รีวิว หนัง Super me ยอดมนุษย์สุดโต่ง

รีวิว หนัง Super me ยอดมนุษย์สุดโต่ง ใครที่เบื่อๆกับการกักตัว อยู่บ้านช่วงโควิดแอดแนะนำ หนังไต้หวันแนว โรแมนติก แอ็คชั่น แฟนตาซี เรื่องนี้ของNetflix [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว หนัง Super me ยอดมนุษย์สุดโต่ง ซางหยู นักเขียนบทภาพยนตร์ที่มีชีวิตตกต่ำ อันเนื่องมาจากที่เขาต้องเผชิญความผิดปกติไม่สามารถนอนหลับได้ ทุกครั้งที่หลับ จะฝันร้าย ว่ามีปีศาจความฝันไล่ฆ่าทุกครั้ง มันเหมือนจริง และมันก็ยังเจ็บจริง แล้วมันก็หนักหน่วงถึงขั้นที่ว่า แม้ว่าในเวลายามตื่น ก็ไม่สามารถแยกความจริงกับจินตนาการได้แล้ว ไม่ว่าจะไปพบจิตแพทย์คนไหนก็ตามก็ไม่มีใครสามารถช่วยเขาได้ ซางหยูเขียนบทไม่ได้ ถูกไล่ออกจากห้องเช่า ไม่มีเงินกินข้าว และจนตรอก

จนสุดท้ายก็คิดจะฆ่าตัวตาย แต่ชายแก่ขายอาหารก็มาช่วยเขาไว้ แล้วพูดให้เขาเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับความฝันร้าย เพราะต่อให้คนเราฝันว่าตายสักกี่ครั้งสุดท้ายก็ตื่นขึ้นมาอยู่ดี [ประมาณว่าตูฝันไปนี้หว่า]เมื่อซางหยูปรับเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับความฝันร้ายของตัวเองได้ เขาก็สามารถหยิบบางสิ่งบางอย่างจากความฝัน ออกมาในโลกของความเป็นจริงได้ ซางหยูนำไปขายได้เงินมหาศาล เป็นมหาเศรษฐีที่ไม่อาจคำนาณทรัพทย์สินได้ ซึ่งเรื่องราวของซางหยูจะเป็นยังไงต่อไปต้องไปติดตามชมกันได้ที่ Netflix

ฉากแอ็กชั่นทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว ดูแล้วลุ้นตามเลยละแต่ลุ้นได้ไม่นานเพราะมันค่อนข้างสั้น [เพราะมันอยู่ในฝันและพระเอกมักจะตื่นพอดี] ส่วนเคมีกับฮวาเอ๋อร์ [นำแสดงโดย เจียซ่ง] ถือว่าใช้ได้และสร้างสีสันให้กับหนังได้ ไม่ได้หวานอะไรมาก พอดูแล้วนารักดี CG ดูดีและสมจริงอยู่ [ตามสไตล์พี่จีน] ฉากทำออกมาได้สวย และมีความเป็นแฟนตาซีอยู่ด้วย เอฟเฟกต์ถือว่าผ่านครับ ส่วนตัวปีศาจก็ทำออกมาได้ดูน่ากลัว และสมบัติดูล้ำค้าเหมือนจริง ทำให้คุณภาพของหนังออกมาดีจริงๆ และก็ทำให้หนังได้เปิดตัวฉายในปี 2019 ในงาน PARIS INTERNATIONAL FANTASTIC FILM FESTIVAL ครั้งที่ 9 อีกด้วย

ยอดมนุษย์สุดโต่ง Super Me นำแสดงโดยนักแสดสุดหล่อสุดฮอตของไต้หวัน หวังต้าลู่ พระเอกจากซีรีส์จีนยอดนิยม [หมาป่าจอมราชันย์ เรื่องนี้แอคชอบมากตอนนี้ก็ติดตามทุกตอน] ที่ออกฉายเมื่อปลายปีที่แล้ว ถือว่าเป็นหนังรัก แอ็คชั่น แฟนตาซี ที่ลงตัวอีกเรื่อง กับสไตล์จีน คนดูน่าจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องนี้สบาย แนะนำเลยครับกับช่วงที่ต้องอยู่บ้าน กักตัวและเบื่อกับโควิด หนังครบรสดูสนุก รับชมได้แล้วทาง Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว NETFLIX

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง WE CAN BE HEROES รวมพลังเด็กพันธุ์แกร่ง

รีวิว หนัง WE CAN BE HEROES รวมพลังเด็กพันธุ์แกร่ง ใครเป็นแฟนหนังสายลับวัยทีน ต้องเรื่องนี้ การมีพลังเหนือมนุษย์และมีความพิเศษที่แตกต่างกัน เมื่อได้มารวมอยู่ด้วยกันแล้วใครจะต้านทานพวกเขาได้  เป็นหนังทุนสร้างที่สูงอีกเรื่อง [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง WE CAN BE HEROES รวมพลังเด็กพันธุ์แกร่ง ถ้าพูดถึงหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ ใครๆก็คงนึกถึงหนังในจักรวาลของ2ค่ายใหญ่อย่าง Marvel Studio และ DC ที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกมาหลายสิบปีแล้ว ก็ไม่แปลกเพราะหนังของ2ค่ายนี้ ถือว่าทำออกมาอย่างต่อเนื่องให้ผู้คนคอยติดตามอยู่ตลอด แถมเนื้อเรื่องก็เกี่ยวข้องจนต้องรอดูต่อ ฮีโร่แต่ละคน แต่ละค่ายก็เท่ไม่แพ้กัน แต่ถ้าไม่นับหนังจาก2ค่ายนี้แล้ว เรามีหนังฮีโร่อื่นๆอีกไหม แล้วก็พบว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ชื่อเรื่องก็บอกเลยว่าเป็นหนังฮีโร่ คือเรื่อง We Can Be Heroes ตัวหนังเองดูน่าสนใจไม่น้อย

We Can Be Heroes ว่าด้วยเรื่องราวที่โลกของเรานั้นมีซุปเปอร์ฮีโร่อยู่เต็มไปหมด พวกเขาเรียกกลุ่มของตัวเอง Heroics ทำงานร่วมกันเป็นองค์กร คอยพิทักษ์ปกป้องโลกใบนี้ แต่แล้ววันหนึ่งเกิดเหตุการณ์มนุษย์ต่างดาวบุกโลก Heroics จึงรวมตัวซุปเปอร์ฮีโร่ทั้งหมดออกมาป้องกันโลกใบนี้เอาไว้ แต่เนื่องจากโลกสงบสุขมานาน เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ก็ขาดการฝึกซ้อม แถมยังมีการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างการต่อสู้ตลอดเวลา จึงทำให้พลาดท่าเสียที ถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป นับเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกของ Heroics

