแอ็กชั่นคอเมดี้ ซึ่งแม้ว่าจะทำออกมาได้ดีอยู่บ้างในบางในหลายๆฉาก แต่ในภาพรวมของหนังก็เต็มไปด้วยความสนุกอะนะ การเดินเรื่องแบบตามสูตร ช่วงที่หนังเข้าสู่ช่วงการต่อสู้ ทีนี้ละมันเลย

อีกอย่างการที่ตัวหนังใช้ดาราหญิงตลกร่างอวบ มารับบทนำ และใช้ดาราหญิงผิวสีร่างอวบอีกคนมารับบทตัวรอง ก็อาจจะทำให้คนดูผู้ชายหลายคนไม่ค่อยอยากจะดูมากนัก [ ย้ำนะแค่บางคน ] แต่นะถ้าเป็นผู้ชมที่เป็นผู้หญิง อาจจะรู้สึกอินกับเรื่องราวมิตรภาพของสองตัวละครในช่วงแรกจนสามารถตามดูต่อไปได้ครับ

ส่วนบอสใหญ่ของเรื่อง The King ที่ใช้พลังแบบเดียวกับนางเอก แต่ที่เซอร์ไพร์สคือ นี่เป็นบอสที่ดันมาปล่อยมุกตลกร่วมกับ Jason Bateman ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใช้พลังพิเศษที่สุดพิสดารคือมือก้ามปู แล้วไอ้การรับส่งมุก [ ตะลึ้งตึ่งโปะ ]ของทั้งสองคนนี้กลับทำได้ดีซะยิ่งกว่าการเป็นบอสที่โชว์พลังอะไรมากมายอีกด้วย เรียกว่ามุกตลกฝั่งตัวร้ายคือจุดข่ยเลยละ เพราะทำได้กว่าที่คิดอีก ซึ่งเป็นตลกเฉพาะตัวแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นใครทำเท่าไหร่ [ เหมือนดู หม่ำ เท่ง โหน่ง เลย ] และในขณะที่ฉากแอ็กชั่น ก็ถือว่าCGทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ได้เด่นแต่ก็ไม่ได้แย่ และฉากบู๊ในช่วงท้ายก็ทำได้ดีมากๆ ช่วงนี้ใครที่เบื่อๆกับโควิดละก็ดูได้นะครับ รับชมได้แล้ว บน Netflix 

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรี่ย์ Doctor X หมอซ่าส์พันธุ์เอ็กซ์

รีวิว ซีรี่ย์ Doctor X หมอซ่าส์พันธุ์เอ็กซ์ เป็นซีรี่ส์ญี่ปุ่นอีกเรื่องที่เรตติ้งนำเป็นอันดับ 1 เรื่อง Doctor X กระแสตอบรับดีมากขนาดนี้เป็นซีรี่ส์ที่ห้ามพลาดจริงๆ [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรี่ย์ Doctor X หมอซ่าส์พันธุ์เอ็กซ์ เรื่องราวของไดมอน มิจิโกะ (โยเนะคุระ เรียวโกะ) แพทย์อิสระที่ได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยที่กำลังสูญเสียอำนาจและ ขาดแคลนบุคลากร เนื่องจากสภาพการทำงานที่หนักขึ้นทำให้แพทย์หลายคนต้องลาออกไป การเข้ามาทำงานของเธอในฐานะแพทย์อิสระจึงไม่ได้รับการยอมรับ เธอต้องใช้ทักษะการผ่าตัดอันเฉียบคมเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

ซีซั่นที่1 ใน Doctor-X บอกเล่าเรื่องราวของ ไดมอน มิจิโกะ ศัลยแพทย์ (หมอผ่าตัด) ฟรีแลนซ์ เธอไม่มีใบประกอบวิชาชีพ แต่งตัววาบหวิว และเมื่อถึง 5 โมงเย็นเธอจะออกจากที่ทำงานทันที และถ้าทางโรงพยาบาลต้องการให้เธอทำงานล่วงเวลาก็ต้องจ่ายเงินแพงหูฉี่ แต่ทุกๆครั้งทางโรงพยาบาลก็ไม่สามารถปฏิเสธค่าใช้จ่ายนั้นได้ เพราะฝีมือการผ่าตัดขั้นเทพที่โรงที่แพทย์คนอื่นบอกรักษาไม่ได้ แต่เธอก็สามารถรักษาได้สำเร็จทุกครั้ง แต่ถึงแม้เธอจะเก่งแค่ไหนแทพย์ทุกคนในโรงพยาบาลกลับมองเธอเป็นแกะดำ ที่ขัดต่อวัฒธรรมองค์กร พบกับเรื่องราวของ มิจิโกะ ต้องยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือคนไข้ และทำลายขนบธรรมเนียมเก่าแก่เพื่อสร้างให้เหล่าแทพย์ได้รับรู้หน้าที่ของคนเป็นหมออย่างแท้จริง

ซีซั่นที่2 เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรก ครั้งนี้ไดมอน มิจิโกะ แพทย์อิสระได้ไปทำงานในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทย์โตะ หลังจากแสดงฝีมือผ่าตัดอันน่าทึ่งในการผ่าตัดกระดูกขาม้า ต่อหน้าต่อตาหนึ่งในผู้บริหารของโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยยังคงอยู่ในสภาวะตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังให้ความสำคัญต่อชื่อเสียงเงินทองมากกว่าชีวิตของผู้ป่วย ไดมอน มิจิโกะต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับความเน่าเหม็นภายในโรงพยาบาล และต้องแสดงฝีมือเพื่อพิสูจน์ตนเองอีกครั้ง

ซีซั่นที่3 การกลับมาอีกครั้งของศัลยแพทย์พาร์ทไทม์ ไดมอน มิจิโกะ กับคำพูดประจำตัวที่ว่า “ฉันไม่เคยพลาด” โดยในภาคสามนี้ มิจิโกะ ได้เจอกับอดีตผู้อำนวยการที่เธอเคยไปทำงานด้วย ได้รับบาดเจ็บ และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง โดยมิจิโกะได้แสดงตนเป็นศัลยแพทย์ผู้ให้การรักษาเขา ท่ามกลางเหล่าศัลยแพทย์ที่ไม่เห็นด้วย มาพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัว ที่ต้องพกลูกเมล่อนและใบแจ้งหนี้ มาดูกันสิว่าในภาคนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป

ซีซั่นที่4 ครั้งนี้ ศัลยแพทย์ไดมอน มิจิโกะ (โยเนะคุระ เรียวโกะ) ได้รับการว่าจ้างจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทเทย์ ซึ่งกำลังประสบปัญหาด้านแบรนด์ดิ้งอย่างหนัก เนื่องจากการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานและความขัดแย้งภายในองค์กร หนำซ้ำ ชะตากรรมของโรงพยาบาลดันตกอยู่ในกำมือของฮิรุมะ ชิเงคัตสึ (นิชิดะ โทชิยูกิ) คู่แค้นตลอดกาลของหมอไดมอน

ซีซั่นที่5 หลังจากฮิรุมะ ชิเงคัตสึ (นิชิดะ โทชิยูกิ) ถูกอัปเปหิออกจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโทเทย์ โรงพยาบาลได้เข้าสู่ยุคใหม่ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการหญิงคนแรก ที่มาพร้อมแนวคิด คนไข้มาก่อน  และต้องการชำระโรงพยาบาลให้บริสุทธิ์ดังเดิม ทว่า ด้วยความช่วยเหลือของสมาคมแพทย์ญี่ปุ่น อำนาจเก่าก็ได้หวนคืนเวทีอีกครั้ง และในครั้งนี้หมายมุ่งจะทำลายไดมอน มิจิโกะ (โยเนะคุระ เรียวโกะ) ให้จมดิน

Doctor-X หรือชื่อเต็มว่า Doctor-X: Surgeon Michiko Daimon ซีรี่ส์ญี่ปุ่นกระแสแรงที่เคยคว้าเรตติ้งอันดับ 1 ในญี่ปุ่นมาแล้ว และมีถึง5ซีซั่น  เมื่อปี 2019 กับการหยิบแวดวงการแพทย์มานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ทั้งการฉีกรักษาที่ตื่นเต้นสมจริง หรือแม้กระทั่งเรื่องการเมืองในองค์กร จึงทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความนิยมสุดในญี่ปุ่น คอซีรี่ส์แนวหมอไม่ควรพราดจริงๆรับชมได้แล้วบน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่  รีวิว ซีรี่ส์ ญี่ปุ่น  

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America เรื่องผีจากทางบ้านที่หลอนแบบเฟคๆ ซีรีส์เรียลลิติ้ที่ชวนคุณมาร่วมสัมผัสเรื่องราวสุดสยองเหนือธรรมชาติ ที่อธิบายไม่ได้จากประสบการณ์ของผู้คนมากหน้าหลายตา ผ่านการจำลองเหตุการณ์ที่หน้าขนลุก [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ Haunted: Latin America หลอน ลาตินอเมริกา ซีรีส์ที่ยืมชื่อหนังผีแนวทางของอเมริกามาใช้ แต่เป็นเรื่องที่เกิดในเม็กซิโกกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ที่มีสไตล์เรื่องผีบางอย่างแตกต่างจากพวกบ้านผีหลอกของอเมริกาอยู่บ้าง

โครงเรื่องนี้เป็นหนังแนวจำลองเรื่องจริงจากคำบอกเล่าของผู้คนที่ผ่านประสบการณ์ถูกผีหลอกหลากหลายแบบ ซึ่งต้องเข้าใจก่อนว่าเรื่องจริงที่ซีรีส์ชุดนี้เอ่ยถึงไว้ในทุกตอน มันคือเรื่องเล่าแบบพวกรายการผี เดอะช็อคของไทยทำนองนั้น คือจริงไม่จริงไม่รู้ แต่คนมาเล่าว่าตัวเองเจอมาจริงๆ แล้วตัวเรื่องทำแบบคล้ายๆ รายการเกมโชว์ด้วยการตั้งวงพูดคุยประสบการณ์เรื่องผีในบ้าน มีกล้องถ่ายสีหน้าท่าทางตอนเล่าให้ดูจริงจัง พร้อมกับตัดสลับไปใช้นักแสดงจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคนเล่าเป็นช่วงๆ จบในตอน มีทั้งหมด 5 ตอน ความยาวไม่เท่ากัน ตอนแรกจะยาวสุด 47 นาที ตอนอื่นๆ จะราวๆ ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งก็คล้ายๆ เรานั่งฟังเรื่องผีไปเรื่อยๆ นี่แหละครับ

ผีในเรื่องตอนแรกที่ยาวสุดก็เป็นเรื่องปรากฎการณ์ผีหลอกในบ้าน แล้วก็ตามมาสิงสู่แม้ย้ายไปที่อื่น ตอนสองก็เป็นเรื่องตุ๊กตาผีที่ตามรังควานคนในบ้าน ซึ่งรวมๆ แล้วก็คล้ายๆ หนังผีฝรั่งตระกูลคอนเจอริ่งนั่นเลยครับ พอมาตอน 3 4 5 ถึงเป็นเรื่องราวสไตล์ผีแปลกๆ แตกต่างหน่อย อย่างผีเคาะประตู ผีคุ้มครองคน ตอนสุดท้ายเป็นผีหมาจากนรก ซึ่งรวมๆ แล้วก็พอดูได้ แต่ก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ เพราะสไตล์ผีหลอกในเรื่องใช้ดนตรีบิ้วเอาตลอด ผีก็โผล่แบบชัดเกินจริงมากไป แบบเป็นควันรวมตัวเดินมาทำร้ายคนอะไรแบบนี้

ซึ่งพอเรื่องอ้างอิงว่าเรื่องจริง แต่ผีในเรื่องนี่แทบจะเป็นร่างเนื้อมาเลย มันเลยดูเป็นเฟคไม่สมจริงเกินไป แทนที่จะคลุมเครือลึกลับ แต่ไม่เลยทุกเรื่องคือเปิดมาผีก็อยู่ๆ พุ่งมาทำร้ายคนทันที แถมยังไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรในเรื่องให้เข้าใจได้มากด้วย ส่วนใหญ่ก็มักตัดจบแบบห้วนๆ ไม่มีไล่ผีไปได้หรือแฮปปี้เอนดิ้งอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าคนขวัญอ่อนหน่อยมาดูก็คงตกใจใช้ได้อยู่ เพราะจริงๆแล้วเรื่องมันก็ออกแนวเฟคแต่งมาให้คนกลัวโดยตรง เหมือนพวกรายการเรื่องผีจากทางบ้านนั่นแหละครับ

แต่สิ่งที่เฟคกว่าแบบชัดๆ คือส่วนของคนที่มาเล่าเรื่องจริง ดูยังไงก็เป็นการจัดฉากชัดๆ แถมตัวละครที่มาร่วมวงกันเล่าในแต่ละตอนก็มีความสัมพันธ์กัน แบบคู่รัก แม่กับลูกๆ แล้วก็มาเล่าเรื่องในอดีตเพื่อทำความเข้าใจกัน แต่สีหน้าท่าทาง และหลายๆอย่าง มันดูไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันเลย แถมยังพยายามแสดงอารมณ์เกินจริงแบบมีเหงื่อตก มีความกลัวตอนได้ฟังเรื่องเล่าจากอีกคน ซึ่งมันดูเป็นการแสดงแบบเฟคชัดๆ จนดูขัดใจ เรียกว่าจริงๆ ทำเฉพาะส่วนของหนังไปเลยแล้วใช้เสียงเล่าแทรกล้วนๆ อาจจะดีกว่าเยอะ

พวกเอฟเฟ็กต์ผีในเรื่องใช้การแต่งหน้าแต่งตัวเป็นผีมากกว่า หลายอย่างดูแล้วรู้เลยว่าทุนต่ำ มีการใช้มุมกล้องหรือเทคนิคหนังผีบ้านๆ แบบเชือกดึงของให้หล่น หรือสลิงยกตัวให้ลอย ซึ่งก็เข้าใจได้เพราะตัวเรื่องจริงๆ แค่เหมือนรายการเรื่องผี แต่ใส่หนังประกอบเรื่องเล่ามาผสมไว้เท่านั้น

สรุปเลยคือถ้าเป็นพวกชอบเรื่องผี ชอบแนวรายการเรื่องผีจากทางบ้าน ก็ดูได้ มีความสยองชวนขนลุกได้พอสมควร บทพยายามใส่ฉากสยองขวัญมาตลอดเวลา แต่ถ้าคนชอบแนวสมจริงในหลายๆ อย่างแบบหนังผีดีๆ คงต้องผ่านเรื่องนี้ไป เพราะหลายๆ อย่างทั้งนักแสดงและบทชวนให้รู้สึกว่ากำลังนั่งดูเรื่องเฟคอยู่ตลอดเวลา จนรู้สึกตลกหรือหงุดหงิดกับเรื่องนี้มากกว่าจะสนุกหรือสยองขวัญอย่างที่ควรจะเป็นครับ ดูได้แล้วครับบน  Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms