รีวิวหนังThe Half of It : มาเลยครับสำหรับคอหนังรักแบบอินเลิฟฟต้องไปดูกัน !`

รีวิวหนังThe Half of It : ชีวิตจะสมบูรณ์ไหม ถ้าฉันไม่ได้เจออีกครึ่งใจของตัวเอง

รีวิวหนังThe Half of It : เล่าให้ฟังในการสัมภาษณ์ตอนเธอกำกับ Saving Face หนังเรื่องแรก เธอไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะต้องทำหนังที่แตกต่างจากเรื่องอื่นหรือสร้างสิ่งใหม่ให้ฮอลลีวูด ณ ตอนนั้นการทำหนังรอมคอมว่าด้วยความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงที่มีตัวเอกเป็นคนจีน-อเมริกันถือว่าหาดูได้ยากยิ่ง (แม้แต่ตอนนี้ก็ยังเป็น)วูบอกว่าเธอแค่มีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน มีเชื้อสายเอเชียน-อเมริกัน และเพียงอยากทำหนังที่มีคาแร็กเตอร์หลักเป็นคนที่คนดูไม่ค่อยเห็นกันบนจอเท่านั้น ความเซอร์ไพรส์คือหลังจากวันที่หนังออกฉาย

คนดูจำนวนมากซึ่งมาจากต่างที่ ต่างพื้นเพ ล้วนบอกว่าพวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับหนังของเธอ ตอนนั้นเองที่ทำให้วูรู้สึกว่าสิ่งที่เธอทำนั้นสำคัญ และอาจเชื่อมโยงกับหลายคนได้มากกว่าที่เธอคิดปณิธานการทำหนังแบบนี้ยังถูกใช้กับเรื่องใหม่ แม้วูจะเว้นช่วงมานานกว่า 16 ปีและแน่นอนว่า The Half of It คือหนังเรื่องสำคัญ ไม่ได้กับเธอเท่านั้น แต่มันยังสำคัญกับใครหลายคนในมิติที่แตกต่างจากเรื่องก่อน

เหมือนถูกบังคับให้เป็นผู้ใหญ่ในชั่วข้ามคืน เอลลี่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นคนให้สัญญาณรถไฟแทนพ่อจนเพื่อนที่โรงเรียนตั้งฉายา เอลลี่ ชู-ชู (อารมณ์เสียงรถไฟฉึกกะฉัก ปู๊นๆ แต่ซับไทยแปลว่า เอลลี่ชูมือขึ้นแล้วหมุนๆ ซึ่งก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ) เธอใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน คิดอยู่เสมอว่าจะต้องอยู่เมืองเล็กๆ นี้กับพ่อไปจนตาย และถึงจะเรียนอยู่ปีสุดท้าย เธอก็ไม่คิดจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ตั้งแต่เด็กฉันแทบจะไม่ได้ดูหนังที่ตัวละครเอกเป็นคนเชื้อสายเอเชีย-อเมริกัน ลีอาห์ ลูวิส ย้ำว่าการได้สวมบทบาทเป็นเอลลี่เป็นมากกว่าการแสดงหนังเรื่องหนึ่ง เพราะนี่อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่เด็กสาวเชื้อสายเอเชีย-อเมริกันจะได้เห็นตัวละครคล้ายตัวเองรับบทนำในหนังเมนสตรีม เรื่องของพวกเขาควรค่าแก่การถูกเล่า เพราะในโลกความจริงพวกเขาคือตัวเอกในหนังชีวิตของตัวเอง และพวกเขาก็เผชิญปัญหาที่เอลลี่กำลังเจออยู่จริงๆ

สำหรับเรื่องนี้แอดมินว่ามันเกี่ยวกับ ความสมหวังและความเป็นหนังรักแบบที่ไม่มีใครเคยเห็น สำหรับ Netflix รับรองได้ว่าหนังเรื่องนี้ดีไม่แพ้เรื่องไหนเลยลองไปหามาดูกันได้เลยแอดมินว่าน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนนะครับ

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวหนัง Santana : สำหรับคนชอบแอคชั่นเดือดๆจากแอฟฟริกาใต้บน Netflix

แอดมินขอนำเสนอเลยครับสำหรับคนรักหนังแนวแอ็กชั่นไล่ล่าจากประเทศแองโกล่า แอฟฟริกาใต้ที่เพิ่งลง Netflix เกี่ยวกับการไล่ล่าแก้แค้นของสองพี่น้องตระกูลซานตาน่า ที่ต้องการล้างแค้นให้กับพ่อแม่ของเขาที่ถูกฆาตกรรมไปเมื่อ 35 ปีก่อนเนื้อเรื่องจะเป็นยังไงไปดูรีวิวกันเลย เรื่องราวของหนัง จะเล่าถึงพี่น้องซานตาน่า มาทิอัส และดิอัส

ที่พ่อแม่ของพวกเขาถูกฆาตกรรมไปเมื่อ 35 ปีก่อน และปัจจุบัน คนพี่มาทิอัส ได้กลายเป็นนายทหารปราบปรามยาเสพติด และคนน้องดิอัส ได้เป็นหัวหน้าชุดตำรวจปราบปรามยาเสพติด ในขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่ ก็ได้เบาะแสเกี่ยวกับอาชญากรยาเสพติดตัวเป้ง และยังเป็นคนเดียวกับที่เคยฆ่าพ่อแม่ของพวกเขา ทั้งสองพี่น้องจึงหาทางตามล่าคนร้ายให้ได้

เอาละครับมาเข้าเรื่องเนื้อหาสำคัญของเรื่องมีแค่นี้จริงๆ สำหรับหนังจากแอฟฟริกาใต้เรื่องนี้ เป็นการไล่ล่า เพื่อล้างแค้นส่วนตัว และด้วยความเป็นหนังแอ็กชั่น ความโหดมันเลยโผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่องที่มันทำให้เราได้เห็นฉากเด็กถูกยิงแต่ความเป็นหนังแอ็กชั่นโดยรวมต้องบอกเลยว่าฉากพวกนี้น้อยเกินมาตรฐานทั่วไปค่อนข้างเยอะ แต่อยากจะให้ทำความเข้าใจและเปิดใจดูด้วย เพราะนี้คือหนังจากแอฟฟริกาใต้ ถ้าทำความเข้าใจได้แบบนี้และเปิดใจดูมันก็พอจะดูได้อยู่บ้าง

ขอสรุปสำหรับหนังเรื่องนี้เลยครับ แอดมินว่าฉากไล่ล่านั้น มีประมาณ 30% จากทั้งเรื่อง ทั้งๆ ที่หน้าหนังมันนำเสนอมาแบบว่า ไล่ล่า ล้างแค้น เจ้าฆ่าพ่อข้า แต่พอดูจริงๆ เนื้อหาน้อยนิด มีแต่น้ำ แต่ฉากแอ็กชั่นก็พอดูได้ ไม่ได้แย่ อยู่ในระดับกลางๆ แล้วเน้นไปดำเนินเรื่องเรื่อยเปื่อย เช่นด้านความรัก หรือดราม่าที่ดูแล้วมันไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก แต่ฉากพวกนี้มีเยอะ มันก็เลยดูแปลกๆ ขัดๆ กันกับหนังที่จั่วหัวมาว่าแอ็กชั่นอย่างเนื้อหาหลัก การล้างแค้นให้พ่อแม่ อันนี้ก็ไม่มีมูลเหตุจูงใจให้เราอินไปกับตัวละครได้เลย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวหนังReady player for one : รับรองกับสายเกมส์เมอร์และอนิเมชั่นว่าชอบ !

ก่อนอื่นแอดมินต้องขอบอกว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2045 ช่วงที่โลกเต็มไปด้วยความวุ่นวายและการล่มสลาย แต่ผู้คนพบทางรอดชีวิตที่ดิ โอเอซิส ซึ่งเป็นจักรวาลเสมือนจริงอันกว้างใหญ่ที่เราสามารถไปที่ไหนก็ได้ ทำอะไรก็ได้ เป็นใครก็ได้ ดิ โอเอซิสสร้างขึ้นโดย เจมส์ ฮัลลิเดย์ (มาร์ค ไรแลนซ์) เมื่อฮัลลิเดย์เสียชีวิตลง เขาได้ทิ้งทรัพย์สมบัติมหาศาลและอำนาจในการควบคุมดิ โอเอซิสทั้งหมดให้กับคนแรกที่ได้กุญแจทั้ง 3 ดอก เพื่อเปิดประตูสู่ไข่อีสเตอร์ดิจิตอลที่เขซ่อนไว้ในสถานที่ ความท้าทายของเขาทำให้เกิดเกมที่มีการแข่งขันขึ้นทั่วโลก

เห็นไหมแค่เพียงได้อ่านเรื่องย่อสั้นๆก็เป็นที่น่าสนใจไปไม่น้อยสำหรับคอ อย่างเราๆโดยเนื้อเรื่องของภาพยนต์เรื่องนี้ จะตัดสลัดไปมาระหว่าง OASIS (โลกในเกมส์) และโลกแห่งความจริงและ ซึ่งตัวหนังก็ใช้พล็อคเรื่องที่ออกจะเป็นแล้วสูตรสำเร็จแต่ก็ไม่ได้ทำให้ดูหน้าเบื่อแต่อย่างใดด้วยและด้วย CG ที่คุณภาพมากๆ (แค่ดู CG ก็คุ้มแล้ว)

กับมุขตลกที่แทรกมาในหนังอย่างลงตัวทำให้ภาพยนต์เรื่องนี้จัดอยู่ในเรตที่ว่าชาว อย่างเราไม่ควรพลาด แอดมินเสริมเลยว่าเรื่องนี้ถ้าหากใครยังไม่เคยดูต้องไปลองมาหาดู เหมือนกับ่ว่าเป็นขวัญใจของชาว อนิเมชั่น หรือ อนิเมะ แถมสำหรับคนที่ชอบกันดั้ม เพียงแค่ได้เห็นกันดั้มไม่ถึง 10 นาที แค่นั้นก็สุขใจแล้ววว 5555555

บทสรุปเรื่องนี้แอดมินชอบมากๆ เลยครับเพราะส่วนตัวเราแล้วชอบกันดั้มด้วย และยังชอบ อนิเมชั่น หรือ อนิเมะ ที่รวมกันในเรื่องนี้ทำให้เนื้อเรื่องสนุกขึ้นไปเป็นเท่าตัว และขอบอกเลยว่าสำหรับ สายเกมส์เมอร์ ถ้าดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่ชอบแอดมินว่าไม่ใช่ สายเกมส์เมอร์ แล้วแหละขอรับประกันจาก แอดมินเลยว่าพลาดไม่ได้ !!!

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวซีรีส์ Family Business SS1 รับประกันความฮาได้จาก NetFilx ครับ !

เนื้อเรื่องเริ่มด้วยเรื่องราวของตระกูล “ฮาซาน” ที่ เจอร์ราด คนพ่อเข้ามาปักหลักเปิดร้ายขายเนื้อในปารีสมานาน แต่แล้วพอถึงช่วงเปลี่ยนถ่ายให้ลูกๆ มารับช่วงต่อ ทั้งลูกสาวคนโต “ออร์” กับ “โฌเซฟ” ลูกชายคนเล็ก กลับเบื่อหน่ายการขายเนื้อไม่อยากรับช่วงต่อแล้ว และหันเหไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ของตัวเอง แถมร้านนี้ยังใกล้ล้มละลายจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของพ่อ ก่อนที่จะ “โฌเซฟ” จะได้ยินเรื่องวงในจากปากลูกสาวรัฐมนตรีที่หลงรักเพื่อนซี้ 

ทั้งคู่จึงปิ๊งไอเดียเปิดร้านขายกัญชาแทนร้านขายเนื้อของพ่อ แต่ต้องทำยังไงถึงจะให้พ่อของเขายินยอม ก่อนที่เรื่องจะหลุดเข้าหูของยายกับพี่สาว ที่ก็ตาวาวกับธุรกิจใหม่นี้เช่นกันแนวทางของซีรีส์เรื่องนี้เป็นไปตามชื่อเรื่องคือ ธุรกิจครอบครัว เรื่องนำเสนอความฮาจากแผนธุรกิจของแต่ละคนกับกัญชา ที่ตอนแรกต่างคนต่างหวังรวยจากแผนในใจของตัวเอง

แต่ก็กลายเป็นว่าพอแผนแตกทุกคนก็ได้รู้ว่าคิดไปในทางเดียวกันคือเรื่องธุรกิจกัญชาคาเฟ่ แบบที่ “อัมสเตอร์ดัม” เมืองหลวงของประเทศเนเธอร์แลนด์ ‘ดินแดนแห่งกัญชาเสรี’ ที่รู้จักกันดีทั่วโลก ซึ่งการที่จะเปิดร้านกัญชาก่อนใครได้ก็ต้องมาดูต้นแบบที่นี่ ซีรีส์นำพาตัวละครให้มารู้จักกับธุรกิจใหม่ที่เมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งเรื่องโสเภณีที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้เพราะเป็นเรื่องถูกกฎหมายเช่นเดียวกัน 

สรุปเลยนะครับ
มินิซีรีส์ขนาดสั้น 6 ตอนจบซีซั่น ด้วยความยาวแต่ละตอนไม่ถึง 30 นาที แต่เสิร์ฟความฮามาให้ผู้ชมได้ตลอดเวลาไม่หยุดหย่อน แม้มุกตลกอาจจะลามกสัปดนตามสไตล์ฝรั่งไปบ้าง แต่รับรองว่าคนไทยก็คงมีขำไปกับมุกเหล่านี้เยอะ เมื่อตัวเรื่องโฟกัสที่เรื่องกัญชาเสรีแบบเดียวกับที่เป็นกระแสบ้านเราก่อนช่วงโควิด พร้อมทั้งดราม่าชีวิตส่วนตัวสุดอลเวงของทุกคน

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวหนังA Hidden Life : หนังรักที่สร้างจากเรื่องจริงแนะนำให้ไปหาดูครับ

แอดมินว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่อิงมาจากเรื่องจริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มผู้ที่มีความสุขเพียบพร้อม มีภรรยา มีลูกที่น่ารัก ทำไล่ทำนา ท่ามกลางธรรมชาติอันสดชื่น แต่ความสุขเหล่านั้นก็ถูกพรากไป เมื่อเขาโดนเกณฑ์ไปเป็นทหารให้กับ อะด๊อฟ ฮิตเลอร์ แต่เมื่อเขาได้เป็น

เขาก็รับรู้ว่าจริงๆ มันชั่วร้าย การทำสงคราม เข่นฆ่าผู้คนมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง และเมื่อครั้งเขาโดนเรียกตัวอีกรอบ เขาจึงปฏิเสธที่จะออกรบให้กับ Hitler แต่เขาไม่ได้เลือกที่จะหนี เขาเลือกที่จะเผชิญหน้า และถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ส่งผลให้ตัวเขาและครอบครัวตกที่นั่งลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงแม้หนังจะบอกเล่าถึงเรื่องราวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นู้นนนน แต่ทำไมเราและเชื่อว่าใครหลายคนกลับมองว่ามันสะท้อนให้เห็นบางอย่างที่ไม่ได้ไกลตัวเลยแม้แต่น้อยทำไมคนที่เห็นต่างถึงกลายเป็นตัวปัญหา กลายเป็นคนผิด โดนสังคมประนาม โดนตัดสินไปต่างๆ นานา แถมครอบครัวยังต้องเดือดร้อนไปด้วย ทั้งจากชาวบ้านด้วยกันเอง

และระบอบเผด็จการทหารอันน่ารังเกียจใครเห็นต่างไม่เคารพ ท่านผู้นำ ก็ถูกจับไปขัง ใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ผิด กดขี่ผู้น้อยอย่างไร้เหตุและผล พยายามโน้มน้าว ปรับทัศนคติให้เคารพเชื่อมั่นใน ท่านผู้นำ ถ้ายังไม่ได้อีก ก็นำไปขึ้นศาล ตัดสินคดีให้ผิด สั่งประหารซะสิ ง่ายๆ แค่นั้น มันคือชะตากรรมอันน่าหดหู่ของคนที่เห็นต่าง แค่คนที่ไม่เห็นด้วย ก็ต้องเจอกับเรื่องอันน่าเศร้าแบบนี้

มีประโยคนึงที่ตัวละครพูดเอาไว้ว่า เราจะมีสิทธิมีเสียงอะไรได้ เราแค่คนตัวเล็กๆ และ ยอมทนความอยุติธรรม ดีกว่าทำแบบนี้ สะท้อนภาพจำยอมของคนในสังคมที่รู้แหละมันไม่ได้ถูกซะทีเดียว แต่เราทำอะไรไม่ได้ ต้องก้มหน้า ยอมรับ และส่วนมากก็เป็นแบบนั้น แต่มันไม่ใช่กับพระเอก พระเอกยังยึดถือทัศนคติ แนวคิด ความเชื่อของเขา

ถึงแม้เขาไม่รู้หรอก การกระทำเขามันจะส่งผลอะไร ขยายไปวงกว้างแค่ไหน หรือจะมีประโยชน์ในภายภาคหลังต่อไปยังไง ถึงแม้จะหวังให้วงจรอุบาทนี้มันจบแค่รุ่นของเขาก็ตาม แต่เค้ายังยึดมั่นในสิ่งที่เขาเชื่อ ถึงแม้จนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ถึงแม้มันจะอาจหมายถึงการสละความสุขทุกอย่างก็ตาม

แอดมินขอสรุปให้เลยว่าหนังมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ที่เล่าเรื่องง่ายๆ แต่ตัวหนังอาจจะน่าเบื่อ ดำเนินเรื่องช้าๆ เนิบๆ ถ้าใครไม่ชอบอาจจะหลับได้หลายตลบเลยแหละ แต่สำหรับบางคนก็ชอบและถูกใจหนังแนวนี้อย่าลืมไปหามาชมกันนะครับ 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวCARS 2 : อนิเมชั่นที่รวบรวมหลากหลายอารมส์และสนุกมากอีกด้วย

แอดมินชอบอนิเมชั่นเรื่องนี้มากแต่หากพูดกันตรงๆ แล้ว อนิเมชั่นเรื่อง CARS นับว่าไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก เพราะทุกอย่างยังคงเดินไปสูตรเปะๆ ตามแบบฉบับของ ดิสนีย์ เหนือสิ่งอื่นใด ที่แม้พลอตจะไม่ได้สดใหม่ แต่ทุกครั้งมนตร์ขลังของ ดิสนีย์-พิกซาร์ยังคงถูกร่ายให้คนดูได้ปลื้มปริ่ม ยิ้มกริ่มไปตลอดทั้งเรื่อง

แต่แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปเพียงใด สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับ CARS และเป็นแก่นแท้ของเรื่อง จนทำให้ CARS เป็นภาพยนตร์ในดวงใจของหลายๆ คน ก็คือคำว่า มิตรภาพ แม้ภาคนี้จะถูกใส่เรื่องราวของสายลับคันใหม่เข้ามา แต่ แม็คควีน และ เมเทอร์ ยังคงสามารถโชว์เรื่องราวความผูกพันของเพื่อนซี้ ที่แม้จะเกิดรอยร้าวขึ้นระหว่างทั้งสอง แต่ด้วยสถานการณ์กลับทำให้พวกเขาแน่นแฟ้นกันมากกว่าเดิม

 ทั้งคู่ได้รับการสนับสนุนจากทีมงานจาก เรดิเอเตอร์ สปริงส์ เมื่อพวกเขาเดินทางไปต่างแดนเพื่อสนับสนุนไลท์นิงในการลงชิงชัย เวิลด์ กรังปรีซ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ตัดสินตำแหน่งรถที่เร็วที่สุดในโลก แต่หนทางสู่เส้นชัยก็เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ทางอ้อมและเรื่องเซอร์ไพรส์เมื่อเมเตอร์ถูกดึงตัวเครื่องเข้าไปพัวพันกับการผจญภัยที่น่าตื่นเต้นของเขาเองในแวดวงสายลับระดับโลก

สำหรับแอดมินแล้วชอบมากๆ เพราะเป็นหนังอนิเมชั่นเรื่องต้นๆที่แอดมินตามเป็นภาคๆไปแต่ส่วนตัวชอบ ภาคนี้มากที่สุดอย่าลืมไปหามาดูนะครับรับรองว่าสนุกมาก

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว หนัง อนิเมชั่น

รีวิวTheSleepover หนังครอบครัว แนวนักสืบจอมโจรที่ไปไม่สุดสักทาง

ก่อนอื่นขออธิบายให้ฟังก่อนว่าเรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้วทั้งตัวอย่างที่นำเสนอออกมาว่าเป็นหนังเด็ก หนังครอบครัว ที่ให้อารมณ์เหมือน Spy Kid ผสมกับหนังแนวโจรกรรมแบบฮาๆของฝรั่ง เพราะฉะนั้นเรื่องความสมจริงทุกอย่างนั้น ให้เตะทิ้งออกไปให้หมดต้องบอกตามตรงว่า เรื่องนี้จะดูสนุกได้

ถ้าคุณมีความเป็นเด็กสูง หรือถ้าเป็นเด็กที่ชอบดูหนังแนวนี้ เพราะนอกจากหนังจะยัดองค์ประกอบที่เด็กๆน่าจะชอบ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่ฉากหน้าเป็ครอบครัวธรรมดาที่เข้าขั้นน่าเบื่อและมีความเพี้ยนสุดๆ แต่กลับมีความลับเหลือเชื่อซ่อนเอาไว้ฐานทัพลับที่มีไอเท็มไฮเทคเจ๋งๆไว้สำหรับทำภารกิจ ให้อารมณ์เหมือน Spy Kidการวางปริศนาที่เชื่อมโยงเอาไว้ ให้เด็กๆตามรอยไปการใส่ประเด็นเรื่อง ความไม่เข้าใจกันระหว่างวัยรุ่นและพ่อแม่

แต่แน่นอนว่า นี่คือหนังเด็ก เพราะฉะนั้นอย่าไปใส่ใจกับความสมจริงอะไรมากนัก เพราะทั้งเรื่องมีพลอตโฮลเต็มไปหมดที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่า แม่ของครอบครัวนี้ ไปฝึกวิชาการต่อสู้ระดับทหารมาจากไหน แล้วเธอไปได้พวกอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆที่ถึงระดับสายลับข้ามชาติมาได้ยังไง ถึงแม้ตัวเรื่องจะใส่พลาตมาว่า เธอเคยทำงานให้องค์กรมาเฟียมาก็ตาม แต่ก็ยังไม่พอที่จะอธิบายความเว่อร์ของตัวแม่อยู่ดี

ตัวเรื่องจะมีการแยกเล่าเป็นสองเส้นเรื่องหลักคือ ฝั่งเด็กที่มีก๊วนเด็กสี่คนเป็นตัวนำ ซึ่งนักแสดงเด็กทั้งสี่คนทำได้ไม่เลว การแสดงยังดูล้นๆขาดๆเกินๆไปบ้าง ยังพอให้อภัยได้ มีบางซีนที่ทำได้ดีมากๆด้วยซ้ำอีกเส้นเรื่องจะเป็นการเดินเรื่องทางฝั่งผู้ใหญ่ ที่มีการแทรกเรื่องตัวตนปลอมๆทีต้องสร้างขึ้นมา ว่าแท้จริงแล้วแบบไหนกันแน่ที่เป็นตัวตนแท้จริง

ขอสรุปเลยนะครับว่าน่าเสียดายว่า ทั้งสองเส้นเรื่องแม้จะดูน่าสนใจ แต่หนังมันไปไม่สุด จะเลือกเน้นโทนสายลับแนวไฮเทค ก็ไม่ได้ใช้ของหรืออุปกรณ์อะไรเลย จะมาแนวสายลับแนวบู๊แบบก็ทำไม่ถึง มีการสืบสวนตามรอยในแบบดาวินชีโค้ด ก็ไม่ได้เจ๋งอะไรนัก คือทุกอย่างมันดูครึ่งๆกลางๆไปหมด แล้วหนังพยายามหยิบทุกอย่างมารวมกัน

มันเลยดูเหมือนเป็นการยำใหญ่สารพัดพลอตเรื่องแนวนี้เข้ามา แต่ไม่กลมกล่อม บทพูดหรือไดอาล็อคก็เป็นแนวเชยๆ ที่ไม่ได้มีการพัฒนาอะไรมากนัก ตัวร้ายที่มีการหักมุมอาจจะร้องว้าวบ้าง แต่ก็ให้อารมณ์เฉยๆ ไม่น่าแปลกใจอะไรนักหนา

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวTHEHunt จับล่าฆ่าโหดหนังแนวฆ่าเลือดกระเด็นรับรองมันส์มาก

รีวิวTHEHunt เป็นหนังที่สร้างโดยค่าย Blumhouse ค่ายหนังสยองขวัญ ที่ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังทุนต่ำแต่เน้นความเลือดสาด มีฉากโหดๆ เครื่องในกระจุยจริงๆ The Hunt ก็ไม่ใช่หหนังแนวที่แปลกอะไร และเราก็เห็นกันมาบ่อยแล้ว

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

เรียกได้ว่าหนังเปิดมาได้สนุกและน่าสนใจเลยทีเดียว กับกลุ่มคนที่ถูกจับมา และมีอาวุธป้องกันตัวจากเหล่าคนรวย มาถึงก็เปิดเกมล่าใส่กันไม่ยั้ง นับว่าสนุกและน่าสนใจจริงๆ แถมยังมีการหลอกล่อคนดูเกี่ยวกับตัวละครต่างๆ ด้วย ว่าเห้ยใครตัวเอกกันแน่วะ (แต่ก็เดาไม่ยากนะ) เราชอบในจุดนี้มากจริงๆ แต่ก็ยังมีจุดที่สงสัยว่า ทำไมต้องให้ตัวละครครอบปาก ถ้าจะให้พวกเขาเอาออกกันง่ายขนาดนั้น – –

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

หนังเพิ่มดีกรีความสนุกเข้าไปอย่างต่อเนื่องด้วยการนำพาตัวละครมาพบเจอกับเหตุการณ์อื่นๆ นอกจากการไล่ล่า คือพอตัวละครออกมาจากพื้นที่ปิด แทนที่จะเอาตัวรอดในพื้นที่จำกัด กลายเป็นว่าต้องเอาตัวรอดในพื้นที่เปิดกว้าง และระแวงว่าจะเชื่อใจใครได้บ้าง

มันก็สนุกไปอีกแบบหลังจากหนังเปิดเผยตัวละครเอกแล้วมันก็ยังคงสนุกอยู่ ยังคงมีฉากแอ็คชันโหดๆ ให้เห็นกันอยู่ แถมตัวเอกนี้ยังมีคาแรคเตอร์ที่ดูกวนตีนอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งมันก็เป็นจุดที่ทำให้หนังสนุกเช่นกัน

รีวิวTHEHunt
รีวิวTHEHunt

แต่หนังดันมาแผ่วปลายซะงั้น เหมือนพอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ความสนุกมันก็เริ่มลดลงๆ เริ่มคุยกันเยอะกว่าแอ็คชัน เริ่มจากเหตุผลในการจับคนมาไล่ฆ่าในครั้งนี้ก็พอเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร และจุดที่ข้องใจมากๆ คือทำไมต้องปิดบังใบหน้าของนายหญิงบอสใหญ่ที่แสดงโดย Hilary Swank ไว้ตลอดทั้งเรื่อง และมาเฉลยในตอนท้ายๆ มันไม่ได้เซอร์ไพรส์อะไรเลย ในตัวอย่างก็โชว์หน้าเธอหลาซะขนาดนั้น ไม่เข้าใจเจตนาในการปิดบังใบหน้าเธอเลยจริงๆ และในซีนท้ายเรื่องมันก็สนุกแหละ มีความกวนตีนในฉากสู้กัน แต่มันไม่ได้สนุกหรือน่าสนใจเท่าต้นเรื่องแค่นั้นเอง

สรุปแล้ว The Hunt ผมว่ามันเป็นแนวล่าที่โหดสุดและสมเหตุกับชื่อหนังนะเพราะมันเลือดสาด โหดตามชื่อเรื่องเลยแต่บางจังหวะ ก็ทำให้บางตอนมันแผ่วบางลงตาม เนื้ัอเรื่องครับทำให้บางช่วงนั้นไม่ค่อยสนุก 

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว ภาพยนตร์

รีวิวหนังครอบครัว อีกเรื่อง Im Thinking of Ending Things

รีวิวหนังครอบครัว ก่อนอื่นมาดูแนวหนังและคำแนะนำกันก่อนนะครับแม้ I’m Thinking of Ending Things  จะเป็นหนังที่ดัดแปลงจากนิยายสั่นประสาทเรื่องดัง และได้รับคำชมในปี 2016 ของ เอียน รี้ด แต่ก็ปฏิเสธไมได้ว่า ชื่อของผู้กำกับอย่างชาร์ลี คอฟแมน นั้นกลับกระตุ้นความสนใจกับคอหนังมากกว่า และเขาก็เปลี่ยนแปลงงานชิ้นนี้ให้กลายเป็นงานแบบของตนเองโดยสมบูรณ์เอาละครับไปอ่านเนื้อเรื้องกันเลย

 

ชื่อของ ชาร์ลี คอฟแมน จะต้องถูกยกขึ้นมาเสมอ ด้วยผลงานที่เขาร่วมงานกับ สไปค์ จอนซ์ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอชื่อดัง อย่าง Being John Malkovich(1999), Adaptaion(2002) และหนังที่เขาเขียนร่วมกับผู้กำกับ มิเชล กอนดรี้ กับ ปิแอร์ บิสมัทธ์  ซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์สาขาบทดั้งเดิมมาครอง รวมไปถึงผลงานที่เขาเป็นผู้กำกับและเขียนบทเองอย่าง Sงานที่ทะเยอทะยานที่สุดของเขาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้จะไม่ได้ผลตอบรับด้านรายได้

แต่ก็กวาดคำชมอย่างมาก ติดสิบอันดับจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์ และทำให้เขาได้รับรางวัลหนังยอดเยี่ยมจากหนังเรื่องแรก ของ Independent Spirit Award รางวัลของวงการหนังอิสระของอเมริกา โดยในปี 2012 นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังจากอังกฤษ Sight & Sound  ยังยกให้หนังเรื่องนี้ติดหนึ่งในสิบหนังยอดเยี่ยมตลอดกาลอีกด้วย

รีวิวหนังครอบครัว

ด้วยไอเดียแหวกแนวที่คนๆ หนึ่งสามารถเข้าไปควบคุมร่างและจิตใจของดารามีชื่ออย่าง จอห์น มัลโควิช ได้ หรือสะท้อนภาวะตีบตันของคนเขียนบทในวงการฮอลลีวู้ด ผ่านการแสดงแบบคู่แฝดของ นิโคลัส เคจ ผ่านบทสนทนาแบบตลกร้ายที่สะท้อนให้เห็นว่าตัวตนของมนุษย์เรานั้นสูญหาย และเลื่อนไหลง่ายดายแค่ไหน ซึ่งสร้างชื่อให้เขาในฐานะคนที่เขียนบทหนังแนวเหนือจริง ให้กลายเป็นหนังทำเงิน และได้รับคำชมวงกว้างได้

สรุปกันเลยนะครับว่าผลงานกำกับล่าสุดของ ชาร์ลี คอฟแมน คนเขียนบทมากฝีมือที่ยังคงท้าทายคนดู จากเหตุการณ์ง่ายๆ เมื่อคู่รักที่เดินทางไปพบพ่อแม่ของฝ่ายชาย แต่ยิ่งเกิดเรื่องพิสดารขึ้นเรื่อยๆ

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : Blusterfilms

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ รีวิว Netflix

รีวิวthe farewell หนังแนวครอบครัวที่สุดซึ้งจะเป็นหนังแบบไหน ?

รีวิวthe farewell หนังสำหรับครอบครัวที่น่าดูเรื่องหนึ่งไปรับชมรีวิวกันเลยครับ

รีวิวThe farewell ด้วยความยากลำบากที่สุดในการดู The Farewell (กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก) คือการที่เราเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างของทุกฝ่าย โดยที่เราไม่สามารถตัดสินความถูกผิดของสิ่งใด ระหว่างสองฟากฝั่งของความเชื่อ โลกตะวันตก-ตะวันออก ในเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นจาก ‘คำลวงที่เกิดขึ้นจริง’ ได้แม้แต่อย่างเดียวคือหนังที่เต็มไปด้วยคำโกหกนานาของครอบครัวชาวจีนที่มีลูกหลานขยายสาขาไปอยู่ที่อเมริกาและญี่ปุ่น ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น หลอกว่าใส่หมวกแล้วตอนอากาศหนาว, หลอกว่าอยู่บ้านเพื่อนทั้งๆ ที่อยู่โรงพยาบาล, หลอกว่าไม่เป็นไร ไม่ได้ร้องไห้ ฯลฯ 

the farewell

ขยายไปที่เรื่อง หลอกว่าหลานชายกำลังแต่งงาน เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่ออำพรางการโกหกเรื่องใหญ่ที่สุดว่านี่คือการมาบอกลา เป็นครั้งสุดท้าย โดยที่ทุกคนต้องแกล้งทำเหมือนว่าอาม่าไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตามความเชื่อที่สืบทอดมาแต่โบราณว่าถ้าผู้สูงอายุรู้ว่าตัวเองป่วยจะเศร้าและมีชีวิตได้อีกไม่นาน หน้าที่ของลูกหลานคือการแบกรับความรู้สึกเศร้าเอาไว้แทน 

สิ่งที่เราชอบมากๆ นอกจากการนำการโกหกมาเป็นแกนหลักคือการที่หนังพยายามนำเสนอเหตุผลของการโกหกตามความเชื่อที่แตกต่าง วัฒนธรรมของจีนเชื่อแบบหนึ่ง ญี่ปุ่นเชื่อแบบหนึ่ง อเมริกาเชื่อแบบหนึ่ง และคนที่เป็นส่วนผสมของวัฒนธรรมก็เชื่ออีกแบบหนึ่ง

ต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับอย่าง ลูลู่หวัง ที่ถอดบริบทของตัวเองในฐานะคนจีนที่ออกเดินทางตามความฝันอยากเป็นคนทำหนังที่อเมริกา และเคยผ่านเหตุการณ์ที่ทุกคนช่วยกันโกหกเพื่อปกปิดความจริงแบบในเรื่อง มาสะท้อนภาพความเป็นไปของคนในครอบครัว สังคม วัฒนธรรมที่แตกต่างได้อย่างเป็นกลาง ไม่ตัดสิน และมีน้ำหนักน่าเชื่อถือด้วยกันทั้งหมดเพราะถึงแม้เส้นเรื่องหลักจะอยู่การโกหก แต่ The Farewell ก็ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้ายที่ชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้วการโกหกที่ดีหรือโกหกขาวนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ และไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าการพูดความจริงจะนำไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดได้เสมอไป 

สรุปเลยนะครับสำหรับเรื่อง the farewell สุดท้ายเราไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นด้วยกับความคิดของตัวละครทั้งหมด แต่อย่างน้อยที่สุดเราจะใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอีกเยอะเลย

ติดตามแฟนเพจได้ที่ FB : รีวิว ภาพยนตร์

ติดตามเว็บรีวิวหนังได้ที่ Blusterfilms