ระหว่างที่เหล่าซุปเปอร์ฮีโร่กำลังสู้กับมนุษย์ต่างดาวนั้น เหล่าบรรดาลูกๆของซุปเปอร์ฮีโร่ ก็ถูกเรียกตัวมารวมกันเก็บไว้ที่ฐานใต้ดินของ Heroics เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งลูกของซุปเปอร์ฮีโร่ก็ล้วนแต่มีพลังด้วยกัน เช่นพลังตัวยึด พลังในการควบคุมน้ำ พลังในการใช้เสียง พลังในการเปลี่ยนแปลงใบหน้า ใช้พลังในการวาดรูปอนาคต เป็นต้น มีเพียง Missy Moreno ลูกสาวของผู้นำ Heroics ที่ไม่มีความสามารถพิเศษ แต่เนื่องจากเธอมีความสามารถด้านความคิด การวิเคราะห์ จึงกลายเป็นผู้นำกลุ่มเหล่าฮีโร่เด็กๆ และด้วยพลังในการวาดรูปอนาคตของเด็กคนหนึ่งนั้น ก็ทำให้เด็กๆกลุ่มนี้ต้องหลบหนีออกจากฐานใต้ดิน เพื่อไปช่วยพ่อแม่ของพวกเขา

สไตล์ของ WE CAN BE HEROES ถือเป็นการนำเสนอแบบเฉพาะตัวของผู้กำกับโรเบิร์ต รอดดิเกซ ที่เน้นการออกแบบฉากหลังให้มีลักษณะคล้ายกับตัวละครเล่นอยู่กับสวนสนุก สำหรับเด็กที่อยู่ตามในห้างสรรพสินค้า เช่น บ้านบอล รถยานอวกาศ ที่จะมีสีสันฉูดฉาดบาดตา มีลักษณะเหนือจริง ประกอบกับการที่เหล่านักแสดงต้องเล่นอยู่บนกรีนสกรีน ก็จะทำให้คนดูหนังยุคนี้มองว่ามันเป็นงาน CG ที่ดูแปลกๆ ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในผลงานเก่าๆ ตั้งแต่ Spy Kids ในปี 2001 ที่มีฉากหลังเป็นเช่นนี้ เราก็จะมอง We Can Be Heroes ว่ามันเป็นสไตล์เฉพาะตัวของผู้กำกับ

เรื่องงานสร้างของหนังเรื่องนี้ที่ดูเป็นหนังเด็กๆ แต่ก็สามารถสร้างโลกที่มีความเป็นสวนสนุก ยาน อาวุธ และตัวเอเลี่ยนต่างๆ มีความคล้ายของเล่น เห็นแล้วก็รู้สึกเพลินไปกับเด็กๆ และโลกในหนังพอสมควร แถมงาน CG ที่แม้จะไม่อลังการเทียบเท่าหนังจาก2ค่ายยักษ์ใหญ่ก็ตาม

ถือเป็นหนังที่ดูแล้วมีความสนุก เพลิดเพลิน เนื้อเรื่องของหนังไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใหญ่เป็นผู้นำเสมอไป เพราะเด็กๆก็เจ๋งไม่แพ้กัน ดูแล้วเหมือนเราได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ที่ตอนเด็กๆ เราใฝ่ฝันอยากจะเป็นฮีโร่มีพลังวิเศษต่างๆ [ ตอนเด็กๆอยากเป็นโน้น อยากเป็นนี้ อยากนั้น พอโตได้เป็นหนี้ ]แบบนี้ ถ้าใครที่ชอบหนังแนวนี้ก็ดูได้เพลินๆ กับเหล่าเด็กพันธุ์แกร่งเหล่านี้ จะไปช่วยพ่อแม่ที่ถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปได้หรือไม่ และจะสามารถเอาชนะกับเหล่ามนุษย์ต่างดาวที่มีจำนวนมหาศาลได้อย่างไร ติดตามรับชมได้แล้วบน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว NETFLIX

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

MARVEL STUDIOS ภาคภูมิใจเสนอ

MARVEL STUDIOS ภาคภูมิใจเสนอ พบกับ อภิมหาภาพยนตร์แอคชั่นฟอร์มยักษ์ 2 เรื่องล่าสุด ที่ไม่ควรพลาดที่สุด


Black Widow แบล็ค วิโดว์

MARVEL STUDIOS ภาคภูมิใจเสนอ ภาพยนตร์แอคชั่นฟอร์มยักษ์เรื่องล่าสุดจากมาร์เวลสตูดิโอส์ Black Widow ที่ครั้งนี้นาตาชา โรมานอฟ หรือที่รู้จักในนาม แบล็ค วิโดว์ ต้องเผชิญกับด้านมืดในอดีตของเธอที่กลับมาหลอกหลอนเธออีกครั้ง นาตาชาจึงต้องกลับมาสะสางบัญชีแค้นในครั้งนี้ พร้อมสานสายสัมพันธ์ที่เคยแตกหักของเธอก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมทีมอเวนเจอร์ สกาเล็ต โจแฮนสัน รับบทนาตาชา หรือ แบล็ค วิโดว์, ฟลอเรนซ์ พิวจ์ รับบท เยเลน่า, เดวิด ฮาร์เบอร์ รับบท เรด การ์เดี้ยน หรือ อเล็กซี และ เรเชล ไวสซ์ รับบท เมลินา พบกับ Marvel Studios’ Black Widow แบล็ค วิโดว์ ศุกร์ที่ 9 กรกฎาคมนี้ในโรงภาพยนตร์ [ ถ้าไม่โดนพิษโควิด และเลื่อนฉายออกไปอีก ]



 
Shang-Chi and The Legend of the Ten Rings ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์

ชมตัวอย่างใหม่ล่าสุดจากภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ ฟอร์มยักษ์ที่แฟนๆมาร์เวลไม่ควรพลาด เตรียมพบกับฮีโร่คนล่าสุดแห่งจักรวาลมาร์เวลอย่าง ชาง-ชี ใน Shang-Chi and The Legend of the Ten Rings ชาง-ชี กับตำนานลับเท็นริงส์ 2 กันยายนนี้ในโรงภาพยนตร์ [ ถ้าไม่โดนพิษโควิด และเลื่อนฉายออกไป ] Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings ชาง-ชีกับตำนานลับเท็นริงส์ จะพาคุณไปพบกับต้นกำเนิดของซูเปอร์ฮีโร่คนล่าสุดของจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ชาง-ชี ต้องเผชิญหน้ากับอดีตที่เขาเคยเดินจากมาและเปิดเผยปริศนาแห่งองค์กร Ten Rings ที่ถูกซ่อนไว้ตั้งแต่เส้นเรื่องของ MCU ในภาพยนตร์ Iron Man ภาคแรก ภาพยนตร์เรื่อง Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings นำแสดงโดย ซิมู หลิว, อควาฟิน่า, รอนนี่ เจียง, เหลียงเฉาเหว่ย, มิเชล โหย่ว, ฟาลา เฉิน, เป็นไงครับอยากดูกันแล้วใช่ไหม [ ส่วนแอดเองแทบอดใจไม่ใหวแล้ว ] สาธุๆขออย่าเลื่อนอีกเลย เพราะไม่ได้ดูหนังมาเวลมาตั้งแต่จบ  SPIDER-MAN: FAR FROM HOME 2019 ติดตาม อัพเดทข่าวสาร รีวิว หนัง ซีรี่ส์ อนิเมะ netflix ได้ที่นี้

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง จอมขมังเวทย์ 2020

รีวิว หนัง จอมขมังเวทย์ 2020 เข้ากับกระแสช่วงนี้เลยละ กับจอมขมังเวทย์ 2020 หนังแอ็คชั่นภาคต่อของ15ปีก่อน ที่ดูเพลิน มีประเด็นชวนขบคิด และเป็นอีกหนึ่งหนังไทยที่น่าดูมากๆ โอมเพี้ยง [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว หนัง จอมขมังเวทย์ 2020 หลังพ่อถูกฆ่า วิน [ปริญ สุภารัตน์] หนุ่มนักมวยสุมไฟแค้นออกตามล่าตัวฆาตกร จนได้พบกับองค์กรพลังจักรวาลที่นำโดย ครูเมย์ [สินจัย เปล่งพานิช] ไลฟ์โค้ชสาวใหญ่ผู้มีเบื้องหลังเป็นผู้ค้าวัตถุไสยเวทย์ และ ก็อต [จิรายุ ตันตระกูล] มือขวาครูเมย์ที่ช่วยตามล่าสินค้า โดยทั้งคู่ได้ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของ วิน ที่หวังออกตามล่าฆาตกรที่ฆ่าพ่อเขาเพียงเพื่อชิงเหล็กไหลวัตถุมงคลแห่งพุทธคุณ และสงครามอาคมครั้งนี้ได้นำ หมวดการ์ตูน [ชิชา อมาตยกุล] มือปราบสาวไฟแรงที่ต้องมาต่อกรกับสงครามมหาเวทครั้งนี้ เมื่อศึกเริ่มสะเด็ดน้ำ อิทธิ [ฉัตรชัย เปล่งพานิช] อดีตผู้กองและจอมขมังเวทย์ในตำนานก็ปรากฎตัว สงครามไสยเวทครังนี้จะจบลงเช่นไร

ทิ้งห่างจากภาคแรกไปถึง 15 ปี ต้อม ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ ได้กลับมาอีกครั้งกับภาคต่อของ จอมขมังเวทย์ อีกครั้ง โดยสิ่งที่สังเกตได้เลยคือการเก็บเล็กผสมน้อยกับเหตุการณ์บ้านเมืองต่างๆ [ ในยุคปัจจุบันนี้ ] เอามาสอดแทรกไว้ในหนังเปรียบเสมือนเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ด้านความเชื่อความศรัทธาหรือความงมงาย ทั้งการบูมของธุรกิจไลฟ์โค้ช ธุรกิจวัตถุมงคลที่มีตลาดระดับหลายพันล้าน หรือแม้กระทั่งการล้อเลียนเหตุการณ์ที่ พลตำรวจเอก ศรีวราห์ ไหว้ นายเปรมชัย [ คดีฆ่าเสือดำ ] ก็กลายเป็นกลไกในการสร้างให้ผู้ร้ายในหนังดูเหนือมนุษย์และกฎหมายเอื้อมมือไม่ถึง

จอมขมังเวทย์ 2020 เดินเครื่องความตื่นเต้นให้คนดูอย่างรวดเร็ว ด้วยการใส่ฉากแอ็คชั่น การต่อสู้ในสไตล์หมัดมวยมือเปล่ากันตั้งแต่ฉากแรกๆเลย และจุดพลิกผันให้ตัวละครอย่างวิน ก้าวเข้าสู่ด้านมืด ในส่วนของฆาตกรแม้ว่าผู้ชมจะไม่ได้เห็นใบหน้า แต่องค์ประกอบของหนังก็คงให้คนดูคาดเดาได้ว่าคนร้ายคือใคร [ ยังใงก็รู้อยู่แล้วละ ]

แต่ถึงจะรู้ตัวคนร้ายอยู่แล้ว หนังก็ดำเนินต่อไปได้อย่างมีอรรถรส เมื่อจอมขมังเวทย์ 2020 พาคนดูไปสำรวจความเชื่ออันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของคนรุ่นเก่าที่เชื่อว่า ต่อให้คนเรามีความสามารถด้วยความพยายามมากแค่ไหน ไสยศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญที่จะผลักดันให้มนุษย์มุ่งหน้าสู่ความสำเร็จได้มากขึ้นเท่านั้น สวนทางกับคนรุ่นใหม่อย่าง ที่มองว่าความสำเร็จของคนยุคปัจจุบันคือความมุมานะพยายามด้วยตัวเองเท่านั้น

ตัวละครแต่ละตัวในหนัง ล้วนพัวพันอยู่กับความเชื่อในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อในไสยศาสตร์เพราะต้องการ [ เหนือกว่าคนอื่น ] เชื่อในความถูกต้องตามครรลองของกฎหมาย เพราะในชีวิตมนุษย์ล้วนต้องเคารพในกติกาของสังคม เชื่อในการล้างแค้นเพราะจะนำมาซึ่งความสงบในจิตใจ โดยไม่ว่าตัวละครในหนังเรื่องนี้จะมีแนวคิดแบบไหนก็ตาม พวกเขาใช้มันเป็นแรงผลักดันของชีวิตทั้งสิ้น

โดยรวมแล้ว จอมขมังเวทย์ 2020 ถือเป็นหนังไทยที่ให้ความบันเทิงได้ดีมากเลย บทหนังมีองค์ประกอบหลายอย่างที่น่าสนใจ ฉากแอ็กชั่นและพลังการแสดงอันเข้มข้น ที่อยากแนะนำคือ ควรดูภาคแรกก่อนเข้าชมจะได้ไม่งงกับคาถาอาคมในเรื่องครับ และคุณจะได้รู้ได้เห็นว่า เสก ต่อ แตน ของจริงเขาทำกันแบบใหน คริ คริ

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง ANIMAL WORLD เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก

รีวิว หนัง ANIMAL WORLD เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก อีกหนึ่งหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ของฝั่งพี่จีนที่กระแสดีมากจนขึ้นบ็อกซ์ออฟฟิศอันดับ 1 ในแดนมังกร ดัดแปลงมาจากกร์ตูนเรื่อง ไคจิ กลโกงเกมมรณะ ของ อ.โนบุยุกิ ฟุคุโมโตะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการ์ตูนหายากในบ้านเรา [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง ANIMAL WORLD เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก บอกเล่าถึงสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง ณ ใจกลางมหาสมุทร (เงิน) คือสิ่งเดียวที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้กับสถานที่แห่งนี้ และทุกคนในที่นี้สามารถยอมตายได้เพื่อเงิน ชาง (หลี่อี้เฟิง) ชายหนุ่มผู้โชคร้ายที่ต้องแบกรับหนี้สินจำนวนมหาศาลที่เขาไม่ได้ก่อ อีกทั้งแม่ของเขากำลังป่วยจนไม่ได้สติ หนทางรอดทางเดียวของเขาก็คือการเข้าร่วมเล่นในเกมสุดระทึก ที่ต้องใช้ชีวิตของผู้เล่นเป็นเดิมพันในอนิมอล เวิลด์ ที่จัดโดยผู้มีอิทธิพลในด้านมืด แอนเดอร์สัน (ไมเคิล ดักลาส) ภายในที่แห่งนี้ ศีลธรรมความดีงามจะเป็นแค่สิ่งฉุดรั้ง มีเพียงผู้ที่สามารถปลดปล่อยสัญชาติญาณแห่งสัตว์ป่าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้

หนังเหมือนจะออกไปทางหนังแอ็คชั่น มีความไซไฟ ที่วิชวลเล่นใหญ่จัดเต็มมากตามสไตล์พี่จีนนั้นละ และการเล่นเกมส์เอาตัวรอดแบบ Liar Game ก็ถือว่าตัวภาพยนตร์เองทำได้สุดยอดมาก นานๆจะได้เห็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากจีน ที่นำเสนอในด้านการใช้สมองอย่างเต็มที่ มีการพลิกแพลง มีลูกเล่น และสามารถนำเสนอวิธีคิดหลายๆรูปแบบในการเอาชนะเกมส์ได้อย่างถึงพริกถึงขิง ตั้งแต่รูปแบบขั้นพื้นฐานของความคิด รูปแบบระดับคนเก่ง และการโกงก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นเกมส์ได้ และการใช้สมองให้ควบคู่กันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ ไม่มีจุดสะดุดอื่นใดๆให้ชวนหลับใหลเลย

หนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นพัฒนาการของ เจิ้งไคซือ ที่มาที่ไปของตัวตลกที่มักจะปรากฏตัวบนความคิดของเขาทุกครั้งเมื่อมีอะไรมากระทบจิตใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และตัวตลกนี่เองที่หนังแผ้วทางเอาไว้เป็นภาคต่อได้ยาวๆ รวมทั้งบทบาทของ ไมเคิล ดักลาส ที่เพิ่มความน่าเกรงขามให้ตัวหนังออกมาดี ที่ล้อเล่นกับจิตใจของคนแบบนี้ได้คมชัด

แม้แต่ตอนอธิบายเกมส์ และอธิบายความคิดของตัวละครที่มีต่อเกมส์นั้น ก็ยังใช้เทคนิคพิเศษด้าน CG เข้ามาช่วย เพื่อให้ผู้ชมสามารถตามความคิดตัวละครทัน และเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น เรียกได้ว่านอกจากจะใช้งาน Visual Effect นำเสนอด้านความหวือหวา ความบ้าพลังแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการเล่าเรื่องให้ชัดเจนมากขึ้น และไม่ให้คนดูต้องล้ากับการใช้สมองจนเกินไป เป็นการใช้เทคนิคพิเศษช่วยเล่าเรื่องได้อย่างดี

สรุปแล้ว เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นยิ่งใหญ่จากจีนที่ทำออกมาได้ดีเกินคาด มันมีความชาญฉลาดในการเล่าเรื่อง ความพลิกแพลงในการเล่นเกมส์ มีประเด็นน่าสนใจที่พาเราไปขุดเบื้องลึก และสัญชาติญาณที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์ ด้านเทคนิคพิเศษคือสิ่งที่สุดยอดที่สุดของเรื่อง ใครชอบหนังแนวนี้ รับรองไม่ผิดหวังแน้นอน รับชมได้แล้วบน Netflix 

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ วิว ภาพยนต์จีน

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง

รีวิว Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง หนังสัตว์ประหลาดยักษ์ MonsterVerse นี้คือ อภิมหึมา มหามัน ของมอนสเตอร์ยักษ์ห้ำหั่นกัน สองราชันที่กินกันไม่ลง เมื่อ ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง ใครคือผู้ชนะ แอคชั่นสุดมัน [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง นี้คือหนังที่แฟนๆทั่วโลกรอคอยก็ว่าได้กับหนังสัตว์ประหลาดยักษ์ทั้งสองสาย สายหนึ่ง ก็อตซิลล่า ที่จู่ๆก็โผล่พ้นน้ำขึ้นมาอาละวาดในเมืองมนุษย์ อีกสายก็เป็น คิงคองยักษ์ที่อยู่ชิลๆ บนเกาะกะโหลกจนมนุษย์ไปพบเจอเข้า แต่แล้ววันนี้ พวกเราจะได้ดูหนังที่สองสัตว์ประหลาดยักษ์มาต่อสู้กันใน Godzilla vs. Kong ชื่อไทย ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง หนังฟอร์มยักษ์ หนังบล็อกบัสเตอร์ที่คนไทยชื่นชอบและคงไม่พลาด

Godzilla vs. Kong ก็อตซิลล่า ปะทะ คอง เป็นผลงานการกำกับโดยอดัม วินการ์ดที่ผ่านงานกำกับ DEATH NOTE ฉบับ NETFLIX และผลงานหนังสยองขวัญคุณภาพอย่าง YOU’RE NEXT และ THE GUEST มาการันตีความสนุก หนังยังได้นำสองนักแสดงหลักจากภาค GODZILLA : KING OF THE MONSTERS กลับมาอีกครั้งอย่าง แมดิสัน รัสเซลล์ รับบทโดย มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ และ มาร์ค รัสเซลล์ รับบทโดย ไคล์ แชนด์เลอร์ สองพ่อลูกแห่ง

องค์กร Monarch พร้อมด้วยตัวละครใหม่อย่าง เนธาน ลินด์รับบทโดย [ อเล็กซานเดอร์ สการ์สการ์ด ] นักธรณีวิทยาผู้ทำงานใกล้ชิดกับคอง ยังมี ไอลีน แอนดรูส์ รับบทโดย [ รีเบคกา ฮอลล์ ] นักวิทยาศาสตร์ของ Monarch และเปิดตัว เรน เซริซาว่ารับบทโดย [ ชุน โอกูริ ] ลูกชายของ ดร. อิชิโระ เซริซาว่า ผู้ศรัทธาอย่างแรงกล้าในตัวแทนแห่งธรรมชาติ

ผลงานการสร้างจากค่าย Warner Brother Pictures และ Legendary Pictures ผู้สร้างจักรวาลหนังเป็นของตัวเองในชื่อ Monsterverse ซึ่งในภาคนี้จะเล่าเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ใน Godzilla : King of the Monsters [ 2019 ] โดยเป็นเรื่องราวเมื่อคอง กำลังถูกพากลับไปยังบ้านเกิดใน Hollow Earthแต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อจู่ๆ ก็อดซิลล่า ได้ปรากฏตัวเพื่อเข้าโจมตีคอง และอาละวาดฆ่าล้างทำลายบ้านเมือง ขณะที่ฝ่ายมนุษย์ก็ต้องค้นหาความจริงว่า อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้ ก็อดซิลล่าออกอาละวาดอย่างไร้สาเหตุ

Godzilla vs. Kong ก็อดซิลล่า ปะทะ คองถือว่าเป็นภาคที่สมบูรณ์แบบที่สุดใน Monsterverseทั้งงานภาพ แสง เสียง การต่อสู้ ถือว่าจัดเต็มจุใจ สมการรอคอยจริงๆ โดยเฉพาะฉากต่อสู้แบบยักษ์ชนยักษ์ ของก็อดซิลล่า และ คอง ที่ยาวจัดเต็มถึง 18 นาทีจุกๆ และมีฉากต่อสู้สุดเดือดมาให้ดู 3 ฉากใหญ่ๆกันเลยทีเดียว

Godzilla vs. Kong ถือว่า ทำออกมาได้โคตรมันส์ โคตรเดือด เป้นหนังที่มาช่วงโควิด ถือวว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของปี 2021 ที่ห้ามพลาดจริงๆ จากที่ปูเนื้อเรื่องศึกยิ่งใหญ่มานับ 2 ปี นับตั้งแต่ Godzilla: King of the Monsters ที่ได้เห็น ราชาแห่ง มอนสเตอร์มา แล้ว กลับมาครั้งนี้ราชาบนโลก กับราชาอีกหนึ่งภิภพ กลับต้องมาเจอกัน เพื่อแย่งชิงตำแหน่งราชาเพียงหนึ่งเดียว จากศึกที่ยาวนานจากบรรพบุรุษ

Godzilla vs. Kong ก็อดซิลล่า ปะทะ คอง เป็นหนังแฟรนไชส์ฟอร์มยักษ์ที่น่าติดตามอีกหนึ่งเรื่อง แน่นอนว่า CGสวยงามเนียนตา จนแทบไม่มีแผลเลย งานภาพและเสียงเบอร์ใหญ่จัดเต็มจริงๆ เพราะภาพสวยมากๆ และเหล่าพี่เบิ้มก็ตัวใหญ่สะใจมากแฟนก็อดซิลล่าและแฟนคอง ห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิวหนัง Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท

รีวิวหนัง Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท แอ็คชั่นดุเดือดเลือดสาด มันส์สะใจ ของนักสู้เหนือมนุษย์ จากเกมส์สู่ภาพยนตร์ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งเรื่องที่ดีที่สุด ด้วยแอคชั่นมันส์เลือดสาด ดุ เท่ห์ และโคตรเดือด [ สปอยนิดๆ ]

รีวิวหนัง Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นไซไฟ ที่จุดเริ่มต้นมาจากเกมส์สุดโด่งดัง ที่ทั่วโลกต้องรู้จักกับเรื่องราวของเหล่านักสู้เหนือมนุษย์ระหว่างอาณาจักร เอิร์ทเรล์ม กับ เอาท์เวิลด์ ที่ต้องคัดเลือกนักสู้มาประลองตามตำนานของ มอร์ทัล คอมแบท และการกลับมาของ Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท นั้นนับว่าเป็นครั้งที่ 10 แล้ว ที่ถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์เริ่มตั้งแต่ปี 1995

กับ Mortal Kombat : The Journey Begins ยาวมาเรื่อยมีทั้งการ์ตูน และ ภาพยนตร์ และในปีนี้ผู้กำกับอย่าง ไซมอน แมคควิด์ ก็ได้หยิบเอาหนังชุดนี้กลับมารีเมคอีกครั้ง เป็นภาคเริ่มต้นใหม่ในภาพยนตร์ชุด Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท ภาพยนตร์นำแสดงโดย ลูวิส แทนเจสสิกา แม็กนามี, จอช ลอว์สัน, ทาดาโนบุ อาซาโนะ, เมห์เมด บรูกส์, หลิวดี หลิน, จิน หาน, โจ ทัสลิม และ ฮิโรยูกิ ซานาดะ

Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท ฉบับรีเมคนี้จะเป็นเล่าถึงโคล ยัง นักสู้ MMA ผู้คุ้นชินกับการชกต่อยเพื่อแลกเงิน แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวภูมิหลังของตัวเอง และไม่รู้ว่าทำไม จักรพรรติชางจง แห่ง เอาต์เวิล์ด ถึงต้องส่ง ซับ-ซีโร่ นักรบมือหนึ่งผู้ใช้เวทย์น้ำแข็งมาไล่ล่าโคล  ต่อมาเขาจึงออกตามหา ซอนย่า เบลด ตามคำแนะนำของ แจ็กซ์ ผู้มีปานประหลาดรูปมังกรตั้งแต่เกิดเช่นเดียวกับ โคล จากนั้นเขาก็ได้พบกับ ลอร์ดไรเดน เทพเจ้าสายฟ้าผู้คุ้มครอง เอิร์ธรีล์ม และได้พบกับ  หลิว คัง และ คัง เหลา จนได้ฝึกวิทยายุทธกับนักรบผู้คร่ำหวอดในสังเวียน โดยศึกในครั้งนี้มีโลกเป็นเดิมพัน

หลายคนอาจจะชอบตัวละคร ซับ-ซีโร ที่ว่ามันโหดมากๆ ด้วยลุคและชุดคือเท่สุดๆ [ ทั้งเรื่องเหมือนจะเก่งอยู่คนเดียว ] ถึงแม้จะเป็นตัวร้ายก็เถอะ ส่วนฉากแอคชั่นคือมันส์ ดุ เลือดสาดกันเลยทีเดียว ฉากต่อสู้ แอบสยองตอนที่โคลสู้กับยักษ์ คือฆ่าทั้งทีต้องสมองเละ ไส้ไหล กันไปข้างหนึ่งเลย

ฉากต่อสู้ของ สกอร์เปี้ยน และ ซับซีโร่ เท่มากๆขอบอก ตอนที่ สกอร์เปี้ยน ปรากฏตัวออกมาคืออย่างเทห์ มาพร้อมดนตรีด้วย [ ดนตรีในตำนาน ] มีความเท่ไม่แพ้ ซับ-ซีโร [ ส่วนตัวแอบชอบสกอร์เปี้ยน นะ ]

คอเกมส์ คอหนังสยองขวัญ คอหนังแอ๊คชั่น ไม่มีคำว่าผิดหวังแน่นอน กับมุกโบ๊ะบ๊ะขโมยซีนกัน เรตหนังที่มีความแรงมาก มีฉากฆ่ากันแบบโหดๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาและแนะนำลูกๆก่อนดู แต่โดยรวมแล้วสนุก ตื่นเต้นและท้าทายดี เรื่องราวไม่ซับซ้อนตัวละครมีบทที่ชัดเจน ขอบอกห้ามพลาดเด็ดขาด

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า หนังตลกแอ็กชั่นซุปเปอร์ฮีโร่ เบาสมองแนวหญิงแกร่ง แรงเต็ม100 กับมุกตลก โปกฮา โอ้ลั่นล้า [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว หนัง Thunder Force ขบวนการฮีโร่ฟาดฟ้า ในโลกที่เกิดบรรดาผู้มีพลังพิเศษที่เรียกว่า เครียมส์ ซึ่งมาจากผู้มีแนวโน้มในการก่อเหตุร้าย ทำให้โลกกลายเป็นสังคมที่เกิดเหล่าวายร้ายที่มีพลังพิเศษ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งคือ เอมิลี่ ที่สูญเสียพ่อและแม่ที่เป็นนักวิจัยไปเพราะพวกเครียมส์ เธอจึงมุ่งมั่นตั้งใจเรียนเพื่อจะโตมาเป็นนักวิจัยแล้วค้นหาวิธีทำให้มนุษย์ธรรมดามีพลังพิเศษแล้วต่อสู้กับวายร้ายได้ ซึ่งในวัยเด็กเธอได้พบกับ ลิเดีย เด็กหญิงสุดห้าวที่กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน

ถึงแม้เอมิลี่จะสนิทกับลิเดียแค่ไหน แต่วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งสองต้องบาดหมางใจกัน และไม่ได้ติดต่อกันเกือบยี่สิบปี จนกระทั่งเมื่อทั้งสองเข้าสู่ช่วงชีวิตวัยกลางคน ลิเดียพยายามหาทางติดต่อเอมิลี่เพื่อให้กลับมาร่วมงานเลี้ยงรุ่น และเธอก็ได้พบความจริงว่าเอมิลี่นั้นกลายเป็นนักวิจัยที่มีบริษัทใหญ่โตและร่ำรวยราวกับโทนี่ สตาร์คโอ้วๆ ซึ่งเธอกำลังค้นคว้าวิธีการทดลองเปลี่ยนแปลงระบบพันธุกรรม แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของลิเดียทำให้เธอถูกฉีดสารเคมีและทำให้ตัวเองมีพลังพิเศษขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ [ นั้นใง ]

ระหว่างที่ลิเดียกำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนั้น และเธอก็พบว่าตัวเองหลงใหลกับการกิน ไก่ดิบๆ [ เหมือนยายยิบเลย ]พร้อมๆกับพละกำลังที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ส่วนเอมิลี่เอง ก็ปรับสมดุลร่างกายของตนเองจนพบว่ามีพลังวิเศษในการล่องหน [ โอ้วงานนี้มันแน้ๆ ] ทั้งสองจึงร่วมมือกันเพื่อออกปราบเครียมส์และฟื้นฟูความสัมพันธ์อันก่อเกิดเป็นมิตรภาพอีกครั้ง

เรื่องนี้เป็นหนังตลกแนวแอ็กชั่นแนวเบาสมอง ย่อยง่ายตามสูตรสำเร็จ เพราะเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับ Ben Falcone และภรรยาของเขาคือ Melissa McCarthy ซึ่งเป็นนักแสดงตลกหญิงร่างอวบ มารับบทแสดงนำในเรื่องนี้ด้วย ส่วนตัวหนังก็จะมาในแนวมุกตลกสัปดน เพียงแต่อยู่ในขอบเขต [ แต่เกือบจะ18+ละ แต่ก็ยังไปไม่ถึง ] มาบวกกับมุกตลกเฉพาะตัวที่มาในสไตล์ดาราตลกหญิงที่ความสามารถเฉพาะตัวมาก คือถ้าคนเส้นตื้นก็จะฮาหลายฉาก แต่ถ้าไม่ก็จะแป้กกันสุดๆ ไปเลยเหมือนกันครับ

แต่เผอิญว่านี่เป็นหนังตลกแอ็กชั่น แม้ว่าพาร์ทดราม่ามิตรภาพจะทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่เนื้อหาหลักของเรื่องก็อยู่ที่เรื่องราวแบบซุปเปอร์ฮีโร่ และฉากแอ็กชั่นคอเมดี้ ซึ่งแม้ว่าจะทำออกมาได้ดีอยู่บ้างในบางในหลายๆฉาก แต่ในภาพรวมของหนังก็เต็มไปด้วยความสนุกอะนะ การเดินเรื่องแบบตามสูตร ช่วงที่หนังเข้าสู่ช่วงการต่อสู้ ทีนี้ละมันเลย

อีกอย่างการที่ตัวหนังใช้ดาราหญิงตลกร่างอวบ มารับบทนำ และใช้ดาราหญิงผิวสีร่างอวบอีกคนมารับบทตัวรอง ก็อาจจะทำให้คนดูผู้ชายหลายคนไม่ค่อยอยากจะดูมากนัก [ ย้ำนะแค่บางคน ] แต่นะถ้าเป็นผู้ชมที่เป็นผู้หญิง อาจจะรู้สึกอินกับเรื่องราวมิตรภาพของสองตัวละครในช่วงแรกจนสามารถตามดูต่อไปได้ครับ

ส่วนบอสใหญ่ของเรื่อง The King ที่ใช้พลังแบบเดียวกับนางเอก แต่ที่เซอร์ไพร์สคือ นี่เป็นบอสที่ดันมาปล่อยมุกตลกร่วมกับ Jason Bateman ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใช้พลังพิเศษที่สุดพิสดารคือมือก้ามปู แล้วไอ้การรับส่งมุก [ ตะลึ้งตึ่งโปะ ]ของทั้งสองคนนี้กลับทำได้ดีซะยิ่งกว่าการเป็นบอสที่โชว์พลังอะไรมากมายอีกด้วย เรียกว่ามุกตลกฝั่งตัวร้ายคือจุดข่ยเลยละ เพราะทำได้กว่าที่คิดอีก ซึ่งเป็นตลกเฉพาะตัวแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นใครทำเท่าไหร่ [ เหมือนดู หม่ำ เท่ง โหน่ง เลย ] และในขณะที่ฉากแอ็กชั่น ก็ถือว่าCGทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ได้เด่นแต่ก็ไม่ได้แย่ และฉากบู๊ในช่วงท้ายก็ทำได้ดีมากๆ ช่วงนี้ใครที่เบื่อๆกับโควิดละก็ดูได้นะครับ รับชมได้แล้ว บน Netflix 

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว อนิเมชั่น นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ New Gods: Nezha Reborn

รีวิว อนิเมชั่น นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ New Gods: Nezha Reborn นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ ฉบับตีความเทพจีนใหม่ อนิเมชั่นเวอร์ชั่นล่าสุดที่แตกต่างจากนาจาทุกฉบับที่เคยสร้างกันมา เมื่อเวอร์ชั่นนี้มาแนวขายกลุ่มคนดูวัยรุ่น เอาเรื่องราวของนาจาที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันอยู่แล้วมาเล่าใหม่แบบโลกดิสโทเปีย เดินเรื่องกระชับ ฉับไว ดราม่าเข้มข้น [ สปอยนิดๆ ]

รีวิว อนิเมชั่น นาจา เกิดอีกครั้งก็ยังเทพ New Gods: Nezha Reborn หลี่อวิ๋นเสียง เด็กหนุ่มเลือดร้อน ผู้รักการขับขี่มอเตอร์ไซด์เป็นชีวิตจิตใจ ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองตงไห่ ซึ่งอยู่ในโลกอนาคตที่น้ำกลายเป็นทรัพยากรที่หายาก และเมืองอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลเต๋อ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลและควบคุมทรัพยากรน้ำไว้แต่ผู้เดียว ในขณะที่ผู้คนส่วนมากใช้ชีวิตในสลัม

วันหนึ่งหลี่อวิ๋นเสียง และ คาชา เพื่อนหญิงรุ่นน้องที่สนิทสนมกันได้ขี่มอเตอร์ไซด์ไปในถนนตอนกลางคืนแล้วก็ต้องถูกหาเรื่องโดยลูกชายของลูกพี่เต๋อ ผู้นำตระกูลเต๋อ คาชาถูกทำร้ายจนเสียขา ทำให้หลี่อวิ๋นเสียงระเบิดความโกรธ จนเขาได้ปลุกพลังของ “นาจา” เทพเด็กที่มีพลังอัคคีร้อนแรงให้ตื่นขึ้นมา แล้วเขาก็ได้พบกับบุคคลปริศนาที่สวมหน้ากากอสูร แล้วบอกเล่าเรื่องราวของเทพนาจาที่เวียนว่ายมาเกิดใหม่ตลอด 3,000 ปี และครั้งนี้ก็มาเกิดอยู่ในตัวหลี่อวิ๋นเสียง ซึ่งทุกครั้งก็ดูเหมือนว่าโชคชะตาที่นาจาจะนำความหายนะต้องวนเวียนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ครั้งนี้หลี่อวิ๋นเสียงก็เลือกที่จะหาทางช่วยเหลือชีวิตผู้คนมากกว่า รวมถึงการช่วยกอบกู้เมืองตงไห่จากการถูกทำลายล้าง

ตัวละครในเรื่องที่น่าสนใจมากก็คือ ซุนหงอคง จากไซอิ๋ว ถึงตัวละครนี้แม้จะออกมาไม่มากนัก แต่ทุกครั้งที่ออกมาก็ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น [ โดยเฉพาะฉากที่ว่า ฉันคือซุนหงอคงแล้วดนตรีมา แหมโคตรเทห์จริงๆ ] โดยเฉพาะความสามารถต่าง ๆ และด้านการต่อสู้ ไหวพริบและสติปัญญา และรูปลักษณ์ รูปร่าง หน้าตา หรือแม้แต่อุปนิสัย มันก็ต่างจากซุนหงอคง ที่เราเคยรู้จัก มันก็เลยทำให้เราตื่นเต้นเมื่อได้เจอกับตัวละครตัวนี้ในภาพยนตร์

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ หนังเรื่องนี้เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับคติความเชื่อเรื่องเทพเจ้าจีนได้อย่างดี และมีความจิกกัดอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นซุนหงอคง กลายเป็นบุคคลที่เบื่อหน่ายโลก เบื่อหน่ายการต่อสู้ เบื่อหน่ายของการใช้ชีวิตของความเป็นเทพของเขา การตั้งคำถามว่าหลังจากที่อัญเชิญพระไตรปิฎกแล้ว โลกก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิม นี่อาจจะเป็นการตั้งคำถามว่า คติความเชื่อด้านศาสนา อาจไม่ใช่คำตอบของผู้คน ในโลกอนาคตแล้วก็เป็นได้

ฉากแอคชั่นและการต่อสู้ถือว่าสนุกมาก ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล การต่อสู้ในท้องถนน การต่อสู้ในทะเล และการต่อสู้ในวังของมังกรทะเลตะวันออก ก็ล้วนแต่ตื่นตาตื่นใจ มันสนุกจนทำให้ต้องถึงกับนั่งดูเลยทีเดียว ฉากแอ็คชั่นความสนุกในจุดนี้นะว่าหายห่วง ซึ่งถ้าหากเทียบกับอนิเมชั่นในหลาย ๆ เรื่องแล้ว บอกเลยว่ามีความโดดเด่นเกินหน้ากว่าหลายเรื่อง ซึ่งส่วนตัวผมเองสามารถเปรียบเทียบความสนุกได้กับ 9 ศาสตราเลยทีเดียว

ใครที่รู้สึกว่า นาจาเอามารีเมคบ่อยจนฝืด หรือยังติดตากับนาจาปี 2019 แนะนำเลยว่าเมื่อดูเวอร์ชั่นนี้คุณจะไม่ผิดหวัง เพราะนี่คือการนำนาจามาตีความใหม่ด้วยเซตติ้งใหม่ๆที่จับกลุ่มคนดูวัยรุ่นมากกว่าเดิม และจักรวาลเทพเซียนจีนก็จะขยายไปได้อีกเยอะ ที่สำคัญคือ มีการเอาตำนานเทพจีนอื่นๆมาแจมด้วย โดยเฉพาะซุนหงอคง เพียงแต่เวอร์ชั่นนี้จะไม่เหมาะให้เด็กเล็กดูครับ เพราะมีฉากแอบโหดหลายจุด รวมถึงฉากสะเทือนอารมณ์แทรกอยู่ในเรื่องตลอดเวลาด้วย นี่จึงเหมือนต้องการจับกลุ่มคนดูวัยรุ่นมากกว่า มีเอ็นด์เครดิตหลังจบ เรื่องนี้จะขยายจักรวาลออกไปอีกไกลมาก ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวของนางพญางูขาว ที่จะถูกส่งมาโลกปัจจุบัน และเทพสำคัญอีกองค์คือ เทพเอ้อหลาง ( เทพสามตา ) ที่จะมีบทบาทในภาคต่อไป รับชมได้แล้ว บน Netflix

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว อนิเมะ 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga ฉบับคนไม่เคยดูเวอร์ชันการ์ตูน เป็นอีกครั้งที่เราได้ท่องโลกเวทมนตร์สุดลึกลับ แถมยังได้หวนรำลึกความหลังไปยังวัยเด็กแสนสดใส เมื่อเรื่องราวของเหล่าแฟรี่ที่มีพลังเวทแตกต่างกันไปอย่าง วิงซ์คลับ ซึ่งเคยโลดแล่นบนจอทีวีในฉบับการ์ตูนแอนิเมชันตั้งแต่ปี 2004-2019 ได้กลายเป็นซีรีส์ฉบับคนแสดงภายใต้ชื่อ เฟต เดอะ วิงซ์ ซาก้า บนแพลตฟอร์มความบันเทิงระดับโลกอย่าง Netflix นั่นเอง [ ไม่สปอยนะ ]

รีวิว ซีรีส์ Fate: The Winx Saga นี่ถือเป็นซีรีส์ออริจินัลของเน็ตฟลิกซ์ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่นไปจนถึงผู้ใหญ่ โดยการบิดเรื่องราวต้นฉบับที่สดใสและฟรุ้งฟริ้ง แต่มีกลิ่นอายของความมืดมิด ให้เป็นโทนดาร์ก สมจริง และจริงจังเหมือนกับที่เน็ตฟลิกซ์เคยทำสำเร็จไปแล้วใน RIVERDALE ที่หยิบนำหนังสือการ์ตูนในเครือ Archies มาดัดแปลงให้เป็นเรื่องเป็นจักรวาลได้ จากซีรีส์การ์ตูนสำหรับเด็กผู้หญิงที่เป็นที่นิยมทั้งในไทยและต่างประเทศอย่าง Winx Club จะถูกมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ความยาว 6 ตอนที่แฝงไปด้วยโทนเรื่องที่มืดหม่นแต่ก็ยังมีเรื่องของพลังธาตุและเหล่าแฟร์รี่ผู้ใช้พลังในการปราบเหล่าร้าย

เพียงแต่ในครั้งนี้เน็ตฟลิกซ์กล้าที่จะดัดแปลงบางส่วน ที่ทำให้แฟนคลับหลายคนถึงกับหน้าบูด ไม่ว่าจะเป็นการตัดตัวละครฟลอร่า ที่เป็นตัวละครหลักของเรื่องที่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของอนิเมะ ให้กลายเป็นเทอร่า สาวร่างใหญ่ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเธออีกที เปลี่ยน มูซ่า สาวเอเชี่ยนผมสีน้ำเงินให้กลายเป็นสาวอังกฤษไปแทน ไหนจะรวบตัวละครแก๊งตัวร้ายอย่าง The Trix ให้เป็น บีเอทริก สาวแสบไปโดยปริยาย ตัดตัวละคร เทคน่า ออกไปอีก เรื่องของคอสตูมกับเรื่องย่อที่แค่ปล่อยออกมาก็ทำเอาทุกคนกรีดร้อง ว่าตกลงมันใช่ Winx Club จริงเหรอ

ไม่ต้องปูเรื่องอะไรมากครับ แค่ตอนแรกก็เดินเรื่องทันทีแล้วค่อยมาเล่าปมทีหลัง แค่ยี่สิบนาทีตัวละครต่างๆ ที่สำคัญ ก็มาให้เราได้รู้จักถึงบุคลิก นิสัยใจคออย่างรวดเร็ว ไม่มีอืดอาดยืดยาด ไม่ออกนอกทะเล เล่าเรื่องเร็ว ปล่อยประเด็นไปแบบเรื่อยๆ แต่ค่อยๆ ทิ้งเชื้อความน่าสนใจไว้แต่ละตอน แต่หลังจากนั้นมันจะหักมุมใส่คนดู เล่าเฉลยว่าเป็นแบบนี้ สรุปเป็นอีกแบบ และยังมีเรื่องของความรัก มิตรภาพและพลังธาตุที่ปูมาเป็นระยะๆ ควบคู่กับปมปัญหาของตัวละครที่ใส่เข้ามาอย่างพอดิบพอดี ผสมกับฉากต่อสู้ที่ชวนให้ลุ้นระทึกในแต่ละตอน

ตัวละครทุกตัวก็ไม่ถูกทิ้งมีบทเด่นโชว์พลังเป็นของตัวเองในทุกตอน จบตอนนึงแล้วต้องเปิดดูตอนต่อไป อารมณ์ก็ต่อเนื่องมีทั้งสุข เศร้า เหงา โกรธ และตะลึง โชคดีที่ซีรีส์มีเพียง 6 ตอน แต่มันกลับสร้างความน่าสนใจภายใต้ความไม่หวือหวา เหมือนพยายามให้เราได้เห็นไปกับตัวละคร ก่อนจะพลิกล็อคให้หงายหลังกันเล่น ซึ่งผมว่ามันเวิร์คใช้ได้มาก เพราะแค่ดูตอนแรกจบ ผมก็รู้สึกว่านี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ กลายเป็นว่าพอไม่คาดหวังแล้วมันกลับเกินคาด

นอกจากตัวละครผู้ดำเนินเรื่องแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับ Fate: The Winx Saga นั่นคือการปรับบรรยากาศการดำเนินเรื่องให้มีความสมจริง มีที่มาที่ไป ไม่ขายฝันจนกลายเป็นซีรีส์สำหรับเด็ก รวมไปถึงงานสร้างที่มีความอลังการ ฉาก แสง สี เสียง รวมทั้งซีจีพลังเวทมนตร์ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างดี แต่หวังว่าจะดีขึ้นอีกในซีซั่นต่อไป ติดอยู่ไม่กี่อย่างคือจำนวนตอนที่น้อยไปหน่อย จนกระทบต่อการดำเนินเรื่องบางช่วงบางตอนที่เร็วจนเกินไป ขาดการเล่ารายละเอียดที่มาที่ไปอย่างน่าเสียดาย และยังมีบทพูดที่คนธรรมดาไม่พูดกันในชีวิตประจำวันหลุดเข้ามาจนขัดอารมณ์เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม แค่ซีซั่นแรกก็ทำออกมาได้ดีจนติดอันดับซีรีส์ยอดฮิต ทะยานขึ้นอันดับ 1 บน Netflix ในหลายประเทศและคาดหวังว่าซีซั่น 2 จะมีอะไรให้ตื่นเต้นมากขึ้น สามารถรับชม Fate: The Winx Saga ได้แล้ววันนี้ทาง Netflix รับรองว่าเหล่าแฟรี่จะพาทุกคนเพลิดเพลินไปกับการท่องโลกเวทมนตร์ครั้งนี้อย่างแน่นอน

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms